บรรยากาศซึมเซาคราวโควิดบุกโลก ไม่อาจทำลายความเข้มข้น เร้าใจ ในทุกตัวอักษรจากผลงานหนังสือเล่มหลากหลายใต้หลังคา “สำนักพิมพ์มติชน” โดยเฉพาะแนวถนัด อย่างประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม
ล่าสุด มีทั้งหนังสือออกใหม่ หนังสือใกล้คลอด ไปจนถึงหนังสือพรีออเดอร์แบบ “ลิมิเต็ด อิดิชั่น” ให้เลือกสรรหาอ่านและหาทำกันตามชอบ

‘ปฏิวัติ ร.ศ.130’ บันทึกความทรงจำ
บนทางแพร่งแห่งการต่อสู้
เริ่มกันที่พรีออเดอร์ฉบับล้ำค่า อย่าง ปฏิวัติ ร.ศ.130 บันทึกความทรงจำร่วมของ ร.ต.เหรียญ ศรีจันทร์ และ ร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์ ซึ่งบอกเล่าถึงความเป็นมาของการก่อตัวทางความคิดในการพยายามปฏิวัติทางการเมืองของ “คณะ ร.ศ.130” ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ความพยายามปฏิวัติ ร.ศ.130 ไม่เป็นเพียงความเคลื่อนไหวทางการเมืองสำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ของสยามเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดฉากวิวาทะระหว่างฝ่ายที่ต้องการรักษากับฝ่ายมุ่งเปลี่ยนแปลงอำนาจการเมืองที่จินตภาพถึงอนาคตของสยามที่วางอยู่บนทางสองแพร่ง ระหว่าง “ศิวิไลซ์หรือศรีวิลัย” “ความเสื่อมหรือความเจริญ” “อนุรักษนิยมหรือเสรีนิยม” “ราชาธิปไตยหรือประชาธิปไตย” หรือแม้กระทั่ง “ลิมิเต็ด โมนากี หรือรีปับลิก”
แม้สยามจะเดินผ่านเหตุการณ์ครั้งนั้นมานานถึงร้อยปีแล้วก็ตาม แต่การวิวาทะถึงความเปลี่ยนแปลงของไทยยังคงดำเนินต่อไปบนเส้นทางของความไม่สิ้นสุดของภาวะสมัยใหม่
เนื้อหาภายในเล่มเข้มข้น ร้อนแรง ราวนวนิยายขายดี ทว่า เป็นเรื่องจริงในไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ ตั้งแต่เป้าหมายของการปฏิวัติ การขยายแนวร่วม การทรยศหักหลัง น้ำใจของเพื่อนนักปฏิวัติ การถูกจับกุมและไต่สวน การถูกคุมขังลงทัณฑ์ ชีวิตนักโทษการเมืองในคุก ชีวิตนักปฏิวัติหลังการพ้นโทษ และการสนับสนุนการปฏิวัติ 2475
บันทึกความทรงจำเล่มนี้ ถือเป็นงานเขียนสำคัญและถูกใช้เป็นหลักฐานในการศึกษาเหตุการณ์ครั้งนั้นมากที่สุด
บันทึกดังกล่าว เล่าถึงการเข้าพบ ปรีดี พนมยงค์ ความตอนหนึ่งว่า
“….เมื่อสิ้นสุดการสนทนาระหว่างหัวหน้าคณะปฏิวัติ 2475 ฝ่ายทหารกับชาวคณะ ร.ศ.130 แล้ว ท่านเชษฐบุรุษก็ได้บอกแก่คณะของเราว่า คุณหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ต้องการพบคณะเราอยู่เหมือนกัน พวกเราทุกคนจึงพากันตรงเข้าไปยังโต๊ะทำงานซึ่งเต็มไปด้วยความคร่ำเคร่งของคุณหลวงประดิษฐ์ฯ ผู้ทำหน้าที่ในทางสมองของคณะปฏิวัติ 2475
ท่านปรีดี พนมยงค์ (นามปัจจุบันของท่าน) ได้กล่าววาทะอย่างนุ่มนวลออกมาครั้งแรกเมื่อพบพวกเราว่า พวกผมถือว่าการปฏิวัติครั้งนี้เป็นการกระทำต่อเนื่องกันมาจากการกระทำเมื่อ ร.ศ.139 จึงขอเรียกคณะ ร.ศ.130 ว่า พวกพี่ๆ ต่อไป โดยท่านได้ให้อรรถาธิบายว่า เมื่อชาวคณะ ร.ศ.130 ถูกจับกุมครั้งกระนั้น ท่านยังมีอายุได้เพียง 11 ขวบ …..
ครั้นโอกาสอำนวยให้ท่านได้ออกไปศึกษาวิชากฎหมายและเศรษฐศาสตร์ ณ ประเทศฝรั่งเศส ท่านก็เริ่มต้นลงมือคิดที่จะทำการปฏิวัติประเทศไทยต่อจากคณะ ร.ศ.130 ดั่งที่ได้อุบัติผลทางการเมืองขึ้นแล้ว เมื่อ
พ.ศ.2475 ซึ่งเป็นระยะเวลาห่างกันกับร.ศ.130 เพียง 20 ปี เท่านั้นเอง…”
ถามว่า ‘ปฏิวัติ ร.ศ.130’ ฉบับที่พิมพ์โดย สนพ.มติชน พิเศษตรงไหน ก็ต้องชี้เป้าไปที่ภาคผนวก ซึ่งเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ คณะ ร.ศ.130 จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ รวบรวมและอธิบายโดย
ณัฐพล ใจจริง นักวิชาการชื่อดัง นอกจากนี้ ยังเพิ่มภาพประกอบและเพิ่มบทความพิเศษอีก 2 เรื่อง เพื่อสมบูรณ์มากขึ้น ได้แก่
1.จาก “คณะ ร.ศ.130” ถึง “คณะราษฎร” : ความเป็นมาและความคิด “ประชาธิปไตย” ในประเทศไทย โดย ณัฐพล ใจจริง
2.อนุสรณ์คณะ “เก๊กเหม็ง” สยาม ร.ศ.130 เขียนโดย นริศ จรัสจรรยาวงศ์
คอประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

แหงนชม ‘ศิขระ-วิมาน’ ล้วงลึก
‘บทบาทศิลปะอินเดีย’ ต่อเอเชียอาคเนย์
มาเป็นแพคคู่ที่เข้มข้นทุกหน้ากระดาษ
ผลงาน ศ.ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ศิลปะอินเดียอันดับต้นๆ ของไทย
เสกตำราวิชาการอ่านง่ายในรูปแบบพ็อคเก็ตบุ๊ก 2 เล่มเติมเต็มทุกอณูแห่งความใคร่รู้ด้านภารตะในแง่มุมศิลปะยุคเก่าก่อน
เริ่มที่ อาคารทรง ศิขระ-วิมาน ซึ่งแปรรูปมาจากวิจัย จึงไม่ต้องสงสัยถึงความแน่นหนักของข้อมูลหลักฐานในการค้นหาที่มาของสถาปัตยกรรมเอเชียอาคเนย์ระยะต้น โดยอาศัยการสืบค้นอาคารทรงศิขระและวิมานในศิลปะอินเดีย
ตระการตาหนักมากจากภาพประกอบสี่สีทั้งเล่ม
ตามด้วย “บทบาทของศิลปะอินเดียต่อเครื่องแต่งกายประติมากรรมบุคคลในเอเชียอาคเนย์” ซึ่งจะจูงมือผู้อ่านไปร่วมวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์โดยละเอียดของเครื่องแต่งกายแต่ละส่วน
มกุฎ หาระ มุกตยัชโญปวีต อชินวาสตรยัชโญปวีต กฏิสูตร เข็มขัด ผ้านุ่ง และอีกมากมาย ที่จะไขปริศนาความสัมพันธ์ของศิลปกรรมในเอเชียอาคเนย์ต่อสกุลช่างทางศิลปกรรมในอินเดียในระยะก่อนพุทธศตวรรษที่ 19
ไม่เพียงเท่านั้น ยังอาจสะท้อนให้เห็นเส้นทางการติดต่อที่หลากหลาย และการเข้ามาของกลุ่มคนรวมถึง พระภิกษุ พราหมณ์ และช่างประติมากร ที่มาจากหลากหลายพื้นที่ของอินเดียมาสู่เอเชียอาคเนย์อีกด้วย
