สภาพ! จากวัดสร้อยทองถึงห้อง CA 303 ศาสนา การเมือง เรื่อง (ไม่) บันเทิง

11.09.21 | 14:14 น.
สภาพ! จากวัดสร้อยทองถึงห้อง CA 303 ศาสนา การเมือง เรื่อง (ไม่) บันเทิง
2 มหาวัดสร้อยทอง พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต และพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ เยือนสัปปายะสภาสถาน รัฐสภาเกียกกาย คุยปมไลฟ์สดสะเทือนทุกวงการ

สภาพ! วาทะติดปาก มหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ 1 ใน พส. ที่ย่อมาจาก พระสงฆ์ กลายเป็นคำฮิตในโลกออนไลน์วันนี้ หลังจับมือ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต แสดงธรรมผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ นำมาซึ่งการชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมายของอุบาสก อุบาสิกาอย่างพร้อมเพรียงกันกว่า 2 แสนคน ยอดผู้ชมโดยรวมแต่ละครั้งเข้าสู่หลักล้าน

จะด้วยความฮา เข้าถึงง่าย ความน่าสนใจในหลักธรรม หรือเหตุผลใดก็ตาม ที่แน่ๆ ได้นำมาทั้งเสียงชื่นชมและก่นด่า ทั้งวิวาทะ และวิพากษ์ ทั้งเห็นด้วยและคัดค้าน ทั้งติติงและสนับสนุน จากภาคส่วนต่างๆ อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสชาวเน็ต พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขยายไปจนถึงการนิมนต์ไปฉันเพลนอกสถานที่ ณ สัปปายะสภาสถาน รัฐสภาเกียกกาย เมื่อพุธที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา

จากหน้าจอโทรศัพท์มือถือในการถ่ายทอดสด ณ วัดสร้อยทอง สู่ห้องประชุม CA 303 เพื่อสนทนาธรรมกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร

สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการด้านศาสนาชื่อดัง ถึงกับติดแฮชแท็ก #ไทยไม่ใช่รัฐศาสนา พร้อมระบุด้วยว่า กมธ.ศาสนาฯ ‘ทำเกินอำนาจหน้าที่’ เช่นเดียวกับ ชำนาญ จันทร์เรือง ที่ยกมุมมองทางกฎหมายออกมายืนยันว่า พระภิกษุสงฆ์มิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่คณะกรรมาธิการจะสามารถเรียก/เชิญ/ออกคำสั่งให้มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการว่าประพฤติผิดวินัยสงฆ์ หรือประพฤติตนเหมาะสมหรือไม่

‘ถ้าจะเรียกก็ต้องเรียกผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ’

Advertisement

สุดท้าย กมธ.ศาสนาฯ บอกว่า ไม่ใช่การเรียกมา ‘ชี้แจง’ หากแต่เป็นการ ‘แลกเปลี่ยนความเห็น’ ต่างหาก

“นึกว่ามางานเมืองคานส์” คือคำกล่าวของพระมหาไพรวัลย์ ต่อกองทัพสื่อมวลชน ก่อนเดินพรมแดงไปยังแบ๊กดรอปที่มีฉากหลังเป็นโลโก้พานแว่นฟ้าในกรอบวงกลมให้สัมภาษณ์ปมไลฟ์สดทางโซเชียลมีเดีย

ชวนให้นึกถึงวาทะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ไม่ทราบลำดับ) ของพรรคพลังประชารัฐ อย่าง ไพบูลย์ นิติตะวัน ที่เคยบอกว่า “ควรลาสิกขาไปเป็นดารา”

แม้ฉาบเคลือบด้วยเสียงหัวเราะ ทว่า นี่ไม่ใช่เพียงประเด็นบันเทิง ถึงจะมีคนบันเทิงเข้าไปเป็นตัวละครประกอบประปราย หากแต่เป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่ควรหยิบข้อเสนอของนักวิชาการมากมายในประเด็นหลากหลาย โดยเฉพาะการแยกศาสนาออกจากรัฐ ซึ่งเคยมีการถกเถียงกันหลายครั้งในช่วงหลายปีออกจากหีบลายรดน้ำมาปัดฝุ่นอีกครั้ง

