ไม่มีแม้เพียงถ้อยคำ วลี หรือประโยคใดในบรรทัดถัดจากนี้ที่ ‘เกินจริง’
แม้อาจเป็นสิ่งชวนเหลือเชื่อ สำหรับช่วงชีวิตของ (ปูชนีย) บุคคลผู้สร้างคุณูปการหลากหลายท่ามกลางบริบทท้าทายในสถานการณ์โลกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านแนวคิดทางการศึกษาของประชาชน
ตลอด 85 ปีในพระชนม์ชีพของ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ หรือ ‘พระองค์วรรณฯ’ ทรงสร้างสรรค์ผลงานนับไม่ถ้วน กลายเป็นมรดกตกทอดแก่สังคมไทยสืบมา
นักการทูต นักปราชญ์ นักการศึกษา นักภาษาและวรรณคดี นักหนังสือพิมพ์ นักกฎหมาย และอีกมากมายเกินพรรณนา
สถานการณ์ในช่วงรอยต่อแห่งยุคสมัย ยิ่งขับเน้นให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถอย่างไม่อาจหยิบยกเหตุผลใดมาโต้แย้ง
เมล็ดพันธุ์ด้านวิชาความรู้หลากสาขาที่ทรงปลูกด้วยความตั้งพระทัย กลายเป็นร่มไม้ใหญ่ที่แม้แต่ ‘คนรุ่นใหม่’ ซึ่งหันมาสนใจประวัติศาสตร์การเมืองไทย พากันย้อนไปศึกษา ก่อนจะพบว่า แนวคิดและถ้อยคำของพระองค์ ไม่เคยล้าสมัย หากแต่ยิ่งทรงคุณค่าเมื่อเวลาพ้นผ่าน
25 สิงหาคม พุทธศักราช 2564 คือวันคล้ายวันประสูติที่เวียนมาบรรจบอีกครั้งในปีที่ 130
นับเป็นวาระสำคัญในการย้อนรำลึกพระเกียรติยศผ่านผลงานที่กลายเป็นรากฐานสำคัญด้านต่างๆ จวบจนวันนี้

The Famous Prince Wan นักการทูตผู้สร้างความเสมอภาค
‘วุฒิสำคัญที่สุดของทูตคือ เชาวน์และความแนบเนียนเข้าคนได้สนิทกับทั้งความจรรโลงใจ ใฝ่บำเพ็ญคุณประโยชน์สนองคุณชาติบ้านเมือง…’ คือส่วนหนึ่งของพระนิพนธ์เรื่อง วิชาชีพการทูต
ภายใต้พระดำริซึ่งเป็นข้อคิดต่อนักการทูตจากรุ่นสู่รุ่น พระองค์วรรณฯ คือแบบอย่างให้บุคลากรรุ่นหลังดำเนินรอยตาม ด้วยทรงมีคุณสมบัติเต็มเปี่ยม ครบถ้วนทุกประการ พิสูจน์แล้วจากผลงานด้านการต่างประเทศซึ่งทรงมีคุณูปการสูงยิ่ง
Prince Wan หรือ The Famous Prince Wan คือพระนามซึ่งวงการเมืองระหว่างประเทศ และหนังสือพิมพ์ต่างชาติเรียกขานพระองค์วรรณฯ ผู้ทรงปฏิบัติภารกิจด้านการต่างประเทศ ตั้งแต่ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการทูตจากฝรั่งเศส โดยดำรงตำแหน่งเลขานุการตรี ประจำสถานทูตไทย ณ กรุงปารีส
หลัง พ.ศ.2463 ทรงทำหน้าที่เลขานุการเอกประจำกองบัญชาการกลาง มีโอกาสร่างเอกสารเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาต่างประเทศที่ไม่เสมอภาคมานานนับเนื่องหลายทศวรรษ
ครั้นต่อมา ใน พ.ศ.2469 ทรงเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศอังกฤษ เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียมในเวลาเดียวกัน ไม่เพียงเท่านั้น ยังทรงเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสหรัฐอเมริกาคนแรก โดยบทบาทช่วยให้ไทยพ้นวิกฤตการณ์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ท่ามกลางลำดับเรื่องราวในปฏิทินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมี เหตุการณ์สำคัญยิ่งที่ต้องบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย คือ การที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2489 ซึ่งทรงมีบทบาทสำคัญในการเจรจาจนประสบผลสำเร็จ
ทั้งยังทรงมีบทบาทผ่านองค์กรระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นเพื่อผดุงสันติภาพโลก ไม่ว่าจะเป็น องค์การสันนิบาตชาติซึ่งตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือองค์การสหประชาชาติ ทรงดำรงตำแหน่งประธานที่ประชุมระหว่างประเทศหลายครั้ง โดยทรงเป็น ประธานสมัชชาสหประชาชาติ ระหว่าง พ.ศ.2499-2500
