130 ปีแห่งพระเกียรติยศ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ผู้ประทานชื่อ ‘ประชาชาติ’ ให้เครือมติชน

25.08.21 | 13:30 น.

ไม่มีแม้เพียงถ้อยคำ วลี หรือประโยคใดในบรรทัดถัดจากนี้ที่ ‘เกินจริง’

แม้อาจเป็นสิ่งชวนเหลือเชื่อ สำหรับช่วงชีวิตของ (ปูชนีย) บุคคลผู้สร้างคุณูปการหลากหลายท่ามกลางบริบทท้าทายในสถานการณ์โลกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านแนวคิดทางการศึกษาของประชาชน

ตลอด 85 ปีในพระชนม์ชีพของ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ หรือ ‘พระองค์วรรณฯ’ ทรงสร้างสรรค์ผลงานนับไม่ถ้วน กลายเป็นมรดกตกทอดแก่สังคมไทยสืบมา

นักการทูต นักปราชญ์ นักการศึกษา นักภาษาและวรรณคดี นักหนังสือพิมพ์ นักกฎหมาย และอีกมากมายเกินพรรณนา

สถานการณ์ในช่วงรอยต่อแห่งยุคสมัย ยิ่งขับเน้นให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถอย่างไม่อาจหยิบยกเหตุผลใดมาโต้แย้ง

Advertisement

เมล็ดพันธุ์ด้านวิชาความรู้หลากสาขาที่ทรงปลูกด้วยความตั้งพระทัย กลายเป็นร่มไม้ใหญ่ที่แม้แต่ ‘คนรุ่นใหม่’ ซึ่งหันมาสนใจประวัติศาสตร์การเมืองไทย พากันย้อนไปศึกษา ก่อนจะพบว่า แนวคิดและถ้อยคำของพระองค์ ไม่เคยล้าสมัย หากแต่ยิ่งทรงคุณค่าเมื่อเวลาพ้นผ่าน

25 สิงหาคม พุทธศักราช 2564 คือวันคล้ายวันประสูติที่เวียนมาบรรจบอีกครั้งในปีที่ 130

นับเป็นวาระสำคัญในการย้อนรำลึกพระเกียรติยศผ่านผลงานที่กลายเป็นรากฐานสำคัญด้านต่างๆ จวบจนวันนี้

ฉายพระรูปร่วมกับพระจักรพรรดิและพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น เมื่อครั้งเสด็จแทนพระองค์ในงานมหกรรมโลก เอ็กซโป 70 ณ เมืองโอซกา เมื่อ พ.ศ.2513

The Famous Prince Wan นักการทูตผู้สร้างความเสมอภาค

‘วุฒิสำคัญที่สุดของทูตคือ เชาวน์และความแนบเนียนเข้าคนได้สนิทกับทั้งความจรรโลงใจ ใฝ่บำเพ็ญคุณประโยชน์สนองคุณชาติบ้านเมือง…’ คือส่วนหนึ่งของพระนิพนธ์เรื่อง วิชาชีพการทูต

ภายใต้พระดำริซึ่งเป็นข้อคิดต่อนักการทูตจากรุ่นสู่รุ่น พระองค์วรรณฯ คือแบบอย่างให้บุคลากรรุ่นหลังดำเนินรอยตาม ด้วยทรงมีคุณสมบัติเต็มเปี่ยม ครบถ้วนทุกประการ พิสูจน์แล้วจากผลงานด้านการต่างประเทศซึ่งทรงมีคุณูปการสูงยิ่ง

Prince Wan หรือ The Famous Prince Wan คือพระนามซึ่งวงการเมืองระหว่างประเทศ และหนังสือพิมพ์ต่างชาติเรียกขานพระองค์วรรณฯ ผู้ทรงปฏิบัติภารกิจด้านการต่างประเทศ ตั้งแต่ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการทูตจากฝรั่งเศส โดยดำรงตำแหน่งเลขานุการตรี ประจำสถานทูตไทย ณ กรุงปารีส

หลัง พ.ศ.2463 ทรงทำหน้าที่เลขานุการเอกประจำกองบัญชาการกลาง มีโอกาสร่างเอกสารเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาต่างประเทศที่ไม่เสมอภาคมานานนับเนื่องหลายทศวรรษ