‘แยกศาสนาจากรัฐ’ สู่วัน ‘เถรวาทไทย’ โคตรครีเอทีฟ

เริ่มด้วยคอมเมนต์สดๆ ร้อนๆ จาก วิจักขณ์ พานิช นักวิชาการด้านศาสนา ที่กล่าวถึงพุทธไทยที่ในวันนี้ ‘พระสงฆ์รุ่นใหม่’ พากันปรับตัวตามยุคสมัย พร้อมทั้งตั้งคำถามต่ออัตลักษณ์เถรวาทมากขึ้นเรื่อยๆ และเชื่อว่าถ้าวันหนึ่งสังคมไทยแยกศาสนาจากรัฐได้ พุทธเถรวาทไทยนี่แหละ ‘จะโคตรครีเอทีฟ’

“พุทธเถรวาทบอกว่าหลายอย่างปรับไม่ได้ เพราะเราปฏิบัติตาม original teaching เคร่งครัดทุกรายละเอียด เราเถรตรง เราไม่ย่อหย่อน เราไม่บิดเบือน อัตลักษณ์ที่ทำให้เถรวาทเป็นเถรวาทคือการไม่ปรับเปลี่ยน แถมยังพยายามย้อนกลับไปหาวิถีดั้งเดิมแบบสมัยพุทธกาล เพื่อปรับกลับไปให้ตรงสิ่งที่เคยเป็นในอดีตอีกด้วย พระเล่นกีตาร์เหรอ? …ไม่ได้ พระตุ๊ด พระแต๋วเหรอ? …ไม่ได้ ผู้หญิงบวชเหรอ? …ไม่ได้ เราไม่ใช่มหายานนะ

อัตลักษณ์เถรวาทแบบนี้นอกจากจะทำไม่ได้จริงแล้ว ยังเลือกปฏิบัติ แถม hypocrite อีกด้วย แต่ทำไงได้ ก็ต้องยึดไว้ เพราะนี่คืออัตลักษณ์ที่ทำให้เถรวาทเป็นเถรวาท (?)

ดูเหมือนว่าพระรุ่นใหม่ๆ จะตั้งคำถามต่ออัตลักษณ์เถรวาทมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มขยับ เริ่มปรับ เพราะแบบเดิมมันอยู่ไม่ได้ มันเกิดแรงขับที่อยากจะเปิด อยากจะเข้ามาสัมพันธ์กับโลก ใกล้ชิดกับโยม กับวัยรุ่น ถ้าเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองมีไม่ได้ พระสามกีบก็เป็นไม่ได้ อย่างน้อยก็ยังมีเสรีภาพในพื้นที่สื่อใหม่ล่ะวะ พระอินฟลูเอ็นเซอร์ ยอดไลค์ ยอดฟอล คนติดตามไลฟ์สด มันต้องมี มันยังพอเป็นไปได้ และเป็นช่องทางที่พระจะมีส่วนร่วมกับสังคมได้”

วิจักขณ์ แสดงความเห็นผ่านแพลตฟอร์มเดียวกับไลฟ์สดของ 2 พส. ทั้งยังหยิบยกคำถามที่เจ้าตัวยอมรับว่า อาจ ‘เชย’ และ ‘ไม่เสรีนิยมเท่าไหร่’

“คำถามคือ แล้วอัตลักษณ์เถรวาทล่ะ โยนทิ้งเลยไหม? หรืออัตลักษณ์ใหม่ของพุทธเถรวาทคืออะไร?