จากวันนั้นถึงวันนี้ ทรงเป็นคนไทยคนแรกและเพียงคนเดียวที่ได้รับเกียรติดำรงตำแหน่งดังกล่าว

เชื้อพระวงศ์สายก้าวหน้า‘ศัพท์บัญญัติ’กลางสายธารความเปลี่ยนแปลง
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญยิ่ง คือการมีส่วนร่วมสร้างพื้นฐานการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อทรง ‘บัญญัติศัพท์’ เพื่อนิยามความหมายให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมหลังอภิวัฒน์สยาม 2475
‘ประชาชน พลเมือง ปฏิวัติ ปฏิรูป ลัทธิรัฐธรรมนูญ รัฐศาสตร์ มติมหาชน สัญญาประชาคม พระราชกฤษฎีกา ผลประโยชน์ ฯลฯ’
และอีกนับร้อยนับพันของคำศัพท์ที่คุ้นหูคนไทยในวันนี้ ถูกรวบรวมไว้ในหนังสือ ‘ศัพท์บัญญัติพระองค์วรรณฯ’ พิมพ์ในวาระแห่งวันคล้ายวันประสูติ 125 ปี โดยสำนักงานราชบัณฑิตยสภา 25 สิงหาคม พ.ศ.2559 ในปีเดียวกันนี้ ราชบัณฑิตยสภา ยกย่องพระองค์ให้เป็น ‘พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์’
ศัพท์เหล่านั้นทรงใช้ทั้งในการแถลงอธิบายในการประชุมรัฐสภา การร่างกฎหมาย รวมถึงในหนังสือพิมพ์ ‘ประชาชาติ’ ซึ่งทรงก่อตั้งขึ้นหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก่อนปิดตัวลงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2488
ต่อมา ประทานหัวหนังสือพิมพ์นี้ให้ ขรรค์ชัย บุนปาน ก่อเกิด ประชาชาติรายสัปดาห์ ประชาชาติรายวัน มีพัฒนาการต่อมาเป็น ‘ประชาชาติธุรกิจ’ ในเครือมติชนจนถึงทุกวันนี้ กว่า 4 ทศวรรษ
วารุณี โอสถารมย์ นักวิจัยชำนาญการ สถาบันไทยคดีศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ เคยวิเคราะห์ว่า การบัญญัติศัพท์ของพระองค์ต่างจากนักคิดนักเขียนท่านอื่นตรงที่ ‘ลึกซึ้งด้วยความหมายและความรอบรู้มากกว่า’ โดยนอกจากศัพท์การเมืองที่ทรงนำศัพท์อังกฤษมาบัญญัติเป็นภาษาไทย ยังทรงกำหนดความหมายของวัฒนธรรมและเทคโนโลยีใหม่จากภายนอกอีกด้วย
นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางความคิดยังสะท้อนชัดผ่านบทบาทการร่วมจัดทำ พ.ร.บ.การเลือกตั้งในยุคแรกๆ รวมถึงการเป็นหนึ่งในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เป็นต้น


‘ครู’ผู้ผลักดัน‘สังคมศาสตร์’สู่ความสมบูรณ์แบบ
ด้วยความเป็นนักปราชญ์โดยแท้ พระองค์วรรณฯ ยังทรงมีจิตวิญญาณความเป็น ‘ครู’ ผู้ประสิทธิ์ประสาททั้งวิชาความรู้ และแนวคิดแก่นิสิตนักศึกษาในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง
‘…การศึกษานั้น ควรศึกษาเพิ่มเติมเอาเองตลอดชีวิตในมหาวิทยาลัยแห่งชีวิต จะได้มีความรู้ทันสมัย ทั้งในวิชาชีพของตน และในความรู้ทั่วไป เฉพาะอย่างยิ่ง ความรู้ทั่วไปทางการบ้านเมือง’
คือถ้อยคำจากพระดำริที่สะท้อนความคิดทางการศึกษาที่ไม่เคยพ้นสมัย ทรงเห็นคุณค่าของสมดุลความรู้ระหว่างศาสตร์ต่างสาขาทั้งมนุษยศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โดยเมื่อครั้งทรงเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่าง พ.ศ.2506-2514 ทรงสนับสนุนนักศึกษาให้ ‘คิดวิเคราะห์’ โดยสามารถพัฒนามหาวิทยาลัยดังกล่าวไปสู่ ‘ความสมบูรณ์แบบด้านวิชาการสังคมศาสตร์’ ทรงจัดตั้งแผนกอิสระวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ใน พ.ศ.2510 ท่ามกลางกระแสการเติบโตของสื่อหนังสือพิมพ์
นอกจากนี้ ยังปรากฏถึงกิตติศัพท์ว่า ทรงตรงต่อเวลาการนัดหมายมากที่สุด ทรงมีพระอัธยาศัยงดงาม มิได้ถือพระองค์ว่าทรงเป็น ‘เจ้า’ ทรงเป็นกันเอง มีน้ำพระทัย มีพระพักตร์ที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้มอยู่เสมอ

‘ท่านพ่อทรงมีน้ำพระทัยอันประเสริฐ’