ครั้นต่อมา ใน พ.ศ.2469 ทรงเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศอังกฤษ เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียมในเวลาเดียวกัน ไม่เพียงเท่านั้น ยังทรงเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสหรัฐอเมริกาคนแรก โดยบทบาทช่วยให้ไทยพ้นวิกฤตการณ์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ครั้งทรงดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาสหประชาชาติ พ.ศ.2499-2500

ท่ามกลางลำดับเรื่องราวในปฏิทินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมี เหตุการณ์สำคัญยิ่งที่ต้องบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย คือ การที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2489 ซึ่งทรงมีบทบาทสำคัญในการเจรจาจนประสบผลสำเร็จ

ทั้งยังทรงมีบทบาทผ่านองค์กรระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นเพื่อผดุงสันติภาพโลก ไม่ว่าจะเป็น องค์การสันนิบาตชาติซึ่งตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือองค์การสหประชาชาติ ทรงดำรงตำแหน่งประธานที่ประชุมระหว่างประเทศหลายครั้ง โดยทรงเป็น ประธานสมัชชาสหประชาชาติ ระหว่าง พ.ศ.2499-2500

จากวันนั้นถึงวันนี้ ทรงเป็นคนไทยคนแรกและเพียงคนเดียวที่ได้รับเกียรติดำรงตำแหน่งดังกล่าว

ทรงฉายร่วมกับ นายกรัฐมนตรี ‘เนห์รู’ แห่งอินเดีย ในงานเลี้ยงรับรอง ณ องค์การสหประชาชาติ พ.ศ.2499

เชื้อพระวงศ์สายก้าวหน้า‘ศัพท์บัญญัติ’กลางสายธารความเปลี่ยนแปลง

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญยิ่ง คือการมีส่วนร่วมสร้างพื้นฐานการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อทรง ‘บัญญัติศัพท์’ เพื่อนิยามความหมายให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมหลังอภิวัฒน์สยาม 2475

‘ประชาชน พลเมือง ปฏิวัติ ปฏิรูป ลัทธิรัฐธรรมนูญ รัฐศาสตร์ มติมหาชน สัญญาประชาคม พระราชกฤษฎีกา ผลประโยชน์ ฯลฯ’

และอีกนับร้อยนับพันของคำศัพท์ที่คุ้นหูคนไทยในวันนี้ ถูกรวบรวมไว้ในหนังสือ ‘ศัพท์บัญญัติพระองค์วรรณฯ’ พิมพ์ในวาระแห่งวันคล้ายวันประสูติ 125 ปี โดยสำนักงานราชบัณฑิตยสภา 25 สิงหาคม พ.ศ.2559 ในปีเดียวกันนี้ ราชบัณฑิตยสภา ยกย่องพระองค์ให้เป็น ‘พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์’

ศัพท์เหล่านั้นทรงใช้ทั้งในการแถลงอธิบายในการประชุมรัฐสภา การร่างกฎหมาย รวมถึงในหนังสือพิมพ์ ‘ประชาชาติ’ ซึ่งทรงก่อตั้งขึ้นหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก่อนปิดตัวลงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2488

ต่อมา ประทานหัวหนังสือพิมพ์นี้ให้ ขรรค์ชัย บุนปาน ก่อเกิด ประชาชาติรายสัปดาห์ ประชาชาติรายวัน มีพัฒนาการต่อมาเป็น ‘ประชาชาติธุรกิจ’ ในเครือมติชนจนถึงทุกวันนี้ กว่า 4 ทศวรรษ

วารุณี โอสถารมย์ นักวิจัยชำนาญการ สถาบันไทยคดีศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ เคยวิเคราะห์ว่า การบัญญัติศัพท์ของพระองค์ต่างจากนักคิดนักเขียนท่านอื่นตรงที่ ‘ลึกซึ้งด้วยความหมายและความรอบรู้มากกว่า’ โดยนอกจากศัพท์การเมืองที่ทรงนำศัพท์อังกฤษมาบัญญัติเป็นภาษาไทย ยังทรงกำหนดความหมายของวัฒนธรรมและเทคโนโลยีใหม่จากภายนอกอีกด้วย

นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางความคิดยังสะท้อนชัดผ่านบทบาทการร่วมจัดทำ พ.ร.บ.การเลือกตั้งในยุคแรกๆ รวมถึงการเป็นหนึ่งในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เป็นต้น

เฝ้ารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการประชุมสมัชชาแห่งชาติ (สภาสนามม้า) เมื่อ พ.ศ.2516 เพื่อแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา
ท่ามกลางนักศึกษาธรรมศาสตร์ ครั้งเสด็จไปชี้แจงหลักสูตร เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2507 ทรงมีคุณูปการผลักดันวิชาการสังคมศาสตร์ให้เข้มแข็งเป็นรากฐานสืบมา

‘ครู’ผู้ผลักดัน‘สังคมศาสตร์’สู่ความสมบูรณ์แบบ

ด้วยความเป็นนักปราชญ์โดยแท้ พระองค์วรรณฯ ยังทรงมีจิตวิญญาณความเป็น ‘ครู’ ผู้ประสิทธิ์ประสาททั้งวิชาความรู้ และแนวคิดแก่นิสิตนักศึกษาในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง

‘…การศึกษานั้น ควรศึกษาเพิ่มเติมเอาเองตลอดชีวิตในมหาวิทยาลัยแห่งชีวิต จะได้มีความรู้ทันสมัย ทั้งในวิชาชีพของตน และในความรู้ทั่วไป เฉพาะอย่างยิ่ง ความรู้ทั่วไปทางการบ้านเมือง’

คือถ้อยคำจากพระดำริที่สะท้อนความคิดทางการศึกษาที่ไม่เคยพ้นสมัย ทรงเห็นคุณค่าของสมดุลความรู้ระหว่างศาสตร์ต่างสาขาทั้งมนุษยศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โดยเมื่อครั้งทรงเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่าง พ.ศ.2506-2514 ทรงสนับสนุนนักศึกษาให้ ‘คิดวิเคราะห์’ โดยสามารถพัฒนามหาวิทยาลัยดังกล่าวไปสู่ ‘ความสมบูรณ์แบบด้านวิชาการสังคมศาสตร์’ ทรงจัดตั้งแผนกอิสระวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ใน พ.ศ.2510 ท่ามกลางกระแสการเติบโตของสื่อหนังสือพิมพ์

นอกจากนี้ ยังปรากฏถึงกิตติศัพท์ว่า ทรงตรงต่อเวลาการนัดหมายมากที่สุด ทรงมีพระอัธยาศัยงดงาม มิได้ถือพระองค์ว่าทรงเป็น ‘เจ้า’ ทรงเป็นกันเอง มีน้ำพระทัย มีพระพักตร์ที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้มอยู่เสมอ

ฉายภาพกับท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร (ธิดา) ในโอกาสได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัยเวลเลสเล่ย์ สหรัฐอเมริกา

‘ท่านพ่อทรงมีน้ำพระทัยอันประเสริฐ’

ข้อมูลข้างต้น สอดคล้องกับคำบอกเล่าจาก ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร ผู้เป็นทายาท ซึ่งกรุณาย้อนเล่าเรื่องราวเมื่อครั้งทรงเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ตอนหนึ่งว่า

“ท่านพ่อทรงมีพระอัธยาศัยอันอ่อนน้อม สุภาพ ไม่ถือพระองค์ ทุกครั้งที่นักศึกษามีปัญหาวิวาทกัน พระองค์ท่านได้เสด็จไปทรงไกล่เกลี่ย โดยใช้จิตวิทยาเจรจาอย่างละมุนละม่อม ท่านทรงรับฟังทั้งสองฝ่ายด้วยความเป็นกลางอย่างยุติธรรม จนทำให้นักศึกษาเลิกจากการขัดแย้งกัน”

ด้วยวัย 88 ปีในวันนี้ ท่านผู้หญิงวิวรรณ ยังคงจดจำเหตุการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดีราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน พูดคุยด้วยน้ำเสียงสดใส เมื่อย้อนรำลึกถึงความทรงจำที่มีต่อ ‘ท่านพ่อ’

