หน้าแรก ประชาชื่น แวะพัก &#8216...

แวะพัก ‘ดื่มไดอะล็อก’ ใบพัด นบน้อม กับบทสนทนาที่ไม่มี ‘ท่อนโควต’

24.09.16 | 16:14 น.

สารภาพว่ากดดันเล็กน้อยกับการต้องไปสัมภาษณ์ “นักสัมภาษณ์”

ความรู้จักมักคุ้นก่อนหน้านี้อาจจะช่วยบรรเทาความตื่นเต้นไปได้บ้าง แต่มันก็ไม่ง่ายนักหรอกกับการจะตั้งคำถามให้เขาตอบออกมาได้อย่างปอกเปลือก ในแบบที่เขา ใบพัด นบน้อม ได้เคยปอกเปลือก เปลือย ไขประตู หรือสุดแท้จะเรียกว่าอะไรก็ตามกับผู้อื่นไว้ในผลงานรวมเล่มล่าสุด

“ดื่มไดอะล็อก”

รวมบทสัมภาษณ์บุคคลคัดสรร ว่าด้วยการเมือง ศาสนา เซ็กซ์ บันเทิง และการใช้ชีวิตอย่างถึงแก่น

เห็นรายชื่อบุคคลที่เขาสัมภาษณ์แล้วก็ต้องกลืนก้อนน้ำลาย

ได้ลองไล่อ่านไปทีละคนแล้วให้รู้สึกคอแห้ง มือเย็นชุ่มเหงื่อซึม เพราะจังหวะการรุก ไล่ ตอบโต้ ปะทะ สังสรรค์กับแต่ละคนนั้นมันพลิ้วไหว ไหลเรื่อย อ่านสนุก จนบทสัมภาษณ์บางคนเหมือนจะสั้นเกินไปด้วยซ้ำ

Advertisement

พร่ำไปทำไมให้ยาวเหยียด สัมภาษณ์นักสัมภาษณ์เลยแล้วกัน

 

ถ้าให้สัมภาษณ์ตัวเอง คำถามแรกจะถามว่า?

(นิ่งคิด) ทำไมคุณต้องขยันถามจัง(วะ) เป็นลูกอีช่างถามแท้?

มีเรื่องที่เจ็บปวดมากเลยนะสำหรับประเทศนี้ กับการที่มันมีบางคำถามที่ถามไม่ได้ มีเพดานเรื่องคำถาม หรือบางทีอาจถามได้แต่พอเข้าสู่กระบวนการผลิตกลับต้องถูกเซ็นเซอร์ ทั้งจากตัวคนทำสัมภาษณ์เอง หรือช่องทางในการเผยแพร่บทสัมภาษณ์นั้น ทั้งหมดนี้ทำให้เราไม่หลุดไปสู่สิ่งใหม่ๆ เสียที บทสัมภาษณ์ที่น่าจะสนุก ไปได้สุด บางทีก็ต้องสะดุด ถูกตัดออกไปเยอะ อย่างบางคน เราคุยเรื่องการเมืองกันเยอะแยะ แต่ก็ต้องตัดออกไป ต้องรักษาภาพเขาหน่อย หรือบางคน คำตอบเขาล่อแหลม สุ่มเสี่ยงจะถูกตีความไปสู่ความหายนะให้กับเขาได้ เราก็ต้องเซฟให้โดยอัตโนมัติ นี่เราเป็นคนเซ็นเซอร์เอง หรืออีกบางคนให้สัมภาษณ์แบบน่าโดนกระทืบมาก มีเรื่องให้ถกเถียง ให้เกิดคำถามต่อยอด แต่ก็ต้องเซ็นเซอร์เพื่อรักษาเขาไว้ไม่ให้เกิดเรื่องดราม่าต่อ ผมก็มองเรื่องความสัมพันธ์เรากับคนให้สัมภาษณ์ด้วยในอนาคต เดี๋ยวจะมองหน้ากันไม่ติดเปล่าๆ

การที่ถามไม่ได้ หรือถามได้ เผยแพร่ไม่ได้ หรือไม่เหมาะไม่ควรในการเผยแพร่ นี่มันเป็นความเจ็บปวดอย่างหนึ่งนะสำหรับคนทำงานสัมภาษณ์ในประเทศนี้

จุดเริ่มต้นในการเป็นนักสัมภาษณ์ของคุณ?