ข้อมูลข้างต้น สอดคล้องกับคำบอกเล่าจาก ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร ผู้เป็นทายาท ซึ่งกรุณาย้อนเล่าเรื่องราวเมื่อครั้งทรงเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ตอนหนึ่งว่า
“ท่านพ่อทรงมีพระอัธยาศัยอันอ่อนน้อม สุภาพ ไม่ถือพระองค์ ทุกครั้งที่นักศึกษามีปัญหาวิวาทกัน พระองค์ท่านได้เสด็จไปทรงไกล่เกลี่ย โดยใช้จิตวิทยาเจรจาอย่างละมุนละม่อม ท่านทรงรับฟังทั้งสองฝ่ายด้วยความเป็นกลางอย่างยุติธรรม จนทำให้นักศึกษาเลิกจากการขัดแย้งกัน”
ด้วยวัย 88 ปีในวันนี้ ท่านผู้หญิงวิวรรณ ยังคงจดจำเหตุการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดีราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน พูดคุยด้วยน้ำเสียงสดใส เมื่อย้อนรำลึกถึงความทรงจำที่มีต่อ ‘ท่านพ่อ’
“ท่านพ่อทรงมีน้ำพระทัยอันประเสริฐ วางพระองค์เป็นกันเองกับทุกๆ คน ทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อย ทรงมีพระอุปนิสัยสุภาพอ่อนน้อม ทรงรักห่วงใยครอบครัวอย่างลึกซึ้ง และทรงดูแลทุกข์สุขญาติพี่น้องอย่างทั่วถึงตลอดพระชนม์ชีพ ซึ่งดิฉันได้ยึดถือปฏิบัติในการดำรงชีวิตตลอดมา”


ในฐานะที่พระองค์วรรณฯ คือหนึ่งในปูชนียบุคคลซึ่งคนรุ่นใหม่ย้อนนำแนวคิดและผลงานโดยเฉพาะการบัญญัติศัพท์การเมืองไทยที่ใช้กันอย่างมากมายจนถึงวินาทีนี้ ถามว่า ในบรรยากาศการต่อสู้ท่ามกลางความเห็นต่างทางความคิดของสังคมไทยในห้วงเวลานี้ หลักคิดข้อใดที่อยากให้ทั้งฝ่ายผู้มีอำนาจ และภาคประชาชน นำไปขบคิดเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน
“ท่านพ่อเป็นผู้ที่มีแนวคิดประนีประนอม คัมภีรภาพ เจรจา สร้างสัมพันธไมตรีอันดี พยายามยอมรับและเข้าใจความนึกคิดของแต่ละฝ่าย ท่านพ่อจะไม่ใช้อำนาจในการทรงงาน ท่านจะไม่ทรงเห็นด้วยกับการใช้อำนาจและไม่โปรดการใช้ความรุนแรง พระองค์ท่านเป็นผู้รักและใฝ่สันติตลอดพระชนม์ชีพ ถ้าผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของท่านมีปัญหาในเรื่องการงาน ท่านจะเชิญทั้งสองฝ่ายมาเจรจาด้วยสันติวิธีและทรงรับฟังเพื่อหาทางออกร่วมกัน…” คือคำตอบของ ท่านผู้หญิงวิวรรณ
สำหรับวาระครบรอบ 130 ปีในปีนี้ ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จึงไม่มีการจัดกิจกรรมพิเศษ ทว่า ทายาท พร้อมด้วยสมาชิกราชสกุลวรวรรณ ได้ร่วมกันทำบุญถวาย รวมถึงบริจาคทรัพย์เพื่อสาธารณประโยชน์
“ทายาทของท่านพ่อคือดิฉันและหลาน ม.ล.สุทธิ์ธรทิพย์ วรวรรณ พร้อมด้วยสมาชิกราชสกุล วรวรรณ ได้เลื่อนงานบำเพ็ญกุศลถวายท่านพ่อที่วัดมกุฏกษัตริยาราม ซึ่งมีพระอัฐิของพระองค์ท่านประดิษฐานอยู่
ไปจนถึงเวลาที่เหมาะสมเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ก็ได้ร่วมกันทำบุญถวายท่าน โดยมอบทุนการศึกษาของพระสงฆ์และสามเณรวัดชูจิตธรรมาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และวัดกฤษณเวฬุพุทธาราม (วัดไผ่ดำ) จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งอยู่ในความอุปถัมภ์ของวัดมกุฏกษัตริยาราม กองทุนนี้ท่านพ่อทรงตั้งไว้ก่อนสิ้นพระชนม์ ชื่อ มูลนิธิพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ และหม่อมพร้อยสุพิณ
นอกจากนั้น ทางทายาทจะมอบเงินให้สภากาชาดไทย (แผนกรังสีวิทยา) เพื่อใช้ในการซ่อมบำรุงเครื่องเอกซเรย์ ซึ่งเคยใช้ในตึก นราธิป-สุพิณ ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งท่านพ่อได้ทรงบริจาคเงินสร้างโดยในเวลานี้ได้นำมาใช้ที่ชั้น 7 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ ทางทายาทจะมอบเงินเข้ากองทุน วรรณ-สุพิณ เพื่อใช้ในการดูแลรักษาศาลา วรรณ-สุพิณ ที่วัดธาตุทอง พระอารามหลวง ซึ่งท่านพ่อได้ทรงสร้างไว้เมื่อ พ.ศ.2507”