“ท่านพ่อทรงมีน้ำพระทัยอันประเสริฐ วางพระองค์เป็นกันเองกับทุกๆ คน ทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อย ทรงมีพระอุปนิสัยสุภาพอ่อนน้อม ทรงรักห่วงใยครอบครัวอย่างลึกซึ้ง และทรงดูแลทุกข์สุขญาติพี่น้องอย่างทั่วถึงตลอดพระชนม์ชีพ ซึ่งดิฉันได้ยึดถือปฏิบัติในการดำรงชีวิตตลอดมา”

เสด็จในกรมนราธิปฯ กับครอบครัว หม่อมพร้อยสุพิณ (ชายา) ม.ร.ว. วิบุลเกียรติ วรวรรณ (โอรส ถึงแก่กรรม) และท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร (ธิดา)
ฉายภาพกับพระญาติเมื่อชันษาครบ 7 รอบ

ในฐานะที่พระองค์วรรณฯ คือหนึ่งในปูชนียบุคคลซึ่งคนรุ่นใหม่ย้อนนำแนวคิดและผลงานโดยเฉพาะการบัญญัติศัพท์การเมืองไทยที่ใช้กันอย่างมากมายจนถึงวินาทีนี้ ถามว่า ในบรรยากาศการต่อสู้ท่ามกลางความเห็นต่างทางความคิดของสังคมไทยในห้วงเวลานี้ หลักคิดข้อใดที่อยากให้ทั้งฝ่ายผู้มีอำนาจ และภาคประชาชน นำไปขบคิดเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน

“ท่านพ่อเป็นผู้ที่มีแนวคิดประนีประนอม คัมภีรภาพ เจรจา สร้างสัมพันธไมตรีอันดี พยายามยอมรับและเข้าใจความนึกคิดของแต่ละฝ่าย ท่านพ่อจะไม่ใช้อำนาจในการทรงงาน ท่านจะไม่ทรงเห็นด้วยกับการใช้อำนาจและไม่โปรดการใช้ความรุนแรง พระองค์ท่านเป็นผู้รักและใฝ่สันติตลอดพระชนม์ชีพ ถ้าผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของท่านมีปัญหาในเรื่องการงาน ท่านจะเชิญทั้งสองฝ่ายมาเจรจาด้วยสันติวิธีและทรงรับฟังเพื่อหาทางออกร่วมกัน…” คือคำตอบของ ท่านผู้หญิงวิวรรณ

สำหรับวาระครบรอบ 130 ปีในปีนี้ ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จึงไม่มีการจัดกิจกรรมพิเศษ ทว่า ทายาท พร้อมด้วยสมาชิกราชสกุลวรวรรณ ได้ร่วมกันทำบุญถวาย รวมถึงบริจาคทรัพย์เพื่อสาธารณประโยชน์

“ทายาทของท่านพ่อคือดิฉันและหลาน ม.ล.สุทธิ์ธรทิพย์ วรวรรณ พร้อมด้วยสมาชิกราชสกุล วรวรรณ ได้เลื่อนงานบำเพ็ญกุศลถวายท่านพ่อที่วัดมกุฏกษัตริยาราม ซึ่งมีพระอัฐิของพระองค์ท่านประดิษฐานอยู่
ไปจนถึงเวลาที่เหมาะสมเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ก็ได้ร่วมกันทำบุญถวายท่าน โดยมอบทุนการศึกษาของพระสงฆ์และสามเณรวัดชูจิตธรรมาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และวัดกฤษณเวฬุพุทธาราม (วัดไผ่ดำ) จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งอยู่ในความอุปถัมภ์ของวัดมกุฏกษัตริยาราม กองทุนนี้ท่านพ่อทรงตั้งไว้ก่อนสิ้นพระชนม์ ชื่อ มูลนิธิพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ และหม่อมพร้อยสุพิณ

