สุจิตต์ วงษ์เทศ : บรรพบุรุษของไทย เป็นใคร? มาจากไหน?

“บรรพบุรุษของไทยเป็นใคร” ชื่อกิจกรรมสัมมนาของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อ พ.ศ.2507 ถูกกระตุ้นให้มีขึ้นจากคณะสำรวจไทย-เดนมาร์ก ขุดค้นทางโบราณคดี พบโครงกระดูกมนุษย์และเครื่องมือเครื่องใช้หลายเมื่อพันปีมาแล้วที่บ้านเก่า ต.จรเข้เผือก อ.เมืองฯ จ.กาญจนบุรี ระหว่าง พ.ศ.2503-2505

ประวัติศาสตร์ไทยฉบับอัลไตน่านเจ้าเป็นตัวปัญหาส่งผลกระทบความสัมพันธ์ไทยจีน ถูกรวบรวมเป็นระบบไว้ให้อ่านอย่างตื่นเต้นเร้าใจในหนังสือ เขียนจีนให้เป็นไทย ของ สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์ (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2564 ราคา 420 บาท) มีหลายกรณีที่ผมอยู่ในเหตุการณ์นั้นโดยบังเอิญบ้างและไม่บังเอิญบ้างต่างๆ กันไป จะเขียนเล่าให้อ่านดังนี้

บรรพบุรุษของไทยเป็นใคร” เป็นชื่อกิจกรรมสัมมนาทางวิชาการประวัติศาสตร์ โบราณคดีครั้งแรก ซึ่งจัดโดยกลุ่มอาจารย์ของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร มีขึ้นที่ท้องพระโรง วังท่าพระ วันที่ 12 ธันวาคม พ.. 2507 (ดูในหนังสือที่ระลึก 5 รอบ 60 ปี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2558 หน้า 28)

น่านเจ้าไม่ใช่อาณาจักรไทย และคนในน่านเจ้าไม่มีความเกี่ยวข้องทางประวัติศาสตร์กับคนไทยที่ตั้งอาณาจักรสุโขทัย” เป็นเนื้อความโดยสรุปที่เฟเดริก โมต (Frederick Mote) ชาวอเมริกันนักค้นคว้าประวัติศาสตร์จีนที่สหรัฐส่งมาช่วยราชการกระทรวงศึกษาธิการไทยในกรุงเทพฯ ได้ร่วมบรรยายในการสัมมนาฯ ที่ท้องพระโรง วังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทำให้กลุ่มอนุรักษนิยมแตกตื่นและหลายคนแอบด่าทอไม่พอใจ

คนร่วมเข้าฟังการบรรยายมากจนล้นห้องประชุมท้องพระโรง วังท่าพระ (เปิดใช้งานครั้งแรกหลังมหาวิทยาลัยศิลปากรซื้อจากทายาทสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรา นุวัดติวงศ์) ขณะนั้นผมเป็น “น้องใหม่” เพิ่งเข้าเรียนคณะโบราณคดี ถูกเกณฑ์ไปฟังโดยนั่งในสวนแก้วซึ่งอยู่ด้านข้างและด้านหลังติดท้องพระโรง วังท่าพระ (ขณะนั้น ขรรค์ชัย บุนปาน กับ เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ สอบเข้าเรียนวิทยาลัยครูสวนสุนันทา)

ก่อนเข้าเรียนโบราณคดี ผมถูกจัดในกลุ่ม “นักเรียนเกเร” ของชั้นมัธยมปลาย (.7-8) โรงเรียนวัดนวลนรดิศ (คลองบางหลวง ฝั่งธนบุรี) เพราะหนีเรียนจนสอบตก ดังนั้นไม่ได้สนใจวิชาความรู้เป็นพิเศษไม่ว่าสาขาใด แม้ที่สอบเอนทรานซ์เข้าเรียนโบราณคดีก็ไม่ได้สนใจเลยในวิชาการด้านนี้ เพราะตามจริงแล้วไม่เคยได้ยินและไม่เคยรู้จักคณะโบราณคดีมาก่อนด้วยซ้ำ ส่วนที่เลือกสอบเข้าคณะนี้อย่างเสี่ยงสุดสุดก็เพราะ “กูยังไม่รู้จักโบราณคดี แสดงว่ามีคนไม่รู้จักเหมือนกูอีกมาก ดังนั้นคนสมัครสอบน้อย คู่ต่อสู้ไม่มาก กูมีโอกาสสอบติดมากกว่าไปสมัครเรียนอย่างอื่นที่มีคนรู้จักมากๆ” (เพื่อให้พ่อแม่ภูมิใจอวดชาวบ้านว่าลูกเข้าเรียนมหาวิทยาลัย)

ดังนั้นผมฟังการบรรยายสัมมนาเรื่องบรรพบุรุษของไทยเป็นใคร ในลักษณะ “เข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา” จำได้แค่อาณาจักรน่านเจ้าไม่ใช่ของไทย นอกนั้นไม่รู้อะไร ฟังไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง เพราะระบบการศึกษาครั้งนั้นมีลักษณะตามยถากรรม ไม่มีครูอาจารย์หรือ “รุ่นพี่” ปูพื้นฐานวิชาความรู้ข้อมูลข่าวสารก่อนและหลังฟังสัมมนา

อีกหลายปีต่อมาเมื่อสั่งสมประสบการณ์มากกว่าเดิมโดยฟังจากครูอาจารย์ถึงรู้ว่าต้นเหตุการจัดสัมมนาวิชาการเรื่องบรรพบุรุษของไทยเป็นใคร เป็นสิ่งสืบเนื่องจากการขุดค้นทางโบราณคดีของคณะสำรวจไทยเดนมาร์ก พบโครงกระดูกของมนุษย์และหลักฐานอื่นๆ จำนวนมากที่บ้านเก่า ริมแควน้อย (. เมืองฯ จ. กาญจนบุรี) ทำให้เกิดคำถามว่าถ้าคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไตและอาณาจักรน่านเจ้าตามประวัติศาสตร์ไทย แล้วคนที่นอนตายถูกฝังไว้ที่บ้านเก่าเป็นคนไทยได้ไหม? ถ้าไม่ได้แล้วเป็นใคร? มาจากไหน? ฯลฯ เท่ากับประวัติศาสตร์ไทยฉบับอัลไตน่านเจ้าเริ่มถูกตั้งคำถามอย่างเป็นงานเป็นการครั้งแรก พ.. 2507 (แล้วมีคำถามสืบเนื่องต่อไปถึง พ.. 2522 อยู่ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม)

สำราญ “หลวงเมือง” ทรัพย์นิรันดร์ ให้เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ ตามตัวขรรค์ชัย บุนปาน กับ สุจิตต์ วงษ์เทศ ไปทำนิตยสารช่อฟ้ารายเดือน (ของมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุของวัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ) ตั้งแต่ พ.. 2509 ขณะผมเป็นนักเรียนโบราณคดี ทำให้ต้องศึกษาค้นคว้าและติดต่อสื่อสารกับนักปราชญ์ราชบัณฑิต, นักวิชาการ, นักคิดนักเขียนนักหนังสือพิมพ์, ตลอดจนคนอ่านหนังสือหลากหลายที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับประวัติศาสตร์คนไทยเป็นใคร? มาจากไหน? และอื่นๆ

คนไทยมีถิ่นกำเนิดอยู่เทือกเขาอัลไตและเป็นเจ้าของอาณาจักรน่านเจ้า แต่ถูกจีนรุกรานจนต้องอพยพถอนรากถอนโคนถอยร่นลงมาทางใต้เป็นขี้ข้ามอญและขอม ต่อมาจึงปลดแอกจากมอญและขอมแล้วก่อตั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย—นี่เป็นคัมภีร์ในประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยที่ใครจะละเมิดมิได้

ตลอด 7 ปีที่ผมเรียน (และสอบตก) ในคณะโบราณคดี ต้องยึดถือประวัติศาสตร์ไทยฉบับอัลไตน่านเจ้าของทางการเป็นหลัก ใครคัดค้านถูกประณามหยามเหยียดไม่เป็นผู้ไม่เป็นคน แล้วอาจโดนข้อหาคอมมิวนิสต์ (สมัยนั้นเป็นข้อหารุนแรงมากๆ)

งานค้นคว้าวิชาการโดยเฉพาะข้อขัดแย้งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยของ อ. ศรีศักร วัลลิโภดม ทำให้ผม “ตาสว่าง” แล้วเริ่มต่อต้านประวัติศาสตร์ไทยฉบับอัลไตน่านเจ้า เป็นเหตุให้ต้องถกเถียงอย่างจริงจังและกว้างขวางเกี่ยวกับคนไทยเป็นใคร? มาจากไหน?

แต่งานโบราณคดีของรัฐราชการไทยรวมศูนย์และสถาบันการศึกษาด้านนี้ในสมัยนั้นไม่สนใจหาคำอธิบาย ซึ่งเท่ากับทิ้งหัวข้อสัมมนาเรื่อง “บรรพชนของไทยเป็นใคร” เสร็จงานแล้วไม่ไปต่อ เพราะยึดมั่นอย่างเดียวให้ประวัติศาสตร์ศิลปะเป็นตัวชี้ขาดซึ่งใช้การไม่ได้ และไม่มีประเทศที่ไหนในโลกเหมือนไทยยอมยกประวัติศาสตร์ศิลปะเป็นตัวชี้ขาดประวัติศาสตร์บ้านเมืองและผู้คนของตน [อ่านตอนจบ ฉบับพรุ่งนี้]

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้กางวิ อม.หลังอสส.ยื่นฟ้องคดีสนามฟุตซอล ปธ.ศาลฎีกาเรียกประชุมตั้งองค์คณะโดยเร็ว ถ้าประทับฟ้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
บทความถัดไปการรถไฟ ประสานตั้งจุดสกัดห้ามกลุ่มหาบเร่แผงลอยเข้าพื้นที่สถานีกลางบางซื่อ คุมเข้มวินมอ’ไซค์เอาเปรียบปชช.