แน่นอนว่าเล่มนี้ ก็สี่สีทั้งเล่ม จัดเต็มความอลังการ

เป็น 2 เล่มที่ผู้สนใจศิลปะโบราณในเอเชียอาคเนย์ต้องมีไว้ในตู้หนังสือ

ฝรั่งรุกพระนั่งเกล้าฯ การทูตสยามคราวจักรวรรดินิยมบุกอุษาคเนย์
ปิดท้ายด้วยผลงานที่ใกล้คลอดขึ้นแผงหนังสือเข้าไปทุกที แต่เป็นที่โจษจันตั้งแต่ยังไม่เห็นตัวเล่ม สำหรับ “ฝรั่งรุกพระนั่งเกล้าฯ การทูตสยามคราวจักรวรรดินิยมบุกอุษาคเนย์” ผลงาน ศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ และ วิกัลย์ พงศ์พนิตานนท์
ฉายภาพเกมการต่างประเทศยุคจักรวรรดินิยม ซึ่งมีเพียงการทูตอันชาญฉลาดเท่านั้นที่จะรักษาอธิปไตยไว้ได้
ประวัติศาสตร์สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หาใช่เป็นเพียงยุคสมัยของการค้า การพระศาสนา หรือการรักษาความมั่นคงภายในประเทศไม่ รัชสมัยของพระองค์ยังเป็นยุคที่สยามต้องเผชิญกับภัยคุกคามครั้งใหญ่จากจักรวรรดินิยมอังกฤษ มหาอำนาจตะวันตกชาติแรกที่ขยายแสนยานุภาพเข้ามายังภาคพื้นทวีปอุษาคเนย์ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งมิได้เพียงมุ่งครองเส้นทางการค้าเท่านั้น ทว่ายังหมายครอบครองดินแดนอันอุดมไปด้วยทรัพยากรพร้อมแรงงานจำนวนมหาศาล
เพื่อให้ได้มาซึ่งความต้องการของตน จักรวรรดินิยมอังกฤษจึงบุกดินแดนอุษาคเนย์ด้วยนโยบายเรือปืน ราชอาณาจักรอังวะต้องเผชิญกับสงครามครั้งใหญ่ที่สร้างความสั่นคลอนอย่างใหญ่หลวง ส่วนราชอาณาจักรสยามที่มีพรมแดนติดกันนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงกระทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตย ไม่ว่าจะด้วยการข่าวที่แม่นยำ ประสบการณ์สั่งสมยาวนาน และพระอัจฉริยภาพด้านการต่างประเทศ
ฉายภาพประวัติศาสตร์สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวในอีกมุมมองหนึ่งที่ไม่ใช่ยุค Old Siam แต่เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญที่สยามได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทต่อรองกับมหาอำนาจตะวันตก
แฟนประวัติศาสตร์ และแฟนพันธุ์แท้ผู้เขียน เตรียมคว้าไว้ในครอบครองได้ในอีกไม่ช้า
ทั้งหมดนี้ คือเรื่องราวของเมื่อวาน ที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับวันนี้อย่างไม่อาจพรากออกจากกัน สนใจสั่งซื้อ ติดต่อ สำนักพิมพ์มติชน 02 589 0020 www.matichonbook.com
fb: Matichon Book

