“ทมิฬ” อินเดียใต้
ต้นตอรามเกียรติ์ไทย
“รามเกียรติ์ไทยมีที่มาจากมหากาพย์รามายณะของฤๅษีวาลมิกิในอินเดีย” เป็นข้อมูลกระแสหลักของทางการไทยใช้ในการเรียนการสอนทั่วประเทศไทยจนถึงทุกวันนี้
แต่หลักฐานหลายด้านจากอินเดียบ่งชัดว่ารามเกียรติ์ไทยมีต้นตอจากรามายณะฉบับ “ทมิฬ” อินเดียใต้ เรื่องนี้เป็นที่รับรู้ในหมู่นักค้นคว้าสมัยก่อน และนักวิชาการบางคนสมัยปัจจุบันซึ่งรวมแล้วมีไม่มากนัก นอกจากนั้นทางการในระบบการศึกษาไทยยังใช้ข้อมูลชุดเดิมและกีดกันข้อมูลใหม่
1. มหากาพย์รามายณะของฤๅษีวาลมิกิ ซึ่งอยู่อินเดียเหนือ เป็นรากเหง้าดั้งเดิมที่รับรู้แพร่หลายทั่วโลก
2. “ทมิฬ” อินเดียใต้ รับมหากาพย์รามายณะของวาลมิกิไปแต่งเติมตามความเชื่อของคนอินเดียใต้ (ซึ่งต่างจากอินเดียเหนือ) โดยกวีชาวทมิฬด้วยการเพิ่มประเพณีสีสันสนุกสนานโลดโผนตามคติทมิฬ
3. บ้านเมืองในอุษาคเนย์โบราณใกล้ชิดวัฒนธรรม “ทมิฬ” อินเดียใต้ ผ่านการค้าระยะไกลทางทะเลสมุทรกับสุวรรณภูมิ จึงรับรามายณะฉบับ “ทมิฬ” อินเดียใต้คล้ายคลึงกัน แล้วต่างดัดแปลงแต่งเติมตัดต่อตามต้องการของท้องถิ่นตน พร้อมกันนั้นมีการแลกเปลี่ยนกันเองด้วย รามเกียรติ์ไทยก็มีที่มาอย่างเดียวกับบ้านเมืองอุษาคเนย์อื่นๆ คือ มีต้นตอจาก “ทมิฬ” อินเดียใต้
รามเกียรติ์ไทย :
สัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับอินเดียใต้
จากบทความภาษาอังกฤษเรื่อง Thai Rāmakien: Its Close Link with South India by Chirapat Prapanvidya พิมพ์ในหนังสือ 65 ปีโบราณคดี รวมบทความวิชาการเนื่องในโอกาสครบ 65 ปี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2563 หน้า 31-44
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จิรพัฒน์ ประพันธ์วิทยา
เกิดเมื่อ 15 มีนาคม พ.ศ. 2484 เป็นชาว อ. คง จ. นครราชสีมา จบปริญญาเอกด้านภาษาสันสกฤต จากมหาวิทยาลัยบาโรด้า (อินเดีย) อดีตผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาคภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบันดำรงตำแหน่งราชบัณฑิตประเภทวิชาวรรณศิลป์สาขาวิชาตันติภาษา สำนักศิลปกรรม
[แปลเก็บความและอธิบายความเพิ่มเติมโดย ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ]
หลักฐานจากศิลาจารึกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ทั้งรามายณะ, มหาภารตะ และเรื่องราวต่างๆ คัมภีร์ปุราณะในศาสนาพราหมณ์–ฮินดู เป็นที่รู้จักในอุษาคเนย์ตั้งแต่ในรัชสมัยของพระเจ้าภววรมันที่ 1 ปฐมกษัตริย์แห่งเจนละ คือพวกขอม ยุคก่อนเมืองพระนคร ในช่วงราว พ.ศ. 1150 ในขณะที่หลักฐานจากภาพสลักทั้งที่พบในประเทศไทยและกัมพูชา ชี้ให้เห็นว่าภูมิภาคนี้รู้จักรามายณะฉบับวาลมิกิ (ซึ่งเป็นฉบับที่แพร่หลายที่สุดในโลก โดยประพันธ์ขึ้นด้วยภาษาสันสกฤต) มาอย่างน้อยก็ตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 1500 แล้ว