ช่วงที่ได้รับมอบหมายให้มาดูแลจุลสารป๋วยซึ่งเป็นจุลสารสำหรับคณะทำงานเตรียมงานรำลึก 100 ปีชาตกาล ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผมรับทำหน้าที่บรรณาธิการ และได้เริ่มทำบทสัมภาษณ์เอง ซึ่งตอนนั้นก็มีความคิดว่าไม่อยากทำบทสัมภาษณ์แบบตามสูตรนิตยสารเล่มอื่นๆ ทำอีกแบบก็ได้นี่(หว่า) คือ จากประสบการณ์การอ่านนิตยสาร รวมถึงทำรายการวิทยุ เวลามีนักร้อง-ดาราไปออนทัวร์ต่างจังหวัด ผมเคยเป็นดีเจ ก็ปรากฏว่าคำถามที่ได้มาให้ต้องถามนั้นเป็นแบบแผนหมดเลย เช่น ที่มาของเพลงนี้? ได้แรงบันดาลใจจากอะไร? อยากฝากอะไรกับผู้ฟัง? เป็นต้น หรือรายการทีวีก็ประมาณนี้ นิตยสารต่างๆ ที่เชียร์กันเองก็เหมือนกัน มันไม่เปิดโอกาสให้กับคำถามที่นอกลู่นอกทางเลย ทำให้ได้อ่านแต่เรื่องเดิมๆ ของเขา ซ้ำไปซ้ำมาอยู่นั่น ไม่มีมุมอื่น

ผมคิดอย่างนี้ตอนทำจุลสารป๋วย และก็ได้ทำอย่างที่ตั้งใจ คือก่อนหน้านี้ตัวเองก็เป็นแต่คนทำรายการวิทยุ เขียนคอลัมน์บ้าง แต่ยังไม่ค่อยได้ทำสัมภาษณ์ พอได้มาทำแล้วก็รู้สึกชอบ ติดใจ แล้วก็ทำมาเรื่อย ซึ่งตอนหลังพอมีคนพูดถึง ก็มีนิตยสารอื่นๆ โทรมาให้ช่วยสัมภาษณ์คนโน้นคนนี้ให้ อย่างที่ผ่านๆ มาก็มี นิตยสารสารคดี นิตยสารจีเอ็ม นิตยสารแอล นิตยสารแอลเมน นิตยสารคลีโอ นิตยสารเพลย์บอย ฯลฯ ก็มีบ้างบางหัวที่ติดต่อมาแล้วไม่ได้ทำให้

เตรียมตัวอย่างไร แบบไหน ที่เรียกว่าไม่เป็นแบบแผน?

เวลาจะสัมภาษณ์ใคร ผมจะค้นข้อมูลทำการบ้านเกี่ยวกับเขาไปก่อน ง่ายๆ คือเซิร์จในกูเกิล ดูว่าเขาเคยสัมภาษณ์ลงสื่อไหนบ้าง จากนั้นก็จะไล่อ่านทั้งหมด จบแล้วก็จะทิ้งไป ไม่ไปคิดถึงบทสัมภาษณ์นั้นเลยนะ มาเริ่มสร้างคำถามของตัวเอง อีกอย่างคือ ก่อนจะไปสัมภาษณ์ใคร ถ้าเขาเล่นเฟซบุ๊ก ผมจะเข้าไปดู ไปส่องเขาก่อน การได้ดูเฟซบุ๊กก่อนนี่สำคัญมาก เพราะเขาเพิ่งจะผ่านกิจกรรมหรือทำอะไรมาสดๆ ร้อนๆ และหลายครั้งมันจะเป็นคำถามเปิด เช่น คนนี้เพิ่งไปดูหนังเรื่องนี้มา เราก็ชวนคุยเรื่องหนัง คนนี้โพสต์รูปตัวเองในฟิตเนส เราก็เปิดบทสนทนาด้วยเรื่องนี้ มันเหมือนกับว่าเราสนใจเขาอยู่นะ

แต่ก็มีบ้าง บางคนที่ไม่มีข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ก็ต้องไปอิมโพรไวซ์ตอนสัมภาษณ์ คุยกันจากความไม่รู้ของเรา แต่ก็ไม่ใช่ไม่เตรียมอะไรไปเลยนะ มีหัวข้อหลักๆ อยู่ว่า เราจะคุยกับเขาเรื่องอะไร เป็นหัวข้อใหญ่ๆ ไป เช่น เรื่องงาน เรื่องชีวิต เรื่องความรัก คุยแล้วก็ถามต่อยอดจากคำตอบไปเรื่อยๆ

แต่กับบางเรื่อง มันทำแบบที่ว่ามาไม่ได้ เช่น จะไปสัมภาษณ์คนนี้เรื่องก่อการร้าย มันเป็นเรื่องเฉพาะมาก จะคุยไปเรื่อยๆ ไม่ได้ ต้องคุมประเด็น

ใบพัด นบน้อม

ส่งคำถามให้ก่อน หรือส่งกลับให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ช่วยอ่านก่อนไหม?