ท่านผู้หญิงวิวรรณ ปิดท้ายว่า ทายาทและสมาชิกราชสกุล วรวรรณ รำลึกในพระเกียรติคุณของพระองค์ในการทรงบำเพ็ญคุณประโยชน์ให้กับสังคมไทยนานัปการ และจะยึดถือพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตร่วมกันต่อไป
เฉกเช่นเดียวกับคุณูปการที่พระองค์วรรณฯ ทรงมอบไว้เป็นมรดกล้ำค่าที่สังคมไทยไม่อาจลบลืม

แถวนั่ง : ม.จ.ศิวากร วรวรรณ (พระอนุชา) กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ (พระบิดา) เจ้าจอมมารดาเขียน (พระอัยยิกา) ม.ล.ต่วนศรี วรวรรณ (พระมารดา)
แถวยืน : กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระนางเธอ ลักษมีลาวัณ (พระขนิษฐา)
85 ปีแห่งพระชนม์ชีพ 130 ปีแห่งพระเกียรติยศ
พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงมีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ ประสูติเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2434 ที่ตำบลบ้านตะนาว อำเภอสำราญราษฎร์ จังหวัดพระนคร เป็นพระโอรสของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์ ในรัชกาลที่ 4 และ
หม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ ในสกุล ‘มนตรีกุล’ ซึ่งสืบสายมาจาก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี
พ.ศ.2453 ทรงเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยมทางประวัติศาสตร์
พ.ศ.2458 ทรงศึกษาต่อที่ Ecole Libre des Sciences Politiques กรุงปารีส ฝรั่งเศส สอบไล่ได้ประกาศนียบัตรวิชาการทูตรางวัลที่ 1
พ.ศ.2470 เสด็จกลับมาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด จนได้รับปริญญาโท ในภายหลังทรงได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์หลากหลายสาขาทั้งจากมหาวิทยาลัยในไทยและต่างประเทศในด้านการงาน เมื่อ พ.ศ.2460 ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขานุการตรี ประจำสถานทูตไทย ณ กรุงปารีส
พ.ศ.2484 ทรงเป็นประธานผู้แทนทูตไทยเจรจากำหนดเขตแดนระหว่างไทยกับอินโดจีนของฝรั่งเศส ณ ประเทศญี่ปุ่น
พ.ศ.2488-2489 กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2489, สมาชิกวุฒิสภา, สมาชิกพฤฒิสภา
พ.ศ.2489 ทรงได้รับมอบหมายจากรัฐบาลในการเจรจาให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ โดยทรงเจรจาเป็นผลสำเร็จ ไทยได้เป็นสมาชิกสหประชาชาติเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ปีเดียวกัน
พ.ศ.2490 เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน และผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ
พ.ศ.2499-2500 ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติลงคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ ให้ทรงดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาในสมัยประชุมครั้งที่ 11
พ.ศ.2502 ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี
พ.ศ.2516-2518 ทรงได้รับเลือกตั้งเป็นนายกราชบัณฑิตยสถาน หลังเคยดำรงตำแหน่งนี้มาแล้วระหว่าง พ.ศ.2477-2490
5 กันยายน พ.ศ.2519 สิ้นพระชมน์ รวมพระชันษา 85 ปี
25 สิงหาคม พ.ศ.2534 อันเป็นวันคล้ายวันประสูติครบ 100 ปี องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประกาศยกย่องให้ทรงเป็นปูชนียบุคคลสำคัญผู้มี
บทบาทดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก ประจำพุทธศักราช 2534