อย่างไรก็ตาม มีสิ่งบ่งชี้ให้เห็นว่า รามเกียรติ์ของไทยนั้นเกี่ยวข้องกับรามายณะฉบับอินเดียใต้ ดังจะเห็นได้จากชื่อของตัวละคร, ชื่อสถานที่ และเรื่องราวเฉพาะบางตอนในรามเกียรติ์ของไทย ที่ต่างไปจากรามายณะฉบับวาลมิกิ
ชื่อของตัวละคร
ท้าวอโนมาตัน ปฐมกษัตริย์แห่งเมืองอยุธยา พยางค์สุดท้ายในชื่อของกษัตริย์ผู้เป็นต้นวงศ์ของพระรามองค์นี้ทำให้รู้ว่ามีที่มาจากอินเดียใต้ ในขณะที่ประวัติที่ถูกเล่าเอาไว้ในรามเกียรติ์ของไทยก็แตกต่างไปจากรามายณะฉบับวาลมิกิ เพราะมีเรื่องราวบางอย่างจากคัมภีร์วิษณุปุราณะเข้ามาผสม
อสูรตรีบูรัม ความในรามเกียรติ์ของไทยว่าเป็นยักษ์ พยางค์สุดท้ายของชื่อยักษ์ตนนี้คล้ายกับสำเนียงในภาษาทมิฬที่ใช้ในอินเดียใต้ ในรามายณะฉบับบวาลมิกิไม่มีชื่อของยักษ์ตนนี้ แต่จากชื่อแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีที่มาจากคำว่า “ตรีปุระ” อันเป็นชื่อเมืองที่บุตรสามตนของตารกาสูรปกครอง และนับเป็นมหาศึกครั้งสำคัญของพระศิวะ ตามเทพปกรณัมของพราหมณ์–ฮินดู
ท้าวกุเปรัน การออกเสียงพยางค์ท้ายของชื่อแสดงให้เห็นว่าเพี้ยนมาจากคำทมิฬ โดยมีที่มาจากชื่อของท้าวกุเวรผู้เป็นเจ้าปกครองเหล่ายักษ์และรากษสทั้งหลายตามปรัมปราคติทั้งของพราหมณ์–ฮินดู และพุทธศาสนา ในรามเกียรติ์ฉบับของไทยเล่าว่า ท้าวกุเปรันเป็นบุตรของท้าวลัสเตียน ชื่อลัสเตียนนี้ก็น่าจะเพี้ยนเสียงมาจากปุลัสตายัน ในสำเนียงทมิฬ (สันสกฤตเรียก ปุลัสตยะ) ซึ่งเป็นชื่อปู่ของท้าวกุเวร ตามความในเทพปกรณัมพราหมณ์–ฮินดู
รามเกียรติ์ของไทยยังมีชื่อของตัวละครและสถานที่อื่นๆ ที่เป็นร่องรอยของภาษาทมิฬอยู่อีกมาก เช่น ฤาษีกไลโกฏ (ฉบับวาลมิกิเรียก ริษยศริงคะ), สุมันตัน (ฉบับวาลมิกิเรียก สุมันตระ), เมืองขุขันธ์ (คูหะ), สหมลิวัน (มาลยวาน) รวมไปถึงชื่อเมืองมายัน เป็นต้น
ฉากในรามเกียรติ์ของไทย ที่แตกต่างจากในรามายณะฉบับวาลมิกิ
เรื่องของนนทุก (สันสกฤตคือ นนทกะ) ยักษ์ที่คอยล้างเท้าเทวดาที่มาเข้าเฝ้าพระอิศวร (คือ พระศิวะ) ที่เชิงเขาไกรลาส แล้วโดนเทวดากลั่นแกล้ง จึงขอพรพระอิศวรให้ตนเองมีนิ้วเพชรชี้ไปที่ใครก็ตาย จนทำให้พระนารายณ์ต้องจำแลงกายเป็นนางอัปสรมาเต้นยั่วยวนให้นนทุกเอานิ้วเพชรชี้ไปที่ตนเอง กลายเป็นเหตุให้พระนารายณ์เสกให้นนทุกมาเกิดใหม่เป็นยักษ์ที่มีฤทธิ์มากคือทศกัณฐ์ ส่วนพระองค์จะอวตารเป็นมนุษย์ธรรมดาคือพระราม จนเป็นต้นเรื่องของรามเกียรติ์นั้น ดัดแปลงมาจากเรื่องของภัสมาสูร ในบทกวีภาษามราฐี (ภาษาประจำรัฐมหาราษฏระในอินเดีย) ที่ชื่อศิวะลีลามฤตะ ซึ่งประพันธ์ขึ้นโดยนักบุญ ศรีธาร สวามี นาซารีการ์ เมื่อ พ.ศ. 2261
กำเนิดนางสีดา รามเกียรติ์ของไทยเล่าว่านางยักษ์กากนาสูรมาขโมยข้าวทิพย์ จากพิธีกวนข้าวทิพย์ที่ท้าวทศรถจัดขึ้นเพื่อเป็นพิธีขอลูกไปให้นางมณโฑผู้เป็นชายาของทศกัณฐ์ จนตั้งท้องแล้วคลอดออกมาเป็นนางสีดา แต่เด็กน้อยคลอดออกมาแล้วร้องว่า “ผลาญราพณ์” (ท้าวราพณ์คือทศกัณฐ์) สามครั้งจึงถูกนำไปทิ้งโดยนำใส่โลงแล้วลอยน้ำไป จากนั้นจึงถูกฤๅษีชนก อดีตกษัตริย์แห่งกรุงมิถิลาไปพบเข้า จึงนำไปฝังดินฝากพระแม่ธรณีเลี้ยง จนผ่านไป 16 ปีแล้วจึงขุดนางขึ้นมาตั้งชื่อว่า “สีดา” (สันสกฤตคือ สีตา แปลว่า รอยไถ) แล้วกลับไปครองเมืองมิถิลา จากนั้นจึงจัดพิธียกศรเพื่อหาคู่ให้กับนาง เป็นเรื่องราวที่คล้ายคลึงกับในภาควัตปุราณะ, กัมบะรามาณะ (หรือรามยณะฉบับกัมปัน คือรามยาณะฉบับภาษาทมิฬ), อานันทะรามายณะ และอทะภูตะรามายณะ
รามเกียรติ์ของไทยยังระบุไว้ด้วยว่าท้าวทศรถได้ไปเชิญฤๅษีกาไลยโกฏ คือฤาษีผู้มีหน้าเป็นกวางมาทำพิธีกวนข้าวทิพย์ ฤๅษีองค์นี้ชาวทมิฬเรียกว่าฤๅษีกาไลยโกฏฏุ โดยมีภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องตอนดังกล่าวอยู่ที่เทวสถานมาลิรุญโจไลย (Maliruncolai) ทางตอนใต้ของอินเดียด้วย
เรื่องของรามสูร นอกจากเรื่องนางเมขลาล่อแก้วแล้วรามสูรขว้างขวานเข้าใส่ ในรามเกียรติ์ของไทยยังเล่าเรื่องว่ารามสูรได้เขวี้ยงขวานเข้าใส่เทวดาที่ชื่ออรชุน จนร่างของอรชุนไปฟาดเข้ากับเขาพระสุเมรุตาย แต่เขาพระสุเมรุก็เอนไปข้างหนึ่ง พระอิศวรสรรพสัตว์ช่วยกันยกเขาพระสุเมรุให้ตั้งตรงตามเดิม แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จจึงต้องให้กากาศ (ชื่อเดิมของพาลี พญาวานร) และสุครีพ ผู้เป็นน้องชายช่วยกันยกเขาจนสำเร็จ เรื่องของรามสูรตอนนี้มีที่มาจากอวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์คือปรศุราม ที่ลงมาปราบกษัตริย์กรรตะวีรชุนผู้ชั่วร้าย
กำเนิดหนุมาน ตามที่อ้างไว้ในรามเกียรติ์ รายละเอียดไม่ตรงกับในรามายณะฉบับวาลมิกิ แต่ใกล้เคียงกับเรื่องเล่าในศาสนาพราหมณ์–ฮินดู แบบไศวนิกาย ที่นิยมอยู่ในทางตอนใต้ของอินเดีย
เรื่องพาลีจับปูทศกัณฐ์ ความในรามเกียรติ์ของไทยกับรามายณะฉบับวาลมิกิ ระบุว่าทศกัณฐ์ได้จำแลงกลายเป็นปูใหญ่เพื่อดักฆ่าองคต (ฉบับวาลมิกิเรียกว่าอังคทะ) ลูกชายวัย 10 ขวบของพาลี แต่พาลีรู้ทันจึงเกิดการต่อสู้กัน พาลีเป็นฝ่ายชนะ รามเกียรติ์ของไทยระบุว่าพาลีจับทศกัณฐ์ไว้เป็นเชลย 7 วัน แต่ในรามายณะของวาลมิกิระบุว่า พาลีใช้หางพันรอบทศกัณฐ์ไว้แล้วเหาะไปเมืองกีษกินธ์ (รามเกียรติ์เรียก ขีดขิน) เพื่อประจาน
เรื่องทศกัณฐ์แต่งงานกับนางมณโฑ ในรามเกียรติ์ของไทยเล่าว่าชาติก่อนนางมณโฑเป็นกบที่ฤๅษี 4 ตนเลี้ยงไว้ วันหนึ่งนางนาคีแอบมาคายพิษไว้ในชามนมของฤๅษี ด้วยความกตัญญูนางกบจึงกระโดดลงไปในชามนมจนต้องพิษเสียชีวิตเพื่อให้เหล่าฤๅษีไม่ดื่มนมนั้น เหล่าฤๅษีจึงชุบชีวิตนางกบขึ้นมาใหม่เป็นสาวงาม ตั้งชื่อว่า มณโฑ แล้วนำไปถวายเป็นหญิงรับใช้พระแม่อุมา อยู่มาวันหนึ่งท้าววิรุฬหกทำเขาพระสุเมรุเอียง พระอิศวรจึงขอให้ทศกัณฐ์ช่วยยกกลับมาตั้งตรงดังเดิม เมื่อทำสำเร็จทศกัณฐ์ได้ทูลของรางวัลเป็นพระแม่อุมา ซึ่งพระอิศวรจำต้องประทานให้ แต่ระหว่างทางกลับลงกาด้วยอุบายของพระนารายณ์ ทศกัณฐ์จึงได้กลับไปขอแลกพระแม่อุมากับนางมณโฑ
เรื่องท้าววิรุฬหกทำเขาพระสุเมรุเอียงในรามเกียรติ์ของไทยนี้ คงสับสนมาจากเทพปกรณัมของพราหมณ์เรื่องวิรุปักษ์ หรือท้าววิรุฬหกผู้เป็นโลกบาลประจำทิศใต้ในพุทธศาสนา ส่วนเรื่องนางมณโฑในรามายณะฉบับวาลมิกิพบในอุตตรกัณฑ์เล่าว่า นางมธุราถูกพระแม่อุมาสาปเป็นกบอยู่ 12 ปี หลังพ้นคำสาปแล้วเธอได้กลายสภาพเป็นหญิงงาม โดยมี มายาสูร และนางเหมา ผู้เป็นชายา รับไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมแล้วตั้งชื่อให้ใหม่ว่า มนโททารี (อินเดียใต้เรียก มณโฑฑารี) ต่อมาแต่งงานกับท้าวราพณ์คือ ทศกัณฐ์
เรื่องนางเบญกายปลอมเป็นศพนางสีดาลอยน้ำ ไม่ปรากฏในรามายณะฉบับวาลมิกิ โดยชื่อเบญกายนั้นอาจจะเพี้ยนมาจากชื่ออติกายะ บุตรของทศกัณฐ์ที่เกิดแต่นางมันโททรี
เรื่องนางสุวรรณมัจฉา ธิดาของทศกัณฐ์ ที่มีบุตรกับหนุมานชื่อ มัจฉานุ ไม่มีปรากฏในรามายณะฉบับวาลมิกิ
เรื่องไมยราพลักพาตัวพระราม ไม่มีในรามายณะฉบับวาลมิกิเช่นกัน แต่มีเรื่องเล่าใกล้เคียงกันว่าอสูรที่ชื่อ อหิ–มหิราพณ์ ลักพาตัวพระรามและพระลักษมณ์ อยู่ในคัมภีร์ศิวะปุราณะ, รามลิละมริตะ และกฤตติวาสิ รามายัน คำว่าไมยราพอาจเพี้ยนมาจากเสียงเรียกมหิราพณ์ด้วยสำเนียงทมิฬว่ามายาลิราบัน
สรุป
1. รามเกียรติ์ของไทย ซึ่งประพันธ์ขึ้นสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คงโครงเรื่องเดิมของรามายณะฉบับวาลมิกิเอาไว้ แต่มีรายละเอียดแตกต่างออกไปมากมาย
2. การที่รามเกียรติ์ของไทยยกย่องให้พระศิวะเป็นเทพสูงสุด แสดงให้เห็นว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอินเดียใต้ ที่นับถือพระศิวะในฐานะเดียวกันนี้มาอย่างยาวนานจวบจนกระทั่งปัจจุบัน
3. คุณลักษณะของหนุมานในรามเกียรติ์ของไทย เช่น การมีตรีเป็นอาวุธ, การมีขนสีขาว, การเกิดจากน้ำกามของพระศิวะที่ฤๅษี 7 ตนรวบรวมจากยอดใบไม้ แสดงให้เห็นถึงความเอนเอียงไปทางศาสนาพราหมณ์–ฮินดู แบบไศวนิกาย ในอินเดียใต้
4. ชื่อตัวละคร และสถานที่ในรามเกียรติ์ของไทย มีความใกล้เคียงกับภาษาทมิฬ ในอินเดียใต้
5. รายละเอียดต่างๆ ในรามเกียรติ์ของไทย แสดงให้เห็นว่าถูกสร้างขึ้นจากคำถ่ายทอดของผู้มีถิ่นกำเนิด หรือสืบทอดเชื้อสายมาจากอินเดียใต้ สอดคล้องกับกลุ่มพราหมณ์ในไทยที่มีถิ่นกำเนิดมาจากทางตอนใต้ของอินเดียเช่นกัน
พระราม และพระลักษมณ์ต้องศรนาคบาศของอินทรชิต อายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 ภาพสลักที่ปราสาทพิมาย จ. นครราชสีมา
พระพิราพลักพาตัวนางสีดา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 17 ภาพสลักที่ปราสาทพนมรุ้ง จ. บุรีรัมย์
ฤๅษีวาลมิกิ คือบุคคลที่ส่วนศีรษะขาดหายไป ส่วนบุรุษเครายาวอาจหมายถึง ภารทวาช ผู้เป็นศิษย์ของฤๅษีวาลมิกิ ภาพสลักฤๅษีวาลมิกิร่ายโศลกเรื่องรามายณะ หลังจากสะเทือนใจที่เห็นนกกระเรียนคู่รักยอมตกตายตามกัน หลังจากคู่ของตนเองถูกนายพรานยิงตาย แล้วพระพรหมลงมาจดบันทึกโศลกเรื่องเล่ามหากาพย์รามายณะเอาไว้ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 ที่ปราสาทบันทายฉมาร์ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศกัมพูชา
ฤๅษีกไลยโกฏถูกนำตัวมายังเมืองอโยธยา เพื่อประกอบพิธีปุตระกาเมศฏิ ยัชญะ (พิธีบวงสรวงขอบุตร) ภาพจิตรกรรมภายในเทวสถานมาลิรุญโจไลย (ชนพื้นเมืองเรียก อลาการโกยิล) ทางตอนใต้ของปาญฑยะประเทศ ปัจจุบันคือรัฐทมิฬนาฑู
ฤๅษีกไลยโกฏประกอบพิธีบวงสรวงขอบุตรให้แก่ท้าวทศรถ ในเทวสถานแห่งเดียวกัน (ภาพจิตรกรรมจากเทวสถานมาลิรุญโจไลย ผู้เขียนบทความได้มาจาก ราชาราชัน อาร์. เค. เค. ในการประชุมที่บังกาลอร์ เมื่อ ค.ศ. 1917?)
โขน รับจากอินเดียใต้ ผ่านมาทางเขมร
โขนในภาษาไทยได้จากภาษาเขมรว่าโขล ซึ่งมีต้นตอรากเหง้าจากคำว่าโกล เป็นภาษาในอินเดียใต้ มีความเป็นมาตามลำดับ ดังนี้
1. โกล (โก–ละ) ภาษาอินเดียใต้ หมายถึง พอกหน้า, ทาแป้ง, แต่งหน้าด้วยผงโดยทำซ้ำหลายครั้งจนหนาเหมือนหน้ากากเพื่อการละเล่นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งในที่นี้หมายถึงเล่นรามายณะ
2. โขล ภาษาเขมร รับจากอินเดียใต้ หมายถึง หน้ากากหรือพอกหน้าเหมือนสวมหน้ากาก ต่อมาใช้ประกอบคำว่าละคร เรียก “ละคร โขล”

มีข้อมูลอีกมากในหนังสือ
โขน, ละคร,ลิเก, หมอลํา, เพลงลูกทุ่ง มาจากไหน?
สุจิตต์ วงษ์เทศ
สั่งซื้อได้ที่ facebook : iTuibooks
โทร. 088-9194516

