หน้าแรก ประชาชื่น สแกนนวัตกรรมใ...

สแกนนวัตกรรมใหม่ ในวันคลายล็อก โฮมไอโซเลชั่นžทางเลือกจำเป็น ก่อนจะถึงระลอก 5ž

2.09.21 | 14:30 น.
โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ เชื่อว่าโควิด ‘ระลอก 5’ มาแน่ อย่างเร็วเดือนตุลาคม อย่างช้าปลายปี 2564

คลายล็อกดาวน์แล้ววันแรกตั้งแต่เมื่อวาน ทว่า สถานการณ์ยังต้องจับตา ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ที่ยังคงอยู่ในหลักหมื่นทุกๆ วัน

โรงพยาบาลส่วนใหญ่เตียงไม่พอ การกักโรคที่บ้าน หรือ Home Isolation คือทางเลือกจำเป็นสำหรับผู้ที่อาการยังไม่หนักหนา

สถาบันการศึกษาที่มีศูนย์การแพทย์และโรงพยาบาล คืออีกหนึ่งภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญในยุคโควิดระบาด ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้น สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ การจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม ไปจนถึงการสนองรับมาตรการต่างๆ อย่างทันท่วงที

 

Advertisement

ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ รับนโยบาย Home Isolation

จากสถานการณ์ล่าสุด ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขให้ผู้ติดเชื้อที่ยังไม่แสดงอาการ หรือผู้ป่วยอาการน้อยที่มีสถานที่พักห่างจากศูนย์การแพทย์ ไม่เกิน 10 กิโลเมตร ทำการกักโรค ที่บ้าน เพื่อเฝ้าสังเกตอาการและดูแลตัวเอง ศูนย์การแพทย์  กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จังหวัดนครปฐม จึงปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ทั้งบุคลากร อุปกรณ์ และสถานที่เพื่อรับมือ

รองศาสตราจารย์ นพ.ธีระ กลลดาเรืองไกร ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก เล่าว่า ทางศูนย์ได้จัดถุงยังชีพ ซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์ที่จำเป็น อาทิ เครื่องวัดอุณหภูมิ เครื่องวัดระดับออกซิเจนในเลือด ยาที่จำเป็น และอาหารปรุงสำเร็จ พร้อมทีมแพทย์และพยาบาลคอยโทรศัพท์ติดตามสอบถามอาการและให้คำแนะนำตลอดระยะเวลา 14 วัน

สำหรับส่วนของชุมชน แม้จะไม่ได้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่โดยตรง แต่ก็ได้มีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์อำนวยการหลักที่คอยเตรียมพร้อม ทั้งในด้านบุคลากร ซึ่งทำหน้าที่
ดูแลผู้ป่วยเมื่อมีการส่งต่อกรณีฉุกเฉิน การจัดเตรียมอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญ เช่น เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งได้มีการจัดซื้อเตรียมพร้อมไว้แล้วตั้งแต่ก่อนช่วงโควิด-19 กลับมาระบาดอีกครั้ง

นอกจากนี้ยังได้มีการปรับห้องฉุกเฉินบางส่วนมาจัดทำเป็นห้อง Negative Pressure Room หรือ ห้องปลอดเชื้อความดันลบž อย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดทำ Negative Pressure CabinetŽ เพื่อใช้ในการตรวจผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด ซึ่งประกอบด้วยโครงท่อพีวีซีสวมคลุมด้วยพลาสติกกั้นอย่างหนา โดยเป็นโครงที่มีเลขกำกับบนทุกชิ้นส่วน สามารถถอดเก็บและสามารถนำมาใช้ใหม่ได้ในทุกสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งจะเป็นการช่วยลดโลกร้อนจากปัญหาการเพิ่มขยะได้อีกด้วย

ผู้ติดเชื้อที่ยังไม่แสดงอาการ หรือผู้ป่วยที่มีอาการน้อยซึ่งจะต้องทำ Home Isolation ที่บ้านของตัวเองว่า ควรเตรียมห้องนอนและห้องน้ำที่ไม่ปะปนกับผู้อื่น หรือมีการทำความสะอาด
ฆ่าเชื้อ ตลอดจนเว้นระยะห่างที่เหมาะสมจากบุคคลอื่นในบ้าน รวมทั้งคอยตรวจเช็กอุณหภูมิร่างกายให้ไม่เกิน 37.5 องศาเซลเซียส และระดับออกซิเจนในเลือดให้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 ซึ่งสามารถโทรศัพท์ปรึกษาอาการได้กับทางทีมแพทย์และพยาบาลของศูนย์การแพทย์Ž รองศาสตราจารย์ นพ.ธีระกล่าว

เนื่องจากผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19 มีเป็นจำนวนมาก อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทางศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดไว้ให้ในถุงยังชีพ จึงมีไม่เพียงพอ และเนื่องจากไม่สามารถเบิกจ่ายได้ในทันที จึงจำเป็นต้องมีการระดมทุนจัดซื้อจากผู้บริจาค โดย สามารถแสดงความจำนงได้ทาง FB : ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

กลายพันธุ์ก็เบรกได้ นวัตกรรมใหม่

“น้ำยาบ้วนปากยับยั้งโควิด” จาก “ม.มหิดล”

นอกเหนือจากการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่เพื่อรับนโยบายให้เป็นไปตามสถานการณ์แล้ว มหาวิทยาลัยมหิดลยังขยันคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ โดยล่าสุด มีการคิดค้นน้ำยาบ้วนปากที่สามารถยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ได้ทันทีหลังบ้วนปาก แม้ในเชื้อที่กลายพันธุ์ โดยพัฒนาขึ้นจากผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปากสำหรับผู้ป่วยที่มีแผลในช่องปาก ที่ทำจากสารสกัดธรรมชาติข้าวไทยซึ่งประสบผลสำเร็จไปก่อนหน้า

