การครัว การบ้าน การเมือง สอบปากคำ พล.ต.ต.ไวพจน์ โชติธาดา อดีตบิ๊ก ตร. เจ้าของร้าน ‘โอ๊บ โอ๊บ’

พล.ต.ต.ไวพจน์ โชติธาดา

“ก่อนมีโควิด ยอดเดือนละ 400,000-500,000 บาท ยังประคองตัวไปได้ เพราะปีแรกเจ้าของที่ลดค่าเช่าให้เหลือเดือนละ 60,000 บาท ตอนนี้ปรับขึ้นเป็นเดือนละ 80,000 บาท ทำให้รายได้ไม่พอกับค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าแรง ค่าต่างๆ ที่ต้องจ่ายวันละ 10,000 บาท ถ้าจะให้มีกำไรต้องขายให้ได้ไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท”

คือข้อเท็จจริงจากการสอบปากคำ พล.ต.ต.ไวพจน์ โชติธาดา อดีตบิ๊ก ตร. ตำรวจอาวุโส ระดับรองผู้บัญชาการกองปราบ เจ้าของตำนาน 12 ปี ร้านอาหารป่าชื่อดัง “โอ๊บ โอ๊บ” ที่ย้ายจากย่านอาร์ซีเอ สู่รามคำแหง 24 ได้เพียง 10 เดือน ก็ต้องประสบกับพิษโควิด อันเนื่องมาจากมาตรการล็อกดาวน์ร้านอาหาร

ครั้นรัฐบาลคลายล็อกร้านอาหารให้นั่งทานภายในร้านได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน ทำให้ยอดขายของร้านดีขึ้น มียอดขายไม่ต่ำกว่า 10,000-17,000 บาทต่อวัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในแต่ละวัน

พล.ต.ต.ไวพจน์ บอกว่า 2 เดือนที่พ้นผ่าน ขาดทุนเดือนละหลายหมื่นบาทช่วงที่ให้ซื้อกลับบ้านอย่างเดียว ขายได้เพียงวันละ 2,000-5,000 บาท บางวันขายได้ 800 ก็มี ถ้าต้องปิดร้าน 2 ทุ่ม ช่วง 1 ทุ่ม ก็ไม่มีลูกค้าแล้วซ้ำยังเป็นร้านอาหารป่า หาทานได้ยาก ที่ลูกค้าราว 80% มักทานร่วมกับเบียร์ หรือไวน์ แต่รัฐบาลไม่คลายข้อจำกัดนี้

“ลูกค้ามีเข้ามานั่งทานในร้านบ้าง ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ ฉีดวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 เข็ม แต่ยังมีลูกค้าที่ซื้อกลับบ้านอยู่”

อดีตบิ๊ก ตร. เจ้าของร้านอาหารป่าชื่อดังย้ำว่า อยากให้รัฐบาลคลายล็อกมากกว่านี้ โดยให้เปิดขายได้นานขึ้น อีกทั้งขอให้ขายเหล้าและเบียร์ได้เพื่อเพิ่มยอดขาย

ที่ผ่านมากลุ่มผู้ประกอบการ รวมถึงสมาคมภัตตาคาร เข้ายื่นหนังสือต่อหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุขจนถึงนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ซึ่งเพิ่งได้รับเสียงโหวตในสภา ไว้ใจให้ ‘อยู่ต่อ’

ร้านอาหารรายย่อยบางแห่งก็เข้าร่วมการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ โดยมีการนำแก้วเบียร์เปล่ามาขายกลางม็อบ โดยบอกว่า เก็บไว้ที่ร้านก็ขายไม่ได้

ในขณะที่ร้านอาหารกึ่งผับชื่อดังระดับตำนานแห่งหนึ่ง ถึงขนาดนำเฟอร์นิเจอร์มาประกาศโละขาย หลังจากไม่สามารถเปิดร้านให้นั่งได้นานนับเดือน

ในวันนี้จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การครัวและการค้าย่อมเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างแยกออกจากกันไม่ได้ โดยเฉพาะในห้วงเวลาวิกฤตโรคระบาด

นอกจากมุมมองในฐานะผู้ประกอบการร้านอาหารที่ประสบความสำเร็จ ด้วยประสบการณ์เข้มข้นของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายพลตำรวจ ระดับรองผู้บัญชาการกองปราบ จนถึงกระทั่งกลายเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยทางเศรษฐกิจจากวิกฤตโควิด ท่ามกลางการเคลื่อนไหวบนท้องถนนที่วิพากษ์การทำงานของรัฐบาลในประเด็นการบริหารจัดการโควิด ส่วนการเมืองในสภาก็เกิดเหตุการณ์น่าสนใจอย่างยิ่ง

ไหนจะกรณี อดีตผู้กำกับโจ้ คลุมถุงดำ ที่ทำเอาภาพลักษณ์ตำรวจติดลบหนัก หลังถูกตั้งคำถามมาก่อนหน้าในประเด็นยุทธวิธีสลายม็อบว่ารุนแรงล้ำเส้นไปหรือไม่?

จึงต้องขอสอบปากคำเพิ่มเติมถึงความเห็นในมุมมองจากหมวกหลายใบที่เคยสวมใส่

เริ่มจากกรณีคลุมถุงดำที่ พล.ต.ต.ไวพจน์บอกว่า ‘ไม่เคยใช้’ ทั้งยังเล่าเกร็ดชีวิตเปี่ยมสีสันในวันที่จับแก๊งโจรกรรมรถจักรยานยนต์ โดยเข้าเจรจาแบบ ‘เปิดแอร์’ ให้ด้วย

“ผมไม่เคยใช้ถุงดำ ตอนอยู่ สภ.กระทุ่มแบน จับแก๊งลักมอเตอร์ไซค์มาได้ ก็ให้เข้ามานั่งหน้าสารวัตรใหญ่ เปิดแอร์ให้เย็นๆ ด้วยเป็นเรื่องของความรู้สึกทางจิตวิทยา ผมบอกว่า รู้นะว่าเอามาเยอะ อย่าปฏิเสธ ถ้าปฏิเสธรู้ใช่ไหมจะโดนอะไร ขอแค่ 10 คันที่ทำครั้งหลังสุดได้ไหม เขาบอกได้ก็จบ เพราะคนลักรถเป็นร้อย จำไม่ได้ทั้งหมด เด็กสลัมเขาก็ต้องเอาชีวิตรอดตามกฎข้อแรกของทฤษฎีมาสโลว์ คือทำเพื่อความอยู่รอด”

นอกจากนี้ ยังยกเรื่องขำขันแต่แฝงด้วยประสบการณ์ เมื่อครั้งทำงานที่โรงพักนครบาล มีปัญหาเรื่องเก็บหัวคิววินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จึงลงไปดูปัญหา

“หัวคิวบอก ค่ะๆๆ 1 ชม.ผ่านไป มอเตอร์ไซค์รับจ้างกลับมา ผู้กำกับครับ เขาบอกว่าต้องจ่ายเหมือนเดิม เราก็ต้องหาทางแก้ปัญหา ให้เขาจัดสวัสดิการดูแลกันเอง”

นอกจากนี้ ยังย้อนเล่าถึงตอนปฏิบัติหน้าที่ยังชายแดน ที่ต้องต่อสู้กับกลุ่มติดอาวุธ

“ชีวิตผม เคยเป็นตำรวจอยู่ชายแดน เคยต่อสู้กลุ่มติดอาวุธ เมื่อนั่งวิเคราะห์ก็แอบยิงเอาตอนเผลอทั้งนั้น ส่วนมากมาจากบ่อน หรือสลัม แล้วก็ไปตั้งชื่อเขาว่ามือปืนร้อยศพ แล้วตำรวจก็กลัวกัน ลูกน้องบอกว่า นาย มันบอกว่าสู้หมดแม็ก ผมบอกให้สู้หมดแม็กจริงเถอะ ด้วยความที่เรารู้จิตวิทยาตำรวจ ว่าโจร หรือมือปืนรับจ้างก็มาจากชาวบ้านธรรมดา เป็นเด็กที่มีความรู้น้อย หรืออยู่สลัม มีความรู้สึกกลัวตำรวจอยู่แล้ว พอลูกน้องจับได้ก็ฉี่ราดกันหมด ประสบการณ์พวกนี้ผมเอามาวิเคราะห์ และปรับใช้ในการสืบสวน จับกุม”

ด้วยความรู้ที่มีในด้านแนวคิด ทฤษฎีต่างๆ จากฝั่งตะวันตก ผสมผสานด้วยความเข้าใจในด้านจิตวิทยาตำรวจ พล.ต.ต.ไวพจน์ จึงมีความคิด ‘ก้าวหน้า’ และสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดีตลอดชีวิตการทำงานเป็น ‘ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์’ โดยถ่อมว่าตัวเองไม่ใช่คนเก่ง แต่เป็นคนทำงาน

“ตอนเรียนกฎหมายมาตราต่างๆ ก็ไม่เข้าใจ พอโตขึ้นมาได้ทำงาน เราเริ่มเข้าใจ ความคิดก็จะเริ่มก้าวหน้า แต่คนไม่ทำงาน หรือคนที่ทำงานตามรูทีน เช้ามามีอะไรให้เซ็น ก็เซ็นไป แล้วก็กลับบ้าน จากนั้นใช้วิธีไปวิ่งเต้น แล้วก้าวหน้า อย่างนี้จะไม่มีประสบการณ์ ไม่เกิดการเรียนรู้จากความคิดสู่การกระทำ ถ้าคุณทำงานไปวันๆ แล้ววิ่งเต้น ไม่เคยคิดโครงการแก้ไขปัญหา เช่นนี้จะไม่มีการพัฒนา แล้วประเทศชาติจะก้าวหน้าได้อย่างไร ไม่ไหวเลย ผมไม่เก่ง แต่ผมเป็นคนที่ทำ”

สำหรับความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุม โดยเฉพาะ ‘ทะลุแก๊ซ’ ซึ่งภาครัฐพยายามสกัดอย่างเข้มข้น ถามว่าในฐานะอดีตนายตำรวจ มองอย่างไร?

“ก็เป็นกลุ่มวัยรุ่นอาชีวะ และขาซิ่งผสมกันไป แต่ถ้าเป็นผม ผมไม่ทำ เพราะเสียเปรียบ เหมือนเขาแยกออกมาเพื่อความมันส์ ไม่ไป คือไม่แน่ แต่เขาจะรวมตัวกันได้อย่างไรกับกลุ่มใหญ่ ตอนนี้เป็นการรวมแบบหลวมๆ ซึ่งต้องใช้เวลา เป็นวิวัฒนาการที่ต้องแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง”

ส่วนข้อเรียกร้องของกลุ่มทะลุแก๊ซ รวมถึงแนวร่วมคนรุ่นใหม่ที่มีความหลากหลาย จนถึงเสื้อแดงเก่าและใหม่ รวมถึงสลิ่มกลับใจที่ล้วนมีจุดมุ่งหมายขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์นั้น หากเป็นการ ‘ยุบสภา’ พล.ต.ต.ไวพจน์เชื่อว่า ‘ยังไม่พร้อม’

“การยุบสภา เงื่อนไขคือรัฐบาลเป็นต่อทางการเมือง แต่ตอนนี้ยังไม่พร้อม”

ถามถึงข้อเสนอแนะถึง พล.อ.ประยุทธ์ อดีตนายตำรวจท่านนี้ตอบชัดเจนว่า ‘ไม่มี’ ก่อนยืนยันว่า ตนสูงอายุแล้ว ไม่ได้เกลียดใคร ไม่ได้อยู่ข้างใคร แค่อยากให้ประเทศชาติเจริญ จากนั้นยกตัวอย่างผู้นำคนสำคัญในประวัติศาสตร์โลก อย่าง อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา

“อับราฮัมบอกว่า ถึงแม้ผมเดินช้า แต่ผมก็ไม่ก้าวถอยหลัง ประโยคสุดยอด ซึ่งคนที่จะคิดแบบนี้ได้ต้องเป็นคนทำงาน ผมทำงานก็คิดได้ของผม ความเป็นคนที่สมบูรณ์คือ คุณต้องคิดเป็น และวิเคราะห์ได้ การจะทำได้ย่อมต้องมีความรู้ มีประสบการณ์ ประสบการณ์คือการกระทำกับความรู้พื้นฐานที่คุณมี อับราฮัมมีประโยคเด็ดเยอะมาก เช่น ประชาธิปไตยต้องเป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน เขามีคำพูดอย่างนี้ แล้วเราล่ะ มีทั้งองค์กรอิสระ และ ส.ว.แล้วคิดได้อย่างไรว่าจะทำให้ประเทศชาติเจริญได้” พล.ต.ต.ไวพจน์ตั้งคำถาม แล้วย้ำว่า ไม่มีเผด็จการที่ไหนในโลกที่ทำให้ประเทศเจริญได้

นอกจากนี้ ยังเปิดตำราประวัติศาสตร์เล่าอีกว่า สิ่งที่น่ากลัวคือการย้อนเกล็ด อย่างกรณี ‘นายพลชุน ดู ฮวาน’ อดีตผู้นำเผด็จการทหารเกาหลีใต้ เรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเอง เมื่อประชาธิปไตยกลับมา มีการแก้กฎหมายใหม่ ชุน ดู ฮวาน ก็ติดคุก จึงเห็นได้ชัดว่าใครเป็นฝ่ายชนะ แก้กฎหมายได้หมด

สำหรับความอลเวงของพรรคใหญ่ในฝั่งรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่วิเคราะห์ถึงรอยร้าวที่เกิดขึ้น พล.ต.ต.ไวพจน์มองว่าสุดท้ายแล้ว ‘ต้องคุยกัน’

ปิดท้ายด้วยมุมมองกว้างๆ ในฐานะผู้ผ่านโลกมายาวนาน ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายฝ่ายมองว่า ประเทศไทยกำลังมืดมน ทว่า อดีตนายพลไม่มองอย่างนั้น

“ไม่จริงหรอก ท้องฟ้ากำลังจะสว่าง ไม่มีอะไรหยุดนิ่ง ตอนนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างอนุรักษนิยมกับฝ่ายประชาธิปไตย สังคมเมื่อก่อนมีแค่ 3 อย่าง โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ก็ย่อมครอบงำ ใส่ความกันได้ ทำให้ไม่รู้ความจริง แต่สมัยนี้มีอินเตอร์เน็ต เด็กรุ่นใหม่จึงเห็น จึงรู้ หลอกอย่างไรก็ไม่เชื่ออีกแต่ใช่ว่าเขาสักแต่จะต่อต้าน เขามีข้อมูลที่จะวิเคราะห์ พิจารณา” พล.ต.ต.ไวพจน์วิเคราะห์ ก่อนทิ้งท้ายว่า

ถ้าคุณมีความรู้ มีประสบการณ์-คิดเป็น-วิเคราะห์ได้ นั่นแหละ คุณคือคนอย่างสมบูรณ์

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘โฆษกรัฐบาล’ ลั่น นโยบายดูดต่างชาติลงทุน-อยู่อาศัย มุ่งสร้างศก.เติบโต จนพลิกโฉมประเทศไทย
บทความถัดไปก้าวต่อ…5 ปียุทธศาสตร์การค้าชาติ โจทย์หินท้าทายรัฐ ทวงถาม ‘ขีดความสามารถ’