อาจจะเป็นคำถามที่ดูเชยๆ และไม่เสรีนิยมเท่าไหร่ แต่ผมมีคำถามนี้จริงๆ ถ้าวันหนึ่งสังคมไทยแยกศาสนาจากรัฐได้จริงๆ

ผมคิดว่าพุทธเถรวาทไทยนี่แหละจะโคตร creative แบบที่เซน มหายาน หรือวัชรยานจะเหวอตกเก้าอี้ไปเลย

แต่การปรับเปลี่ยนที่ว่าจะเป็นเพียงแค่ปฏิกิริยาของวิกฤตอัตลักษณ์ หรือมาจากการเข้าใจตัวเอง เคารพตัวเอง และซื่อตรงในตัวเอง ของจิตวิญญาณพุทธเถรวาทจริงๆ อันนี้ยังเป็นคำถาม”

สนทนาธรรมกับคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร

พุทธศาสนาแบบรัฐไม่ใช่พุทธศาสนา ธรรมวินัยแบบรัฐไม่ใช่ธรรมวินัย

แน่นอนว่าประเด็นการแยกศาสนาออกจากรัฐนี้ เคยถูกเสนอมาพักใหญ่ ย้อนไปเมื่อ พ.ศ.2561 วิจักขณ์ เคยยิงหมัดตรงเสนอยกเลิกมหาเถรสมาคม สำนักพุทธ องค์กรศาสนาของรัฐ แล้วทำให้พุทธศาสนากลับสู่เสรีภาพของผู้นับถือศรัทธา ดำเนินงานไปในรูปองค์กรเอกชน มูลนิธิ บริษัท หรืออะไรก็ตามแต่ ที่ตรวจสอบได้เป็นมาตรฐานเดียว ธรรมวินัยกลับมาเป็นกฎหมู่ของการตรวจสอบตัวเองและตรวจสอบกันเองของกลุ่มผู้นับถือศรัทธา ส่วนรัฐก็เป็นกลางทางศาสนา บนจุดยืนของความเป็น secular state (รัฐโลกวิสัย)

“เวลามีปัญหาในสถาบันสงฆ์ เรามักสรุปว่าเป็นปัญหาเรื่อง ‘ธรรมวินัย’ อาจมีกลุ่มที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปพระศาสนา เพื่อชำระสะสางธรรมวินัย นั่นคือทำให้กฎหมายคณะสงฆ์มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น เพื่อจะให้ไม่มีพระกล้าทำผิดพระวินัยอีก วิธีคิดนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า ธรรมวินัยจะช่วยปราบปรามคอร์รัปชั่นในวงการสงฆ์ได้ ซึ่งไม่จริง

องค์กรศาสนาส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นสำนักพุทธศาสนา มหาเถรสมาคม พยายามทำให้ธรรมวินัย ซึ่งเป็นกฎหมู่ มีความศักดิ์สิทธิ์เหมือนเป็นกฎหมาย แต่ยิ่งทำเช่นนั้นก็ยิ่งทำให้ธรรมวินัยหมดความเป็นธรรมวินัย ธรรมวินัยที่ใช้ๆ กันเป็นกฎหมายจับผิดคนอื่นแบบนี้แหละที่ทำให้เสื่อม คือ หมดจิตวิญญาณของการตรวจสอบตัวเองและตรวจสอบกันเองในหมู่คณะ ดิ้นได้ไปตามลำดับชั้นผู้มีอำนาจ”

นักวิชาการท่านนี้ ยังย้ำว่า สิ่งที่ต้องการบอกก็คือ พุทธศาสนาแบบรัฐไม่ใช่พุทธศาสนา และธรรมวินัยแบบรัฐไม่ใช่ธรรมวินัย ดังนั้น การปฏิรูปพระศาสนาโดยรัฐ ไม่ได้ช่วยแก้วิกฤต

จากหมัดของวิจักขณ์ ตัดฉากมายังปรากฏการณ์แห่ดู แห่เมนต์ แห่ขำ และแห่ขายของ ในไลฟ์ 2 มหาวัดสร้อยทอง ซึ่งเมื่อมีเสียงวิพากษ์เชิงลบจากสังคม ไม่ว่าจะมากมาย หรือกระเส็นกระสาย ก็ต้องไปแวะไปหาครูใหญ่ชื่อ ‘สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ’ (พศ.) เพื่อให้ตรวจการบ้านว่าการกระทำเช่นนี้เช่นนั้น ผิดวินัยสงฆ์ หรือไม่ อย่างไร ?