นวัตกรรมดังกล่าวสามารถยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด ได้มากกว่า 99.9% หากมีปริมาณเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด ประมาณ 1 แสนตัว หากใช้น้ำยาบ้วนปากที่คิดค้นขึ้นนี้ จะทำให้เหลือเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด ที่มีชีวิตอยู่เพียง 41 ตัว เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้น้ำยาบ้วนปากชนิดอื่น

โดยจะไปทำลายไขมันที่หุ้มตัวเชื้อไวรัส ทำให้ขาดองค์ประกอบที่จะเพิ่มจำนวนต่อไปได้นอกจากนี้ ยังไม่ทำให้เกิด การติดสีที่วัสดุตัวฟันของผู้ป่วยอีกทั้งยังสามารถจัดเก็บได้นานเกิน 1 ปีในอุณหภูมิห้อง ที่สำคัญคือใช้เวลาในการบ้วนปากเพียงไม่ถึง 1 นาที โดยมีแผนจะนำไปใช้ตามโรงพยาบาลสนามต่างๆ ในช่วงวิกฤต โควิด-19 และในสถานที่ซึ่งยากจะหลีกเลี่ยงต่อการรักษาระยะห่าง เช่น ทัณฑสถานและค่ายทหาร เป็นต้น

รองศาสตราจารย์ ดร.ทันตแพทย์หญิงศรัญญา ตันเจริญ หัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.พรสวรรค์ เหลืองวุฒิวงษ์
หัวหน้าภาควิชาชีววิทยาและอิมมิวโนโลยี และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อกนิษฐ์ จิตต์มิตรภาพ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยาและอิมมิวโนโลยี คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ทีมนวัตกรผู้คิดค้นน้ำยาบ้วนปากที่มีฤทธิ์ยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด แม้ในเชื้อที่กลายพันธุ์ โดยมีการใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในปริมาณที่เหมาะสมและปลอดภัย ร่วมกับองค์ประกอบที่ไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองในช่องปาก จากการทดสอบในห้องปฏิบัติการในเซลล์เส้นใยเหงือกของมนุษย์ จนเห็นผลจริงในผู้ป่วยที่เข้ารับบริการในโรงพยาบาลทันตกรรม คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทันตแพทย์สุรกิจ วิสุทธิวัฒนากร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทันตกรรม คณะทันตแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า นวัตกรรมดังกล่าวสามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านการปลอดเชื้อ โดยไม่เกิดผลข้างเคียงต่อเยื่อบุภายในช่องปาก และคาดว่าจะสามารถช่วยปรับระดับความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างปลอดภัยให้กับประชาชนทั่วไปในวงกว้างได้ โดยได้ผ่านการทดสอบและรับรองผลการใช้จริงกับผู้ป่วย
โรงพยาบาลทันตกรรม และได้รับการยื่นจดอนุสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งดำเนินการโดยสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล

 

รพ.สนามธรรมศาสตร์ หวั่น ระลอก 5ž  แนะเตรียมตัวทั้งระบบ
อย่างเร็วตุลาฯ
อย่างช้าปลายปี?

ไม่เพียงการรับมือสถานการณ์ปัจจุบัน แต่พรุ่งนี้ก็สำคัญยิ่ง โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ เปิดเผยข้อเขียนผ่านเพจเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาโดยสรุปที่น่าสนใจว่า หลังมาตรการคลายล็อกคงจะมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมที่ทำให้มีการสัมผัสใกล้ชิดระหว่างผู้คนมากขึ้น ซึ่งก็แน่นอนว่าจะทำให้เกิดการติดเชื้อจากผู้ป่วยที่มีอาการและไม่ทราบว่าตนเองป่วยมากขึ้นกว่าเดิมประกอบกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคได้ยังไม่มากนัก จนถึงวันนี้ ตัวเลขผู้ที่ได้รับวัคซีนครบสองเข็มทั่วประเทศยังอยู่ที่ประมาณ 7.36 ล้านคนเท่านั้น ดังนั้น สถานการณ์ของ ระลอก 5ž

จากตัวอย่างที่เกิดขึ้นในหลายประเทศจะมาหลังจากนี้ คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยอย่างแน่นอน ส่วนจะมาเมื่อไหร่ คาดเดาไม่ได้ชัดเจน อย่างเร็วอยู่ในเดือนตุลาคม อย่างช้าก็คงเป็นช่วงปลายปี ซึ่งคงต้องเตรียมตัวกันให้ดีทั้งระบบ

คงต้องเตรียมตัวกันให้ดีทั้งระบบโรงพยาบาล ระบบบริหารบุคลากร ยาและเวชภัณฑ์ ตลอดจนการบริหารจัดการเรื่องระบบดูแลผู้ป่วย ซึ่งทุกประเทศในโลกจะมีผู้ป่วยเวฟ (ระลอก) ใหม่เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าเท่าตัวไปจนถึง 4-5 เท่าของเวฟ ก่อนหน้านั้น…เรารับรองว่า เราจะใช้เวลาที่มีอยู่นี้ ช่วยกันเตรียมคน เตรียมยา และเวชภัณฑ์ ตลอดจนเตรียมวอร์ดต่างๆ ให้พร้อมมากกว่าที่ทำมาก่อนหน้านี้Ž รพ.สนามธรรมศาสตร์ระบุ

เป็นสถานการณ์ที่ทุกภาคส่วนพยายามอย่างยิ่งในการฝ่าฟันให้พ้นผ่านเพื่อให้ความสูญเสียเกิดขึ้นน้อยที่สุด

ทีมข่าวเฉพาะกิจ