จริงอยู่ โดยความเป็นมืออาชีพ เราไม่ควรส่งคำถามให้ก่อน และผมก็ชอบแบบนี้ เพราะมันจะได้อะไรที่สด ใหม่ และคาดไม่ถึง แต่บางทีก็ต้องแคร์เรื่องความสัมพันธ์กับผู้ที่เราสัมภาษณ์ และก็ต้องดูด้วยว่าสิ่งที่เราจะลงไปนั้นมันจะมีผลกับชีวิตเขาอย่างไรด้วย

โอเค ผมพยายามหลีกเลี่ยงการส่งคำถามไปให้ก่อน แต่อย่างดาราบางทีก็จะมีพีอาร์มาคอยช่วยสกรีนเรื่องภาพลักษณ์อะไรต่างๆ บางครั้งก็ต้องส่งคำถามหลอกๆ เพื่อให้เขาอนุญาต แล้วเราค่อยไปคุยเรื่องอื่นตอนสัมภาษณ์ แต่บางกรณีนี่พีอาร์มานั่งข้างๆ ดาราคนนั้นเลย นั่งดูคำถามที่เราส่งมาให้ก่อน เหมือนเตือนเราว่าห้ามถามนอกจากนี้ มันก็เลยทำให้ หนึ่ง-คนตอบคำถามเกร็ง กับสอง-เราไม่มีโอกาสถามคำถามอื่น (หัวเราะ) บรรยากาศไม่สนุกเลย ถามอะไรไป คนตอบจะหันไปมองหน้าพีอาร์ก่อนเสมอ..เซ็ง

โลกวันนี้ ผมว่าเราควรให้ดาราได้ตอบอย่างเป็นเขา ไม่ใช่เป็นคนอื่น ไอ้กระบวนการสร้างสรรค์ดารา สร้างภาพลักษณ์ซุปเปอร์สตาร์ ควรจะเลิกได้แล้ว ดาราไม่ได้โง่ คนดู ผู้อ่าน แฟนคลับก็ไม่ได้โง่ คุณควรมีหน้าที่แค่จัดคิวให้เขาก็พอ และควรให้เขาได้ตอบอย่างที่เป็นเขา กฎการเป็นคนดังโดยเฉพาะในยุคที่โลกโซเชียลแพร่หลายแบบนี้ คุณต้องเป็นตัวคุณก่อน หากคุณโกหก ถ้าเขาจับได้ เขาจะไม่เอาคุณอีกเลย การเป็นตัวเองมันจึงสำคัญมาก

ส่วนเรื่องการส่งบทสัมภาษณ์ให้อ่านก่อน (นิ่งคิด) มันเป็นความไม่โอเคสำหรับคนทำสัมภาษณ์นะ ระหว่างต้นฉบับที่เราทำกับเวอร์ชั่นที่ตีพิมพ์ หลายชิ้นที่ผู้ถูกสัมภาษณ์ขออ่านก่อน ปรากฏว่าบางคนแก้กลับมาซะไม่เป็นแบบที่เราสัมภาษณ์เลย เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ก็เคยมี บางคนแก้กลับมาซะหล่อเลย ดาราบางคนนี่รู้เลยว่าเป็นคำของพีอาร์ ไม่ใช่มึงแน่ๆ (หัวเราะ) หรือบางคนนี่มาแบบตอนสัมภาษณ์เฮฮา สนุกสนาน แต่พอแก้กลับมานี่ซีเรียสแทบจะทุกประโยค มีท่อนโควตมาให้ด้วย (หัวเราะ) ซึ่งเราก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่เซ็ง แล้วก็รู้สึกว่าบทสัมภาษณ์นี้มันไม่สดแล้ว มันประดิษฐ์ มันปรุงแต่งเสียจนไม่ใช่เขา

เอาเข้าจริงแล้ว ผมคิดว่าคนถูกสัมภาษณ์ไม่ควรจะเรียกร้องให้เอากลับไปอ่านตรวจก่อนด้วยซ้ำ ควรมั่นใจในความเป็นมืออาชีพของคนทำงาน

เวลาที่เจอผู้ถูกสัมภาษณ์ที่ถามคำตอบคำ?

การทำสัมภาษณ์ คือการไม่รู้จักกันของคนสองคน อย่างบางคนภาพลักษณ์เขาดูเป็นคนเฟรนด์ลี่ดี แต่พอมาเจอคนแปลกหน้า ไม่รู้จักกัน ก็กลายเป็นคนเงียบ ไม่ค่อยพูด เราก็ต้องทำลายเกราะกำบังเขา เอาความเป็นตัวตนของเขาออกมาให้ได้ คืออาจจะเริ่มต้นด้วยการคุยเรื่องที่เขาชอบ ต้องหาเรื่องที่เขาชอบก่อน เขาชอบรถคุยเรื่องรถ ชอบผู้หญิงคุยเรื่องผู้หญิงก่อน มันจะคุยสนุก เป็นตัวของตัวเอง แล้วทีนี้เราค่อยๆ แตะไปเรื่องอื่น คือถ้าเขาเป็นตัวของตัวเองแล้ว ไว้ใจเราแล้ว จากนั้นทุกเรื่องก็จะคุยง่ายแล้ว

ภาวะเดดแอร์ จัดการอย่างไร?

ผมไม่ได้รู้สึกว่าการเดดแอร์เป็นเรื่องเลวร้าย หรือแสดงถึงความไม่เป็นมืออาชีพอะไร ต้องเข้าใจก่อนว่าธรรมชาติของการทำสัมภาษณ์ลงหน้ากระดาษกับการทำสัมภาษณ์บนเวทีโดยผู้ดำเนินรายการนั้นธรรมชาติมันต่างกัน การสัมภาษณ์บนเวทีหรือพวกพริตตี้ MC ถ้าปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบงำนี่อาจจะหายนะ อาจจะรู้สึกแย่ ค่าที่ว่ามันสด คนดูอยู่สดๆ แต่การทำสัมภาษณ์บนหน้ากระดาษ ถึงแม้จะเดดแอร์ก็ไม่เป็นไร เพราะตอนคุยกันมันยังไงก็ได้ สุดท้ายกว่ามันจะออกมาให้เราได้อ่าน ก็ผ่านการเรียบเรียงให้ความลื่นไหลมาแล้ว ระหว่างบรรทัด เราไม่รู้หรอกว่าจังหวะไหนเดดไม่เดด

แต่ถึงเดดสำหรับผมก็ไม่เป็นไร เพราะคนเรามันคงไม่พูดๆๆ กันตลอดเวลาอยู่แล้ว มันต้องมีจังหวะยกกาแฟขึ้นจิบ หรือนิ่งเงียบเพราะกำลังครุ่นคิดหาคำตอบบ้าง ความเงียบไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ความเงียบสำหรับผมคือไดอะล็อกอย่างหนึ่ง ปล่อยให้ความเงียบได้พูดบ้าง

อ่านบทสัมภาษณ์นิตยสารส่วนใหญ่ ส่วนตัวแล้วขัดใจอะไร?

คำถามของนักสัมภาษณ์ไม่ทะลุทะลวงคนตอบ ไม่ได้ยั่วคนตอบ ไม่ได้ทำให้เขาอยากตอบ มันยังทำหน้าที่ไม่สุด คือคิดว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้ ส่วนหนึ่งคิดว่าเพราะคนสัมภาษณ์ไม่ทำการบ้านมา อาจไม่ได้เตรียมตัว อีกอย่างเพราะตัวเขาเองด้วยไม่ลุ่มลึก งานสัมภาษณ์ของคนนี้ในเล่มนี้ก็ออกมาเหมือนเล่มอื่น ที่พูดนี่ไม่ได้ยกตัวเองนะ แต่เป็นความรู้สึกอย่างนั้นเวลาอ่านบทสัมภาษณ์ในนิตยสารหรือทางออนไลน์จริงๆ

การทำสัมภาษณ์ต้องช่วยกันทั้งสองฝ่าย คนตอบช่วยเราด้วย ทำให้มันสนุก คุยกัน ส่งพลังทั้งสองฝั่ง บางครั้งนี่สัมภาษณ์เสร็จผมเหมือนไปเตะบอลมาเลยนะ (หัวเราะ) คนให้สัมภาษณ์นั้นเขามีของอยู่แล้ว เป็นคนผลิตปัญญา เราแค่เป็นคนทำหน้าที่เปิดก๊อก เป็นร่างทรง เป็นเพียงทางผ่านของปัญญาสื่อออกไป ในประเทศนี้อาชีพนักสัมภาษณ์ผมว่ามีอนาคต ยังมีพื้นที่อย่างนิตยสารหรือแม้แต่สื่อออนไลน์อยู่อีกเยอะที่ต้องการ

ความแตกต่างระหว่างนักเขียนคอลัมนิสต์กับนักสัมภาษณ์?

ต่างกันโดยเนื้องานและการทำงาน อย่างสัมภาษณ์นี่ได้ออกไปเจอคน เป็นอาชีพเดียวที่อนุญาตให้เจอกับคนที่ในชีวิตจริงอาจได้เจอแล้วไม่ได้คุย มันพิเศษ มีเสน่ห์ตรงนี้ และอีกอย่างคือ มันทำให้เราตรวจสอบตัวเอง ความคิด ความเชื่อ ได้เห็นความคิดของผู้คนด้วย

แต่กิเลสของคนทำบทสัมภาษณ์อย่างหนึ่งคือ การพยายามหาท่อนโควต บางทีเราก็ถูกทำให้เคยชินในวัฒนธรรมคำโควต เวลาทำบทสัมภาษณ์เราจะรู้โดยเซนส์ว่า ประโยคนี้ถ้าปล่อยออกไปโดนแน่ คนชอบแน่ มันเหมือนท่อนฮุกของเพลงนั่นแหละ มันจะมีท่อนฮิตติดหูจนเราร้องตามได้ เราจะรู้เลยว่าท่อนนี้ประโยคนี้มันจะไปฮุกผู้คน และเวลาเราสัมภาษณ์ใคร เรารอคอยที่จะได้ยิน “ท่อนฮุก” จากผู้ให้สัมภาษณ์

จนกระทั่งไปคุยกับคนคนหนึ่ง ในระหว่างคุยกันมันไม่มีประโยคจี๊ดๆ หลุดออกมาเลย แต่ไม่เป็นไร เราจะกลับไปถอดเทปดู บางทีตอนคุยกันเราอาจจะรู้สึกว่ามันไม่ดี ไม่ได้อะไร แต่พอถอดเทปออกมามันดีกว่าที่คาดก็มี

พอถอดเทปเสร็จ พูดอะไรวะเนี่ย หาท่อนฮุกหาประโยคคมๆ ไม่เจอเลย (หัวเราะ) ไม่มีประโยคไหนที่กระแทกใจเลย บทสนทนามันเรื่อยๆ เรียบๆ ไม่หวือหวา ไม่ปะทะ ไม่ชนกับอะไรเลย แต่แปลกมาก มันกลับเป็นอีกบทสัมภาษณ์หนึ่งที่ผมชอบ ชอบเพราะมันดัดสันดานผม สันดานในความคาดหวังว่าในตัวคนคนหนึ่งที่จะต้องพกคำคมไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา ทั้งที่บางทีชีวิตมันไม่ได้คมทุกนาทีทุกบรรทัดหรอก

แต่พูดไปก็ตลกร้ายนะ เพราะประโยคที่เราพูดเมื่อตะกี้ดันเป็นคำโควตได้อีก (หัวเราะ)

ใบพัด นบน้อม

โลกย์ๆ ธรรมๆ รักๆ ใคร่ๆ

นานมาแล้ว นานมาก…เมื่อ 10 กว่าปีเห็นจะได้

“ใบพัด นบน้อม” เคยบวชเป็นสามเณรใช้ชีวิตชนิดไม่กินข้าวเย็น ไม่ใกล้ชิดผู้หญิง อยู่ในวัดป่าแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด

ถึงวันนี้ อาจจะมองว่าขัดกันอย่างสิ้นเชิงกับงานประจำกองบรรณาธิการนิตยสาร “เพลย์บอย” ที่มีสาวๆ หุ่นยวนยั่วเย้าเพ่นพ่านผ่านตาเขาไม่เว้นแต่ละวัน อีกทั้งบทสัมภาษณ์ส่วนใหญ่ของเขาที่ผ่านมา หลายคนก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า ทำไมชอบคุยแต่เรื่องรักๆ ใคร่ๆ เซ็กซ์ โจ๋งครึ่มอะไรขนาดนั้น

ใบพัดรีบออกตัวก่อนว่า ถ้าดูดีๆ เราจะมีอยู่ 2 อย่าง

1.จะคุยเรื่องรักๆ ใคร่ๆ กับบางคนที่เขาไม่เคยพูดถึงมุมนี้มาก่อน ไม่เคยมีใครได้เห็นความคิดเขาในเรื่องนี้ บางคนเป็นเทพแห่งวรรณกรรม คนที่ไปสัมภาษณ์ก็จะคุยแต่เรื่องวรรณกรรมๆๆ ผลิตซ้ำเรื่องนี้จนมันปรุ ไม่มีอะไรใหม่ ผมแค่พยายามหามุมใหม่ๆ เช่น ส.ศิวรักษ์ ที่พูดถึงการจูบสาวครั้งแรก หรือบางประโยคที่ใครจะไปคิดว่าอาจารย์จะพูดประโยคนี้ได้ มันน่าสนใจอยู่อย่าง เวลาที่เขาคุยเรื่องการเมืองสังคมเขาจะตอบได้ทันทีเลย เหมือนมีชุดความคิดสำเร็จรูปที่เตรียมไว้ในการตอบอยู่แล้ว แต่ถ้าถามเรื่องความรัก เขาจะชะงัก มีนิ่งคิดนิดหนึ่ง

“การคุยเรื่องรัก สำหรับผมมันคือการได้เปิดเปลือยความเป็นมนุษย์ในตัวเขา มันทำให้เราเห็นความเปราะบาง ความละเอียดอ่อน การดีลของเขากับเรื่องแบบนี้ ส่วนเรื่องบทบาทหน้าที่ต่อสังคมงานการ เราต่างตระหนักดีว่าเขาเจ๋งแค่ไหน แต่เรื่องแบบนี้ใครๆ ก็รู้ ไม่เห็นแปลกใหม่อะไร”

2.มีคนที่ผมจะไม่คุยเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เลย เพราะบางเรื่องมันเป็นเรื่องทางเทคนิค เช่น การก่อการร้าย เราก็จะคุยเรื่องการก่อการร้ายแบบลงลึกโดยไม่เลี้ยวไปเรื่องอื่น ถ้าการเมืองก็การเมือง ซัดกันเนื้อๆ เน้นๆ ว่ากันไปตามเนื้อหา อย่างตอนที่คุยกับอ้ายภู ภูกระดาษ ก็คุยกันเรื่องอีสานล้วนๆ

ถามเขาว่า จากวันนั้นเป็น “น้องเณร” มาถึงวันนี้เป็นนักสัมภาษณ์ ได้อยู่ใกล้สาวๆ ชีวิตบิด พลิก หรืออย่างไรไหม?

“ท้ายสุดแล้ว ในโลกย์ก็มีธรรม ในธรรมก็มีโลกย์ อยู่ในตัวเรา ก็ดีนะ การที่มีธรรมะอยู่ในตัวมันทำให้ใช้ชีวิตในทางโลกย์ง่ายขึ้น เพราะเราสามารถจะล้อเล่นกับกิเลสได้ เรารู้สึกว่าอยู่ได้ และสนุกด้วยที่อยู่ด้วยกัน แต่ถ้าถามเรื่องความเปลี่ยนแปลงส่วนตัว เมื่อก่อนเป็นคนที่วางแผน แต่เดี๋ยวนี้ไม่เลย อินโพรไวซ์เรื่อยๆ ปะทะกับประสบการณ์ ซึมซับกับประสบการณ์ไป ไม่ได้มองว่าอะไรเลวร้าย อะไรดีไม่ดี

“เมื่อนิยามตัวเองว่าเป็นคนเขียนหนังสือ รสนิยมต่างๆ อะไรต่างๆ ผ่านเข้ามาแล้ว แม้ไม่ใช่ตัวเรา แต่ก็เป็นเครื่องมือทำให้เราเข้าใจชีวิต ได้เรียนรู้ความหลากหลาย” ใบพัดอธิบาย

ก่อนจะกระซิบปิดท้ายว่า อย่างสาวๆ เพลย์บอย ถ้าไม่ได้มาเจอ รู้จัก หรือมีสังคมด้วย จะรู้ได้อย่างไรล่ะว่า “เธอจีบไม่ยาก” (ฮา)