สำหรับรอบนี้ ณรงค์ ทรงอารมณ์ ผอ.สำนักพุทธ บอกว่า เท่าที่ดูแล้วไม่ถือว่ามีความผิดวินัยรุนแรงของพระสงฆ์ โดยมอบหมายให้ สิปป์บวร แก้วงาม โฆษก พศ.เป็นผู้ดูแลเรื่องนี้ แต่โดยขั้นตอนหลักขั้นตอนต้องเป็นเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ซึ่งขณะนี้เจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง ทำหน้าที่รักษาการณ์อยู่ แม้ไม่ได้แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ แต่มีอำนาจเต็มที่จะปกครอง ‘สั่งการ’ อย่างหนึ่งอย่างใดได้ตามเห็นสมควร

อาจารย์สิปป์บวร ผู้รั้งตำแหน่งรอง ผอ.สำนักพุทธด้วยนั้น ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวกราก ก็ไม่เอาเรือไปขวาง ให้คำตอบนักข่าวในประเด็นดังกล่าวว่า ‘จะไม่วิเคราะห์แทนพี่น้องประชาชน’

“โดยส่วนตัวจะไม่ไปวิเคราะห์แทนพี่น้องประชาชน เพราะเชื่อว่าประชาชนมีองค์ความรู้ มีความคิดเป็นของตนเอง สามารถวินิจฉัย พินิจพิเคราะห์ได้เองว่า การแสดงลักษณะนี้อยู่ในความสำรวมของสงฆ์หรือไม่ …การเผยแผ่พระพุทธศาสนาถือเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว…แต่สิ่งสำคัญในความเป็นพระภิกษุสงฆ์คือ ความสำรวมในความเป็นสงฆ์ ซึ่งตนเชื่อว่าประชาชนสามารถพิจารณาได้เองว่าพระทั้ง 2 รูป ที่เผยแผ่พุทธศาสนาผ่านไลฟ์สดนั้นมีความเหมาะสมหรือไม่”

นอกจากนี้ ยังระบุถึงแง่มุมเชิงกฎหมาย ว่าการพิจารณาถึงความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมนั้น เป็นหน้าที่ของเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ หรือเจ้าอาวาส ที่เป็นผู้บังคับบัญชาขั้นต้นของพระทั้ง 2 รูป โดย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ได้บัญญัติไว้ชัดเจนในมาตรา 38 ว่า เจ้าอาวาสมีหน้าที่อบรมบ่มนิสัยบรรพชิตและคฤหัสถ์ให้ตั้งอยู่บนความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา และหากบรรพชิตและคฤหัสถ์ไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสสามารถขับไปเสียจากวัดได้

พุทธโธ่! พุทธแท้ พุทธไทย ทบทวนหลักสูตร เชื่อมโลกสมัยใหม่

‘พุทธแท้พุทธคืออะไรตับไตไส้พุง
หรือสบงที่นุ่งก็ดูสวยดี
พุทธที่บังสุกุล พุทธยี่ห้อน้ำมนต์
พุทธเพราะว่าไม่จนมีปัจจัยให้จ่าย
พุทธแท้ต้องทำอย่างไรสวดมนต์ทั้งวัน
เดินจงกรมทุกวัน ไม่สนสายตาใคร
ซึ่งฉันไม่เข้าใจ ขอเป็นพุทธไทยละกัน’

พุทธแท้….ยังไง เพลงแปลจาก ‘รักแท้….ยังไง’ ของ น้ำชา ชีรณัฐ นักร้องสาวว่าที่คุณแม่ ซึ่งไม่ใช่มุขใหม่ แต่ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งในดราม่าวิวาทะ 2 พส.ไลฟ์สด เมื่อเกิดคำถามถึง ‘ความเหมาะสม’ โดยเฉพาะอาการสำรวมตามสมณสารูป

ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยตั้งข้อสังเกตประเด็นในทำนองนี้มาแล้ว ว่าดูเหมือนฆราวาสสมัยใหม่จะรู้ดี และประกาศตนว่าเป็น ‘พุทธแท้’ มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในหมู่คนที่มีการศึกษา ซึ่งเชื่อว่าตนมีทั้่งความรู้ในทางโลกและทางธรรมเหนือกว่าคณะสงฆ์ในภาพรวมเห็นได้จากความสนใจและความเห็นในความต้องการจะตรวจสอบพฤติกรรมของสงฆ์ทั้งในแง่ตัวบุคคลและสถาบัน วัดและมหาเถรสมาคมมากขึ้น ความซับซ้อนในแง่ของการตั้งคำถามระหว่างการแบ่งแยกทางธรรมกับทางโลกมากขึ้น

ผศ.ดร.พิชญ์ยังหวังว่าจะเห็นการถกเถียงตีความในเรื่องของหลักคำสอนให้มีความยืดหยุ่นและเปิดกว้างต่อการเปลี่ยนแปลงและการตีความมากกว่าท่าทีที่ออกจะเป็นเรื่องของการกวดขันและสร้างวินัยในทุกๆ เรื่อง รวมถึงชี้เป้าในมิติการรับฟังและความพยายามเข้าใจโลกของสงฆ์

“เราไม่ค่อยได้ยินเสียงในหมู่พระเองว่าท่านมีโลกทัศน์อย่างไร และมีความพยายามในการสนทนากันเพื่อปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาของสงฆ์อย่างไรที่จะเชื่อมโยงโลกสมัยใหม่กับโลกของพุทธศาสนาเข้าด้วยกันมากนัก”

ความยืดหยุ่นให้กับการตีความพุทธศาสนาให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงทางโลกทั้งเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น

ดูหนังให้จบม้วน ‘อนาคตในวงการสงฆ์’ ที่ไม่เคยใฝ่ฝัน

ปิดท้ายด้วยอีกหนึ่งประเด็นร้อนฉ่า เมื่อ พระเทพปฏิภาณวาที หรือ เจ้าคุณพิพิธ แห่งวัดสุทัศนเทพวราราม ออกมากระซิบผ่านสื่อว่า ‘พระผู้ใหญ่หลายรูปไม่ปลื้ม’ แม้ 2 พส.จะสร้างสถิติยอดรับชมธรรมะถล่มทลายอย่างไม่เคยมีมาก่อน จึงห่วงใยอนาคตในวงการคณะสงฆ์ ถ้าให้แนะนำ ควรปรับโดยใช้หลักธรรมทางพุทธศาสนา และพระพุทธวจนะเป็นแกนหลัก ส่วนมุขตลก หรือแก๊ก เป็นหนึ่งในหลักการเทศน์อยู่แล้ว

“ไม่ตำหนิ แต่ถ้าปรับเปลี่ยนให้เข้ากระบวนการของการแสดงธรรมมาตรฐาน ตลกนิดๆ สาระเยอะกว่า เข้าประเด็น จะได้ไม่มีใครมาว่าได้ในประเด็นไม่ถูกสมณสารูป…พระผู้ใหญ่หลายรูปมาเปรยกับอาตมา พระผู้ใหญ่ไม่ปลื้มเลย อาตมาเป็นห่วงว่าทั้ง 2 จะไม่มีอนาคตในวงการคณะสงฆ์ ขนาดการเมืองนิดๆ หน่อยๆ ที่อาตมาพูด ยังร้อนระอุ อาตมาเคยโดนตำหนิมาก่อนแล้ว ผ่านมาหมดแล้ว

เจ้าคุณพิพิธ แนะนำในฐานะ ‘รุ่นพี่’ ผู้ประสบภัยมาก่อน สุดท้ายโดนคณะทัศนาจรนำรถบัสไปจอดเต็มลานวัดสุทัศน์ พูดง่ายๆ คือ ‘ทัวร์ลง’

ส่วนพระมหาไพรวัลย์ ก็โพสต์เฟซบุ๊กสั้นๆ ว่า

“ไม่เคยเป็นคนที่ใฝ่ฝันถึงอนาคต เพราะชีวิตทั้งหมดยกให้กับปัจจุบัน จะไร้อนาคตก็ได้ ถ้าปัจจุบันยังมีความสุข และพึงพอใจกับชีวิตของตัวเองอยู่”

แฟนคลับพระมหาไพรวัลย์ส่งเค้กส้มให้กำลังใจทีม พส.
พระมหาสมปองเปรียบธรรมะเหมือนกาแฟมีหลากรสหลายแบบแล้วแต่คนชอบ

ตัดจบบทสนทนาเรื่องอนาคตในวงการสงฆ์เป็นที่เรียบร้อย แต่ชาวเน็ตไม่จบ กระทำการค้นคว้า ระบบสมณศักดิ์ จากถ้อยคำ ‘อนาคตในวงการสงฆ์’ พร้อมนำตัวเลขเงินประจำตำแหน่ง หรือ ‘นิตยภัต’ มานำเสนอในตารางอย่างรัวๆ

คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง อาจารย์ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เคยวิเคราะห์ไว้ผ่านข้อเขียนในมติชนสุดสัปดาห์ตั้งแต่ปี 2563 ว่า ปัจจุบันสมณศักดิ์คือเรื่องยศถาฯ แบบเดียวกับขุนนางโบราณ (ที่ฝ่ายฆราวาสไม่มีแล้ว) พ่วงไปกับอำนาจการปกครองและเงินประจำตำแหน่ง (นิตยภัต)

“ที่จริงวัฒนธรรมอวยที่ปรากฏในทางศาสนาของบ้านเรายังมีอีกหลายอย่าง เช่น ระบบสมณศักดิ์และระบบการปกครองที่เลียนแบบพวกฆราวาส ต้องบอกว่า พระพุทธะท่านคิดระบบการปกครองโดยพระธรรมวินัยเอาไว้แล้วเป็นเรื่องความสัมพันธ์ ครู-ศิษย์ที่ว่ากล่าวดูแลกันไปอย่างหลวมๆ ไม่ได้เป็นไปอย่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา

แม้ปราชญ์อย่าง อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ จะเคยบอกว่า การมีสมณศักดิ์เป็นเรื่องที่พระราชาได้ยกย่องพระดีให้เป็นที่ประจักษ์ แต่นั่นมันเรื่องของอดีต เพราะทุกวันนี้เราก็รู้กันว่าพระหลายรูปไต่เต้าจะมีสมณศักดิ์สูงเหมือนกับระบบราชการทั่วๆ ไป ไม่ใช่การยกย่องพิเศษอะไร” อาจารย์ปรัชญาชี้

จากการทบทวรรณกรรม กลับมายัง 2 พส. ซึ่งล่าสุด พระมหาสมปอง ตอบคำถามสื่อว่า ต่อไปจะยังไลฟ์สดเหมือนเดิมหรือไม่

“เราจะ ล.ร.ร. เราจะ ไลฟ์เรียบร้อย

เช่นเดียวกับคำตอบของพระมหาไพรวัลย์ที่ว่า ‘ไม่ถึงกับเหมือนเดิม’ ที่เพิ่มเติมคือ ‘ปรับให้ดีขึ้น’

“…ดูหนังให้จบม้วนก่อนแล้วค่อยตัดสินว่าคิดอย่างไร และให้เราแก้ไขอย่างไร ก็บอกกันได้ ทุกวันนี้โลกของโซเชียลมันเรียล มันจริงมาก ชอบไม่ชอบ ดีไม่ดี แต่จะเป็นเกณฑ์เลยหรือไม่ อาตมาไม่เคยตั้งไว้ เพราะกลัวเขาว่า จะทำให้รู้สึกนอย หรือรู้สึกแย่ ดังนั้น ลองชั่งน้ำหนักดู ประโยชน์ หรือโทษ อันไหนหนักกว่ากัน เพราะเราเพิ่มประโยชน์และสิ่งดีมีคุณค่าได้” มหาวัดสร้อยทองกล่าว

นี่คือปรากฏการณ์ที่ต้องติดตามท่ามกลางสมรภูมิ ‘แบทเทิล’ ของขั้วความคิดหลากหลาย ในวันที่โลกทัศน์ของญาติโยมยุคใหม่ไม่ยอมถูกปิดกั้นด้วยคัมภีร์ใบลานผูกเดิมอีกต่อไป

พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร