ที่เห็นและเป็นไป : เลือก‘ในทางที่หลากหลาย’

ที่เห็นและเป็นไป : เลือก‘ในทางที่หลากหลาย’

ที่เห็นและเป็นไป : เลือก‘ในทางที่หลากหลาย’

มักได้ยินคำถามกันอยู่เสมอว่า การเมืองจะเป็นอย่างไรŽ
ถ้าจะให้เป็นคำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ การเมืองเคลื่อนเข้าสู่ช่วงที่มีทางเลือกที่หลากหลาย แต่ในความหลากหลายนั้นทุกเส้นทาง ทุกทางเลือกมีความชัดเจนในตัวเองอย่างยิ่งŽ
ในกรอบของ ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาŽ หมายถึงในทางทฤษฎียังยึดโยงอยู่ในกรอบความคิด อำนาจเป็นของประชาชนŽ โดยมี สมาชิกรัฐเข้าไปใช้อำนาจแทนประชาชนทำหน้าที่ควบคุมการบริหารจัดการประเทศŽ

ในกรอบนี้ในทางปฏิบัติมีรายละเอียดที่ซับซ้อนมากกว่าทางทฤษฎี

สมาชิกรัฐสภาŽ

ส่วนหนึ่งไม่ได้มีที่มาจากตัวแทนประชาชน ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมาจากคนกลุุ่มหนึ่งที่ต้องการให้มาค้ำจุนอำนาจของพวกเขา

อีกส่วนหนึ่งได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน แต่เบี่ยงเบนการทำหน้าที่ไปร่วมคำจุนผู้มีอำนาจ โดยเต็มอกเต็มใจ ด้วยข้ออ้างสารพัดเพื่อให้เบี่ยงตัวเองเข้าไปแสวงประโยชน์ร่วมกับอำนาจนั้่น

คนเหล่านี้รู้ทั้งรู้ว่าปัญหาของประเทศรวมศูนย์อยู่ในระบบที่ล้าหลัง

แต่ว่าแต่ละส่วนยังพร้อมจะอยู่ในระบบที่ล้าหลังนั้น เพื่อแสวงประโยชน์

กลุ่มหนึ่งต่อสู้เพื่อรักษาความล้าหลังนั้นได้ เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะอำนวยให้ตัวเองมีบทบาทในศูนย์กลางอำนาจรัฐ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ได้

กลุ่มหนึ่ง อย่างไรก็ได้ ไม่สนใจว่าระบบจะเป็นอย่างไร ขอเพียงได้ร่วมมีบทบาทในศูนย์กลางอำนาจรัฐที่เอื้อให้แสวงหาประโยชน์ได้ง่ายๆและเป็นกอบเป็นกำเท่านั้นพอ

มีบ้างที่อึดอัดกับความล้าหลัง และต้องการเปลี่ยนแปลง แต่ตราบใดที่ยังมีส่วนร่วมเพื่อรักษาช่องทางผลประโยชน์ก็อดทนกับความอึดอัดของตัวเองได้

อีกส่วนหนึ่งที่ไม่มีเงื่อนไขเปิดทางให้เข้าร่วมในอำนาจได้ ต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เหมือนยืนอยู่คนละฝั่งกับผู้ครองอำนาจ

ในส่วนนี้ร่วมกันแสดงความอึดอัดต่อระบบ เรียกร้องการเปลี่ยนแปลง

แต่กลุ่มหนึ่งปรารถนาความเปลี่ยนแปลงในทางที่เปิดโอกาสให้ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในศูนย์กลางอำนาจ ไม่ปรารถนาจะรื้อระบบที่ชวนให้อึดอัดทิ้ง เพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่ประสิทธิภาพที่ดีกว่าอย่างทันท่วงที ด้วยข้ออ้างว่าจะต้องค่อยเป็นค่อยไป เป็นกลุ่มคนที่มีที่มาและทิศทางที่จะไปไม่ต่างจากนักการเมืองกลุ่มแรกนัก เพียงแต่โอกาสถูกปิดด้วยเงื่อนไขบางประการ ที่ออกมาส่งเสียงเรียกร้องก็แค่หาหนทางเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เป็นเหมือนที่นักการเมืองกลุ่มแรกเป็น ยังเห็นว่าระบบที่เป็นอยู่ยังเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง หากมีโอกาส

ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่ง ไม่ต้องการโอกาสจากระบบที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนา เดินลงสู่สนามการเมืองด้วยต้องการเปลี่ยนแปลง เพราะเห็นอยู่ว่ามีแต่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ระบบที่คร่ำครึ รุงรัง และไร้ประสิทธิภาพในการพัฒนา แต่มั่นคงแข็งแกร่งในการปกป้องรักษาอำนาจไว้ให้คนกลุ่มหนึ่งจะต้องถูกล้างออกไป เพื่อสร้างระบบใหม่ที่เปิดโอกาสอำนาจไม่ถูกยึดครองผูกขาดด้วยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ความสำเร็จในเส้นทางการเมืองของพวกเขาจึงจะเกิดขึ้นได้

นี่คือความหลากหลายของการเมือง มีทางให้เลือกเดินมากมาย และอย่างที่บอก ในความหลากหลายนั้นแต่ละทางกลับชัดเจนอย่างยิ่งว่า ใครเป็นอย่างไร กลุ่มไหนเป็นอย่างไร พรรคการเมืองไหนเป็นอย่างไร

นั่นเป็นการเมืองในภาครัฐสภา

ขณะที่ในภาคประชาชนก็เช่นกัน หลากหลายแต่ชัดเจน

พวกหนึ่ง มีความสุขกับระบบบที่เป็นอยู่ ส่งเสียงปกป้อง ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เป็นกลุ่มมองเห็นประโยชน์ที่จะได้รับจากระบบ แม้ประโยชน์ที่ระบบนั้นเอื้อให้นั้นจะเป็นแค่ความรู้สึกว่าตัวเองดีกว่า เหนือกว่าเพื่อนร่วมสังคมอื่น

พวกหนึ่ง ระบบจะเป็นอย่างไรก็ช่าง ทีสนใจคือโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์ในด้านของตัวเองยังทำได้หรือไม่ หากยังได้ก็หาข้ออ้างมาเรียกร้องให้รักษาไว้ หากไม่ได้ก็ส่งเสียงเรียกหาความเปลี่ยนแปลงที่เปิดโอกาสให้มากกว่า

อีกพวกหนึ่งมองไม่เห็นหนทางการพัฒนาในทุกมิติ จากระบบที่เป็นอยู่ เชื่อมั่นว่าโอกาสของพวกเขาจะมีได้เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากระบบที่คร่ำครึนี้

การต่อสู้บนท้องถนน แม้จะเคลื่อนร่วมไปด้วยกัน แต่กลับด้วยในสาระที่หลากหลาย

และอย่างที่บอก เป็นความหลากหลายที่ชัดเจนมากในภาพลักษณ์ของแต่ละกลุ่ม

อีกไม่นานนัก การเมืองบนถนนกับการเมืองในระบบรัฐสภาจะเคลื่่อนมาบรรจบกัน

วันเลือกตั้งŽ ที่อย่างไรเสียต้องมาถึง

การเมืองบนถนนจะทำหน้าที่เลือกการเมืองในรัฐสภา

อำนาจที่ประชาชนจะทำหน้าที่ ในทางเลือกที่หลากหลาย ถึงวันนี้ชัดเจนยิ่งในภาพลักษณ์ของแต่ละคนแต่ละกลุ่ม ว่ามีความคิดอย่างไรต่อระบบการบริหารจัดการประเทศอันเทอะทะ ไร้ประสิทธิภาพ และเป็นอุปสรรคกับการพัฒนานั้น

ประชาชนจะเลือกนักการเมืองกลุ่มที่ยังรักที่จะรักษาระบบแบบนี้ได้ เนื่องจากง่ายกว่าที่จะร่วมแบ่งปันผลผลประโยชน์

หรือจะเลือกนักการเมืองที่ต้อการเปลี่ยนแปลงระบบเฉพาะส่วนที่ไม่เอื้อ หรือเป็นอุปสรรคในการแสดงประโยชน์ของตัวเอง

หรือเลือกนักการเมืองที่ชัดเจนว่าไม่ยอมให้ประเทศอยู่กับระบบเช่นนี้อีกแล้ว เพราะเป็นระบบที่ผูกขาดอำนาจไว้ที่คนกลุ่มหนึ่งมายาวนานเกินไป โดยไม่มีประโยชน์กับการพัฒนาประเทศ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแบบเด็ดขาด เพื่อเปิดทางให้นักการเมืองเลือดใหม่เข้ามาทำหน้าที่บริหารจัดการประเทศ

แน่นอน! เป็นทางเลือกที่หลากหลายมาก

แต่ชัดเจนยิ่งว่าใครเป็นใคร การตัดสินใจเลือกของประชาชนจะเป็นการให้ทิศทางที่ชัดเจนกับประเทศ

ที่จะต้องทำมีเพียง ให้ประชาชนได้เลือกอย่างอิสระ ไม่ถูกบังคับด้วยอำนาจใดๆ และไม่มีการทุจริตในการจัดการการเลือกตั้ง

สุชาติ ศรีสุวรรณ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon