1 ปีชัยชนะภาคประชาชน ปิดเหมืองหิน‘ดงมะไฟ’ บทพิสูจน์สู่การฟื้นฟูในวันพรุ่งนี้
นับเป็นเวลา 1 ปีแล้ว สำหรับชัยขนะจากการต่อสู้ภาคประชาชนในกรณีเหมืองหินดงมะไฟ หนองบัวลำภู หลังการต่อสู้ยาวนานกว่า 27 ปี
ไม่กี่วันมานี้ นักปกป้องสิทธิฯกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได จึงร่วมกันจัดงาน “365 วันกับสิ่งมหัศจรรย์ของการต่อสู้ที่ดงมะไฟ” ที่หมู่บ้านผาฮวกพัฒนา หน้าเหมืองหินดงมะไฟ ไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลอง แต่ยังเป็นการรำลึกถึงสมรภูมิสงครามความคิด ถอดบทเรียนเพื่อก้าวไปข้างหน้าในการฟื้นฟูป่าชุมชน
เริ่มต้นด้วยการทำบุญตักบาตร บวงสรวงศาลปู่ย่าภูผาฮวก เรียกขวัญกลับคืนสู่ภูผาป่าไม้ และกิจกรรม “เปิดกล่องความทรงจำ ย้อนเส้นทางการต่อสู้” ที่รวบรวมวิดีโอการต่อสู้ของชาวบ้านตลอด 365 วันที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ยังมีกิจกรรมสำหรับนักอนุรักษ์น้อย “จากผืนดินสู่ความฝัน ป่าของฉันในวันใหม่” และการเปิดตลาดของดีของเด็ดดงมะไฟ
ไม่เพียงเท่านั้น องค์กร Protection International (PI), โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ (PPM), มูลนิธินิติธรรม
สิ่งแวดล้อม (ENLAW) ได้ร่วมกันจัดเวทีเสวนาออนไลน์ในหัวข้อ “Exploring the Eight Wonders of Thailand (Dongmafai) 365 วันกับสิ่งมหัศจรรย์การต่อสู้ที่ดงมะไฟ” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการถอดบทเรียนการต่อสู้ที่ผ่านมาของกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได
สู้อำนาจรัฐ ไม่หวั่นทุนใหญ่
จ่อลุยฟ้องทวงคืนเขาหินทั่วไทย
เปิดประเด็นที่ เลิศศักด์ คำคงศักดิ์ ตัวแทนเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ร่วมสะท้อนบทเรียนการต่อสู้ครั้งนี้ว่าคิดว่าความมหัศจรรย์ของที่นี่คือ การยืนระยะยาวของการต่อสู้ที่เป็นเรื่องสำคัญมาก จากประสบการณ์หลายพื้นที่มักแยกการต่อสู้กับชีวิตประจำวันออกจากกันอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ ปากท้อง หรือการต่อสู้กับโครงการพัฒนาของรัฐและเอกชน แต่ที่นี่มีความพยายามที่จะหลอมรวม หรือปรับการต่อสู้เข้ากับการใช้ชีวิตประจำวันร่วมกันให้ได้
นายเลิศศักดิ์กล่าวว่า ตัวชี้วัดหนึ่งที่สำคัญมากของการที่พี่น้องประชาชนจะลุกขึ้นสู้กับอำนาจรัฐ อำนาจทุนก็คือเรื่องของความกลัว ตราบใดที่ยังไม่กล้าพูดในประเด็นของตัวเองแสดงว่านั่นยังกลัวอยู่ แต่ที่นี่เราเห็นพัฒนาการของพี่น้องไม่ใช่แค่ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาที่มีความกล้า และพลังใจมหาศาลในการลุกขึ้นมาพูดในที่สาธารณะ เพราะพื้นที่นี้ถูกกดทับมาอย่างยาวนาน ดังนั้นความกลัวที่มีจึงมหาศาลแต่การลุกขึ้นสู้ด้วยความคับแค้นใจไม่ได้หายไปไหน มีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ที่สำคัญคือพัฒนาการของผู้หญิงที่นี่ที่เป็นคนลุกขึ้นมาพูดและปราศรัยให้สังคมได้รับรู้ถึงปัญหาในพื้นที่ ซึ่งตนคิดว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก
ไม่เพียงเท่านั้น อีกประเด็นสำคัญคือ ความต้องการที่จะต่อสู้กับการประกาศกำหนดแหล่งหินอุตสาหกรรมว่าจะสามารถล้มเลิกประกาศนี้ได้อย่างไร ถึงแม้การประทานบัตรจะถูกยกเลิกไปแล้วและอำนาจทุนไม่สามารถต่อสู้กับชาวบ้านและไม่สามารถทำเหมืองได้แล้ว แต่พื้นที่ภูผาฮวกที่ถูกระเบิดไปยังไม่ถูกปลดออกจากการเป็นประกาศกำหนดแหล่งหินเพื่ออุตสาหกรรม
“ถ้าเราทำตรงนี้ได้มันจะไม่สะเทือนไปแค่ ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา แต่จะสะเทือนทั้งประเทศตรงที่ว่าหน่วยงานราชการใช้อำนาจตัวบทกฎหมายใด จึงสามารถประกาศกำหนดแหล่งหินอุตสาหกรรมทั่วประเทศได้ เพื่อทำให้ปริมาณการสำรองแร่หิน เพื่ออุตสาหกรรมและปูนซีเมนต์มีอายุยืนยาวไปอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 50 ปี สร้างหลักประกันและความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมก่อสร้างอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์สิ่งเหล่านี้มันเชื่อมโยงกัน
เราได้พูดคุยกันว่าเป็นโอกาสเหมาะสมที่เราจะเป็นพื้นที่หนึ่งในการร่วมกันฟ้องเพื่อยกเลิกประกาศแหล่งหินเพื่ออุตสาหกรรมออกไปให้หมด เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการปกติของการขอประทานบัตร หรือการอนุญาตต่างๆ อุตสาหกรรมแร่หิน เพื่อปูนซีเมนต์นั้นเป็นเหมือนแร่เทวดาที่อยู่ดีๆ ก็มีประกาศแหล่งหินเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านปริมาณสำรองแหล่งหิน เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้างและอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ให้มีหลักประกันชัดเจนไปอีก 50 ปี โดยไม่ได้สนใจเลยว่าไปประกาศทับตาน้ำแหล่งน้ำซับซึมแหล่งหาอยู่หากินของชาวบ้านอย่างไร อีกทั้งกฎหมายแร่ฉบับใหม่มันชัดเจนว่าพื้นที่ใดๆ ก็ตามที่จะอนุมัติให้มีการสำรวจทำเหมืองแร่ได้จะต้องเป็นเขตแหล่งแร่ เพื่อการทำเหมืองเท่านั้น ถ้าไม่ได้อยู่ในเขตแหล่งแร่ หรือเป็นพื้นที่น้ำซับซึมจะต้องถูกกันออก ดังนั้นข้อเรียกร้องข้อสองและสามจะบรรลุไม่ได้เลย ถ้าไม่สมัครลงเลือกตั้งเพื่อทำงานท้องถิ่นของ ต.ดงมะไฟ ซึ่งเป็นทิศทางข้างหน้าระยะยาวต่อไป” เลิศศักดิ์กล่าว
แนะยึดพื้นที่ ‘การเมืองท้องถิ่น’
สานต่อภารกิจชุมชน
จากฟากเอ็นจีโอ มาฟังมุมมองเชิงการเมืองกันบ้าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ซึ่งกล่าวถึง 3 ข้อเรียกร้องของคนในชุมชน คือ 1.หยุดการสร้างหยุดการต่อประทานบัตรเหมือง 2.ฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3.สร้างดงมะไฟให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน โดยมองว่า สิ่งที่น่าสนใจคือ ข้อเสนอที่ผ่านมาไม่ได้มีแค่การหยุดยั้งแต่ยังมองไปข้างหน้าด้วย
“ชื่นชมความกล้าหาญของคนในพื้นที่ รอยยิ้มและชัยชนะที่เรากำลังชื่นชมนั้นแลกมาด้วยคราบน้ำตา มันมีคนถูกข่มขู่คุกคาม มีความแตกแยกในชุมชนที่ทั้งฝ่ายทุนและรัฐเข้ามาทำให้ชุมชนไม่ไว้วางใจกัน เกิดความสูญเสียมีคนตายจริงและยังไม่มีความยุติธรรมปรากฏในวันนี้
ผมตั้งใช้เชิงอรรถสำคัญไว้ว่ายังมีอีกหลายพื้นที่ในประเทศไทยเหลือเกินที่การต่อสู้ยังคงดำเนินอยู่ไม่ว่าจะเป็นที่ อ.จะนะ จ.สงขลา เหมืองโปแตซ จ.สกลนคร ที่ยังดำรงอยู่และมีลักษณะเหมือนกัน ฝ่ายต่อต้านถูกกล่าวหาว่าชังชาติไม่รักชาติ ไม่เอาการพัฒนา ถูกยัดเยียดคดีและถูกข่มขู่คุกคาม ซึ่งชาวบ้านที่ดงมะไฟต้องเป็นกำลังให้ที่อื่น เพราะน้อยครั้งที่การต่อสู้ของประชาชนในการรักษาสิทธิชุมชนและปกป้อง
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะได้รับชัยชนะ แล้วมีการฟื้นฟูพื้นที่ต่อ คิดว่านี่เป็นความมหัศจรรย์และเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมมาก จึงอยากให้พี่น้องดงมะไฟเป็นกำลังใจในการต่อสู้ให้ที่อื่นด้วย” ประธานคณะก้าวหน้ากล่าว ก่อนนำเสนอ 4 ประเด็นฝากไว้ให้ร่วมขบคิดพิจารณาถึงการมองไปข้างหน้าในการต่อสู้ ได้แก่ 1.เรื่องความยุติธรรม กรณีต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชาวดงมะไฟ คนที่ต่อสู้ต้องไม่ตายฟรี คนที่สั่งการต้องถูกนำตัวมาดำเนินคดี และอีกเรื่องก็คือการยกระดับด้วยแก้กฎหมาย ถ้ามีโอกาสก็ยินดีช่วยผลักดันเรื่องนี้ ผ่านอดีตเพื่อนร่วมงานอย่าง ส.ส.พรรคก้าวไกล ให้ดำเนินการต่อไป
2.เรื่องเศรษฐกิจ การฟื้นฟูดงมะไฟให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ก็อยากเข้ามาช่วย เพราะจากที่มีโอกาสได้มาเยือนพื้นที่นี้ก็พบว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ เป็นภูเขาหินปูนที่สวยงาม มีภาพเขียนสีที่ผนังถ้ำเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญ ถ้าเราพัฒนาดีๆ เชื่อว่าจะเป็นแหล่งเศรษฐกิจ สร้างได้นอกจากภาคการเกษตรซึ่งทำอยู่ในพื้นที่ ถ้าพื้นที่เปิดสถานการณ์โควิดคลี่คลาย พร้อมมาให้ความช่วยเหลือ อย่างที่ตอนนี้ที่คณะก้าวหน้ากำลังทำอยู่คือ เทศบาลตำบลทากาศเหนือ จ.ลำพูน จะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องสำคัญต่อไป
3.เรื่องการเมือง ยืนยันเสมอว่า การเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัว การใช้สิทธิต่างๆ ของประชาชนจะช่วยในเรื่องพัฒนาประชาธิปไตย การเมืองคือพื้นที่ที่ต้องรณรงค์กันอย่างแข่งขัน เราหยุดเหมืองหินได้แล้วแต่อย่างไรก็ต้องทำต่อ ซึ่งข้อเสนอตนคือ ยึด อบต.ให้ได้ เพื่อให้เราได้เป็นคนกำหนดเกณฑ์เอง เพื่อมีอำนาจอย่างเป็นทางการ ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ
“การเมืองเป็นเรื่องของเราทุกคน งบประมาณ อบต.ดงมะไฟ 54 ล้าน มีงบลงทุน 5-6 ล้าน ถ้าเราได้นายก อบต.ที่มีความรู้ความสามารถเชื่อว่าจะสามารถฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวนี้ได้ เราต้องใช้ช่องทางอำนาจและงบประมาณตรงนี้ผลักดันให้ชุมชนเราเจริญก้าวหน้า แต่ถ้าไม่พร้อมลงแข่ง ผมเสนอให้จัดเวทีแล้วเอาคนที่จะลงนายก อบต.มาคุยกันว่า เรื่องนี้จะเอาอย่างไรในฐานะผู้สมัครนายก อบต. นี่คือการใช้สิทธิพลเมือง ถ้าให้คำมั่นสัญญา ก็เอาคะแนนเสียงเราไป” ธนาธรแนะ ก่อนไปถึงข้อ 4 ซึ่งเป็นประเด็นสุดท้าย ว่า เรื่องเหมืองหินในระดับชาติ ยืนยันว่าไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา เพียงแต่การพัฒนานั้นคนที่ได้รับผลกระทบต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ชุมชนต้องร่วมตัดสินใจด้วย ข้อมูลต้องเปิดออกมาให้ประชาชนเลือกเอง อย่าให้พวกเขาต้องเสียสละในนามของการพัฒนา มีประชาชนกี่ชุมชนแล้วที่เสียสละชีวิตความเป็นอยู่ เสียสละทรัพยากรธรรมชาติในนามการพัฒนา โดยที่ดอกผลตกอยู่กับนายทุนบางกลุ่ม ตกอยู่กับส่วนกลางใน กทม. ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเป็นผู้รับกรรม
รัฐไม่ทุกข์ร้อน เมินเยียวยา
คดีฆ่า 4 นักต่อสู้ ‘หมดอายุความ’
อีกมุมมองที่กระโดดข้ามไม่ได้ คือ ประเด็นด้านสิทธมนุษยชน อังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ บอกว่า การต่อสู้ของชาวบ้านดงมะไฟ เต็มไปด้วยเจ็บปวดทรมาน คับแค้นใจ เริ่มแรกของการต่อสู้ พวกชาวบ้านต้องเผชิญกับบริษัททุนใหญ่เพียงลำพัง โดยภาครัฐไม่ใส่ใจความทุกข์ร้อน ไม่รับฟัง พวกชาวบ้านไม่เคยถูกกล่าวถึงในฐานะนักปกป้องสิทธิชุมชน หากแต่ถูกกล่าวถึงในฐานะ “ผู้ต่อต้านความเจริญและการพัฒนาประเทศ” โดยชาวบ้านได้ใช้สิทธิทางศาลเพื่อปกป้องทรัพยากรท้องถิ่น
“ผ่านมา 26 ปี คดีการสังหารชาวบ้าน 4 คนหมดอายุความโดยที่รัฐไม่สามารถนำคนผิดมาลงโทษได้ บนความขมขื่นของครอบครัวและชุมชน แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับปล่อยให้คนผิดลอยนวลและชาวบ้านยังต้องจมอยู่กับความหวาดกลัว ในการต่อสู้ของชาวบ้าน ผู้หญิงมีบทบาทอย่างมาก แต่การต่อสู้ของผู้หญิงมีอุปสรรคมากมาย ทั้งด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องแบกรับ ทั้งการต้องเผชิญกับการถูกข่มขู่คุกคาม โดยเฉพาะการนำเพศมาเป็นเครื่องมือในการลดทอนศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้หญิง แต่ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได กลับไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่ผ่านเข้ามา คุณูปการการต่อสู้ของผู้หญิงในหลายพื้นที่ทำให้รัฐบาลประกาศแผนปฏิบัติการชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ที่ยืนยันหลักการว่าธุรกิจต้องไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือหากเมื่อมีการละเมิดก็ต้องมีการชดใช้เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมถึงการให้คำมั่นในการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน แต่รัฐบาลกลับล้มเหลวทั้งในด้านการปกป้องนักสิทธิมนุษยชน และการชดใช้เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชุมชน”
อังคณา กล่าวต่อไปว่า สิ่งหนึ่งที่ชาวบ้านเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ได้ยกระดับการต่อสู้ คือ การร้องเรียนต่อ กสม.เพื่อประสานการคุ้มครองความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่านักปกป้องสิทธิฯจะได้เข้าถึงกลไกของรัฐ สามารถมีส่วนร่วมในนโยบายเรื่องการจัดสรรทรัพยากร
“ในฐานะอดีต กสม. ดิฉันเห็นว่า กสม.ต้องมีความกล้าหาญในการปกป้องประชาชน หรือผู้ทรงสิทธิ (rights holders) ต้องยืนยันหลักการธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ในการที่ชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในโครงการต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน ต้องไม่ยอมให้ประชาชนถูกรังแก ถูกฆ่า ถูกคุกคามโดยผู้กระทำผิดยังคงลอยนวล” อดีต กสม.ระบุ
เดินหน้าฟื้น‘อดีตเหมือง’เป็นแหล่งท่องเที่ยว
เพื่อชุมชน
มาถึงเสียงจากชาวบ้านตัวจริง อย่าง มนีนุด อุทัยเรือง ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ซึ่งเล่าว่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเราไม่เคยปิดหมู่บ้าน แม้แต่วันเดียว เพื่อส่งต่อเจตนารมณ์จุดมุ่งหมายเหมือนกัน คือความตั้งใจที่จะปกปักษ์ หวงแหนและฟื้นฟูเหมืองหิน จากรุ่นสู่รุ่น จากตามาสู่แม่ จากแม่มาสู่ตน และต่อไปที่เด็กรุ่นหลังต่อไปอีก
“ระหว่างทางของการต่อสู้เจออุปสรรคมากมาย เราใช้กระบวนการของภาครัฐ แต่ก็ติดขัด ไม่มีประสิทธิภาพ ปัญหานี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องมาตั้งหมู่บ้านผาฮวกพัฒนากัน ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยใช้กลไกรัฐ เราใช้ทั้งดีเอสไอแล้ว กสม.ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลไกของรัฐที่มีทั้งหมด แต่ไม่ได้เกิดประโยชน์กับชาวบ้านเลย”
สำหรับการดำเนินการล่าสุด อยู่ในขั้นตอนของการฟื้นฟูอดีตเหมือง เพื่อทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้ชุมชน โดยมีความคืบหน้าไปมากแล้ว
“ที่ผ่านมาได้ช่วยกันปลูกต้นไม้จำนวนมาก เพราะฉะนั้นแม้ว่าจะผ่านมา 365 วันแล้ว แต่พวกเราจะไม่ยุติการเคลื่อนไหวเพียงเท่านี้ และยืนยันว่าจะมีการเคลื่อนไหวต่อไปอย่างแน่นอน อย่างน้อยเราวางแผนกันไว้อย่างต่ำ 3 ปี ที่จะปักหลักเพื่อพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชนได้ ชาวบ้านก็จะหลุดพ้นจากความยากจน ซึ่งจะเป็นการชดเชยจากที่เหมืองหินได้มาทำลาย” มนีนุดกล่าว
เช่นเดียวกับนางสอน คำแจ่ม ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ที่บอกเล่าความรู้สึกของการต่อสู้ ว่า จากพื้นที่ที่เคยวุ่นวาย ในวันนี้เราสามารถกลับมาใช้ประโยชน์ในป่าของได้เหมือนเดิมทำให้หาเห็ด หาหน่อไม้ได้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง มีพลังในการต่อสู้
“จากเดิมที่ไม่กล้าพูด แต่เมื่อมีการรวมกลุ่ม มีเครือข่าย มีนักวิชาการมาให้ความรู้ มีอาสาสมัครขึ้นมาช่วย ก็ทำให้มีความกล้าจากความรู้ที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อก่อนคิดอะไรไม่ออกมีแต่กลัวกับกลัว เดี๋ยวนี้ไม่กลัวแล้วมีแต่จะบุก บุกให้ดงมะไฟเจริญให้ได้ ให้เป็นตำบลที่ดีขึ้นให้ได้ ให้ดงมะไฟเป็นที่สวยงดงามเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้ได้”
บทเรียนการออกใบอนุญาตของรัฐ
และกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ทันต่อสถานการณ์
ปิดท้ายด้วยความเห็นจากนักกิจกรรม สุภาภรณ์ มาลัยลอย จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ซึ่งระบุว่า พื้นที่นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญในการต่อสู้ในกระบวนการ ที่ศาลชั้นต้นมีพิพากษาให้เพิกถอนประทานบัตร แต่ในปี 2553 ศาลปกครองสูงสุดกลับคำพิพากษา แต่ชาวบ้านก็ยังใช้กระบวนการทางศาลต่อสู้ในรอบสองหลังจากที่ผู้ประกอบการได้ใบอนุญาต ก่อนที่ในปี 2561 ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสืออนุญาต นี่คือชัยชนะอีกรอบหนึ่งของชาวบ้าน แต่เป็นชัยชนะที่ไม่ได้หยุดการดำเนินการของบริษัทในพื้นที่
“ศาลปกครองชั้นต้นให้ชนะ แต่ไม่คุ้มครองทำให้บริษัทดำเนินการจนภูเขาหมดไป ระบบนิเวศเสียหาย แม้ว่าคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดชาวบ้านจะได้ชัยชนะ สิ่งที่มันหวนกลับมาไม่ได้ก็คือเขาที่ถูกระเบิดไป แล้ววิถีชีวิตที่ชาวบ้านจะอยู่ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติมันไม่มีแล้ว นี่คือสะท้อนว่ากระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรมและไม่เท่าทันต่อสถานการณ์ ความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรมมันไม่สามารถที่จะคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชนได้ นอกจากนี้กรณีดงมะไฟยังสะท้อนว่า กระบวนการให้ใบอนุญาตของหน่วยงานรัฐมีปัญหาใช่หรือไม่ เพราะศาลชั้นต้นพิพากษาให้ชาวบ้านชนะ ในสิ่งที่รัฐอนุญาต”
ด้าน ปรานม สมวงศ์ จากองค์กร Protection International ระบุว่า ชัยชนะของนักปกป้องสิทธิฯกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันไดนับเป็นครั้งแรกในไทยที่มีการชุมนุมโดยสงบปากทางเข้าเหมืองหิน365 วันจนยึดเหมืองหินได้สำเร็จ พร้อมกับลงมือลงแรงฟื้นฟูพื้นที่ที่เหมืองทำลายให้เป็นป่าชุมชน นักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ทำให้ความฝันเป็นจริงด้วยการพลิกฟื้นพื้นที่ซึ่งอวลไปด้วยไอแห่งอยุติธรรม ระอุไปด้วยความร้อนแรงแห่งการกดขี่ของรัฐและทุน ให้แปรเปลี่ยนเป็นที่ชุ่มชื้นแห่งสิทธิและเสรีภาพ พร้อมกับความปรารถนาอย่างแรงกล้าต่อการแสวงหาความยุติธรรม
ชัยชนะของประชาชนที่ดงมะไฟในครั้งนี้เสมือนทุกหุบผาถูกยกให้สูงขึ้น