นอกจากนั้น ทางทายาทจะมอบเงินให้สภากาชาดไทย (แผนกรังสีวิทยา) เพื่อใช้ในการซ่อมบำรุงเครื่องเอกซเรย์ ซึ่งเคยใช้ในตึก นราธิป-สุพิณ ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งท่านพ่อได้ทรงบริจาคเงินสร้างโดยในเวลานี้ได้นำมาใช้ที่ชั้น 7 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ ทางทายาทจะมอบเงินเข้ากองทุน วรรณ-สุพิณ เพื่อใช้ในการดูแลรักษาศาลา วรรณ-สุพิณ ที่วัดธาตุทอง พระอารามหลวง ซึ่งท่านพ่อได้ทรงสร้างไว้เมื่อ พ.ศ.2507”

ท่านผู้หญิงวิวรรณ ปิดท้ายว่า ทายาทและสมาชิกราชสกุล วรวรรณ รำลึกในพระเกียรติคุณของพระองค์ในการทรงบำเพ็ญคุณประโยชน์ให้กับสังคมไทยนานัปการ และจะยึดถือพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตร่วมกันต่อไป

เฉกเช่นเดียวกับคุณูปการที่พระองค์วรรณฯ ทรงมอบไว้เป็นมรดกล้ำค่าที่สังคมไทยไม่อาจลบลืม

กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์และพระญาติ
แถวนั่ง : ม.จ.ศิวากร วรวรรณ (พระอนุชา) กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ (พระบิดา) เจ้าจอมมารดาเขียน (พระอัยยิกา) ม.ล.ต่วนศรี วรวรรณ (พระมารดา)
แถวยืน : กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระนางเธอ ลักษมีลาวัณ (พระขนิษฐา)

85 ปีแห่งพระชนม์ชีพ 130 ปีแห่งพระเกียรติยศ

พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงมีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ ประสูติเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2434 ที่ตำบลบ้านตะนาว อำเภอสำราญราษฎร์ จังหวัดพระนคร เป็นพระโอรสของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์ ในรัชกาลที่ 4 และ
หม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ ในสกุล ‘มนตรีกุล’ ซึ่งสืบสายมาจาก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี

พ.ศ.2453 ทรงเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยมทางประวัติศาสตร์

พ.ศ.2458 ทรงศึกษาต่อที่ Ecole Libre des Sciences Politiques กรุงปารีส ฝรั่งเศส สอบไล่ได้ประกาศนียบัตรวิชาการทูตรางวัลที่ 1

พ.ศ.2470 เสด็จกลับมาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด จนได้รับปริญญาโท ในภายหลังทรงได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์หลากหลายสาขาทั้งจากมหาวิทยาลัยในไทยและต่างประเทศในด้านการงาน เมื่อ พ.ศ.2460 ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขานุการตรี ประจำสถานทูตไทย ณ กรุงปารีส

พ.ศ.2484 ทรงเป็นประธานผู้แทนทูตไทยเจรจากำหนดเขตแดนระหว่างไทยกับอินโดจีนของฝรั่งเศส ณ ประเทศญี่ปุ่น

พ.ศ.2488-2489 กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2489, สมาชิกวุฒิสภา, สมาชิกพฤฒิสภา

พ.ศ.2489 ทรงได้รับมอบหมายจากรัฐบาลในการเจรจาให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ โดยทรงเจรจาเป็นผลสำเร็จ ไทยได้เป็นสมาชิกสหประชาชาติเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ปีเดียวกัน

พ.ศ.2490 เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน และผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ

พ.ศ.2499-2500 ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติลงคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ ให้ทรงดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาในสมัยประชุมครั้งที่ 11

พ.ศ.2502 ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

พ.ศ.2516-2518 ทรงได้รับเลือกตั้งเป็นนายกราชบัณฑิตยสถาน หลังเคยดำรงตำแหน่งนี้มาแล้วระหว่าง พ.ศ.2477-2490

5 กันยายน พ.ศ.2519 สิ้นพระชมน์ รวมพระชันษา 85 ปี

25 สิงหาคม พ.ศ.2534 อันเป็นวันคล้ายวันประสูติครบ 100 ปี องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประกาศยกย่องให้ทรงเป็นปูชนียบุคคลสำคัญผู้มี
บทบาทดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก ประจำพุทธศักราช 2534