สุจิตต์ วงษ์เทศ : ต่อต้าน ‘ฉบับอัลไต-น่านเจ้า’ เพราะถูกจีนหลอกใช้งาน?

ปสเตอร์ชวนเชื่อเรื่องภัยจากคอมมิวนิสต์ (ภาพจากหนังสือ เขียนจีนให้เป็นไทย ของ สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2564 หน้า 184)

ประวัติศาสตร์ไทยฉบับอัลไต-น่านเจ้า เป็นอันตรายต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านโดยเฉพาะจีน (ต่อจากฉบับเมื่อวาน) เพราะเป็นประวัติศาสตร์ชาตินิยมปลุกเร้า “คลั่งเชื้อชาติไทย” ที่มีจีนเป็นอริราชศัตรู จึงเป็นประวัติศาสตร์บาดหมางสร้างบาดแผลซึ่งถูกเสกสรรปั้นแต่งโดยชนชั้นนำไทยที่ไม่พบหลักฐานวิชาการสนับสนุนทางประวัติศาสตร์โบราณคดี

1.“เชื้อชาติไทย” บริสุทธิ์ไม่มีจริงในโลก แต่ชนชั้นนำไทยรับจากเจ้าอาณานิคมยุโรปแล้วเชื่องมงายพร้อมกับบังคับคนทั้งประเทศให้งมงายตามไปด้วย

2.“คนไทยมีถิ่นกำเนิดบริเวณเทือกเขาอัลไต” อยู่ตอนเหนือของจีน ถูกสร้างขึ้นใหม่จากจินตนาการล้วนๆ โดยนักเขียนนักค้นคว้าแต่งหนังสือส่งประกวด แล้วถูกชนชั้นนำไทยกระพือเป็นเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ไทยเพื่อผลทางการเมืองของพวกตน

3.กลุ่มชาตินิยมคลั่งเชื้อชาติไทย ขยายผลประวัติศาสตร์ไทยฉบับอัลไต-น่านเจ้าใช้งานการเมืองต่อต้านสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์ปิดล้อมจีนตามนโยบายของสหรัฐสมัยสงครามเย็น

ไทยตัดสัมพันธไมตรีทางการทูตทั้งหมดกับเพื่อนบ้านตั้งแต่จีน ลงไปถึงเวียดนาม, กัมพูชา, ลาว, พม่า ช่วงสงครามเย็นต่อต้านสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์ปิดล้อมจีน ส่งผลสะเทือนอย่างยิ่งต่อการทำงานศึกษาค้นคว้าวิชาการเรื่องไทยเป็นใคร? มาจากไหน? เพราะนักวิชาการที่จะทำวิจัยค้นคว้าเรื่องนี้ไปต่อไม่ได้ เพราะหลักฐานสำคัญอยู่บริเวณ “โซเมีย” ทางตอนใต้ของจีนซึ่งรวมประเทศเพื่อนบ้าน แต่ถูกรัฐบาลห้ามติดต่อสื่อสาร ใครฝ่าฝืนอาจติดคุก

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี เดินทางไปปักกิ่งเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย-จีน เมื่อ พ.ศ. 2518 (ตามนโยบายของสหรัฐที่ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ไปฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีนก่อนแล้ว) ขณะนั้นผมเป็นบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์รายวันชื่อ ประชาชาติ จึงทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวติดตามทำข่าวนายกรัฐมนตรีไทยไปเมืองจีน พร้อมสื่อมวลชนจากกรุงเทพฯ หลายสิบคน (ผมถูกจัดให้นอนห้องเดียวกับสุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ The Nation) พบปะคนพูดตระกูลภาษาไท-ไต เช่น จ้วง, ลื้อ ฯลฯ ในสถาบันชนชาติที่ปักกิ่ง และสนทนาเล็กๆ น้อยๆ กับชาวลื้อสิบสองพันนาที่เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน แต่ครั้งนั้นผมเลิกสนใจงานประวัติศาสตร์โบราณคดีหมดแล้ว เพราะมุ่งทำหนังสือพิมพ์การเมืองเท่านั้น (แล้วสืบเนื่องจนทุกวันนี้ กรุณาอย่ายัดเยียด “นัก” อื่นๆ มาให้ผม)

ปีรุ่งขึ้น พ.ศ. 2519 มูลนิธิโครงการตำราฯ พิมพ์ครั้งแรกหนังสือชื่อ ความเป็นมาของคำสยาม, ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ โดย จิตร ภูมิศักดิ์ ทั้งเล่มเต็มไปด้วยคำอธิบายพร้อมหลักฐานวิชาการที่ไม่เคยรู้เห็นมาก่อน โดยเฉพาะหลักฐานทางชาติพันธุ์บริเวณ “โซเมีย” ทางตอนใต้ของจีน ผมอ่านอย่างลิงโลดและตาสว่างโพลง ด้วยความอยากรู้กว้างออกไปเลยตามอ่านงานค้นคว้าหลายเล่มเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะเรื่อง สิบสองปันนา ของ บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ ซึ่งช่วยให้เข้าใจมากขึ้นในงานเรื่องความเป็นมาของคำสยามฯ ของจิตร ภูมิศักดิ์ กระตุ้นให้ผมเริ่มฟื้นฟูประสบการณ์เดิมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โบราณคดี โดยเฉพาะประเด็น “บรรพบุรุษของไทยเป็นใคร”

เล่ามาทั้งหมดอย่างย่นๆ ย่อๆ พอเป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่า ครั้งนั้นความกระหายใคร่รู้มีมากต่อเรื่องราวของคนพูดภาษาไท-ไต ในจีน แต่ข้อมูลข่าวสารมีไม่มาก แถมยิ่งทำให้มืดมนเพราะถูกปิดกั้นด้วยการเมืองสงครามเย็น

ประกอบกับบรรยากาศทางการเมืองเสรีนิยมซึ่งต่อต้านการปิดล้อมจีน ต่อต้านการไล่ล่าผู้เลื่อมใสสังคมนิม-คอมมิวนิสต์ ทำให้คนจำนวนมากทั้งนักวิชาการและคนทั่วไปอยากรู้อยากเห็นเรื่องราวเกี่ยวกับเทือกเขาอัลไต, อาณาจักรน่านเจ้าและสิบสองพันนาในมณฑลยูนนาน เพราะไม่มีใครเคยไป (จะมีก็แต่นักคิดนักเขียนนักหนังสือพิมพ์บางคนจากไทยที่ตัดสินใจลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในจีน)

แม้นายกฯ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ฟื้นฟูสัมพันธไมตรีอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ยังไม่เปิดช่องทางให้เดินทางไปศึกษาหรือท่องเที่ยวเขตที่เป็นน่านเจ้า, สิบสองพันนา ซึ่งยิ่งทำให้ความกระหายใคร่รู้มีมาก และอยากมีส่วนร่วมให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นเร็วๆ ด้วยการสร้างทัศนคติที่ดีต่อกัน ไม่ทะเลาะกันเอาเป็นเอาตาย

ประวัติศาสตร์ฉบับอัลไต-น่านเจ้าเป็นเรื่องเสกสรรปั้นแต่งโดยไม่มีหลักฐานวิชาการรองรับ หรือเป็น “นิยาย” ล้วนๆ เพื่อใส่ร้ายจีนรุกรานไทย แล้วเสี้ยมไทยให้เกลียดจีน

เมื่อ อ. เจีย แยนจอง ส่งข้อเขียนเรื่องสิบสองพันนามาให้ลงศิลปวัฒนธรรม ผมตื่นเต้นดีใจมากรีบเอาลงพิมพ์ในฉับพลันโดยที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่อยากมีต้นฉบับแบบนี้ลงพิมพ์ และเมื่อถูกชวนไปตระเวนน่านเจ้ากับสิบสองพันนาก็ยิ่งชอบมากๆ แล้วรีบไปตามกำหนด

“อย่างนี้เท่ากับประชาสัมพันธ์ฟรีให้จีน” มิตรสหายหลายคนพูดกับผมอย่างทีเล่นทีจริง

“กูอยากทำให้ฟรีๆ อยากเป็นพีอาร์ประชาสัมพันธ์ไม่คิดค่าใช้จ่ายให้สิบสองพันนา ถ้าเขาให้ทำอีก กูก็ยินดีทำอีกอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู เพราะกูชอบ ถ้ามึงไม่ชอบก็เรื่องของมึง”

“ไม่คิดว่าจีนใช้มึงเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือ” มิตรสหายถามอีก

“ไอ้ห่า กูอยากเป็นเครื่องมือรับใช้ความถูกต้องชอบธรรมตามหลักฐานประวัติศาสตร์อย่างนี้ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำให้ไทย-จีนไม่ทะเลาะกัน จะได้ไปสำรวจค้นคว้าสะดวก มึงช่วยบอกจีนหน่อยซี กูอยากเป็น—-” ผมแหกปากบอกมิตรสหายเหล่านั้น ทั้งๆ รู้ว่าเป็นไปไม่ได้

ช่วงสงครามเย็นมีการต่อต้านปิดล้อมจีนตามนโยบายของสหรัฐ สังคมไทยลำเอียงเข้าข้างสหรัฐ แล้วต่อต้านจีนทางการเมือง, สังคมและวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้ครั้งนั้นคนไทยไปอเมริกาหรือได้รับเชิญไปดูงานอเมริกา ถือว่าเป็นผู้มีเกียรติ, ฉลาด, ทันสมัย และไม่ถูกล้างสมองเป็นขี้ข้าอเมริกัน แต่ในอีกด้านหนึ่งเมื่อคนไทยไปจีนแผ่นดินใหญ่ หรือได้รับเชิญไปเยือนจีนแผ่นดินใหญ่ จะถูกเข้าใจเป็นพวกสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์ ไม่มีเกียรติ ไม่ฉลาด ไม่ทันสมัย และต้องถูกล้างสมองเป็นขี้ข้าคอมมิวนิสต์

น่าประหลาดที่ปัจจุบันยังมีผู้คิดอย่างนี้ แล้วกล่าวหาผู้ต่อต้านประวัติศาสตร์ไทยฉบับอัลไต-น่านเจ้าเป็นพวกถูกจีนหลอกใช้งาน

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ‘ทมยันตี’ 16 ก.ย. สวดอภิธรรม 7 วัน ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม
บทความถัดไปAIS Fibre เดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่อุตสาหกรรมเน็ตบ้านอย่างยั่งยืน ชู งานบริการ ที่เหนือกว่า