ชีวิต “ปุถุชน” ที่มีความแปรเปลี่ยนเป็นปกติ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวท่วมด้วยความรื่นรมย์ ยินดี เดี๋ยวห่อเหี่ยว หดหู่ ทดท้อ เป็นธรรมดาที่ต้องมีบางห้วงของชีวิตที่เรียกว่า “จิตตก”
“จิตตก” ในความหมายของห้วงอารมณ์ที่เกิดความรู้สึกเจ็บปวดกับความเป็นไปของบางเรื่องบางราวในชีวิต เกิดความไม่สมหวัง เกิดความรู้สึกสูญเสีย สิ้นหวัง มองไม่เห็นความหวัง กระทั่งขาดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินชีวิตอย่างมีความหวัง
ผลของห้วงภาวะ “จิตตก” อาจจะเกิดในรูปของความน้อยเนื้อต่ำใจ การโหยหาความเห็นอกเห็นใจ การแสดงออกอาจจะออกมาในรูปที่เรียกร้องความสงสาร ความเข้าใจ หรือบางทีอาจจะเป็นการแสดงออกด้วยความก้าวร้าว แสดงอำนาจบาตรใหญ่ ใช้ความรุนแรง
เพราะเป็นปกติของพฤติกรรมมนุษย์ที่จะดำเนินไปด้วยกลไกของการปกป้องตัวเอง ดังนั้น เมื่อ “จิตตก” เข้ามาครอบงำความรู้สึกนึกคิด
วิธีการหลักๆ ที่มนุษย์เราใช้เพื่อให้ตัวเองไปอยู่ในที่ปลอดภัย ป้องกันตัวเองจากความเจ็บปวด ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดที่มาจากความรู้สึกผิด หรือเจ็บปวดจากการถูกคุกคาม มักดำเนินไปใน 2 ทางคือ ทำเพื่อให้เกิดความรัก ความสงสาร ความเห็นอกเห็นใจ หรือในการใช้อำนาจ กำลัง เข้าไปบังคับควบคุม
เพื่อป้องกันตัวเอง
บางครั้งหรือจะว่าเป็นส่วนใหญ่ก็ไม่ผิด ที่คนคนหนึ่งในช่วงเวลาจิตตกมักแสดงออกทั้ง 2 ทาง คือ
เรียกหาความเข้าใจเห็นใจจากคนที่มีรู้สึกว่ามีอำนาจเหนือกว่า ขณะเดียวกันก็ข่มขู่คุกคามให้เกิดการยอมรับ จำนนกับคนที่คิดว่าด้อยกว่า
วิธีแก้ปัญหาเช่นนี้มีความไม่แน่นอนอย่างยิ่ง เพราะบางทีก็แก้ได้ บางทีแก้ไม่ได้ แถมในหลายครั้งกลายเป็นการสร้างปัญหาบานปลายขึ้นไปอีก
อย่างเช่นคนที่ไปเรียกร้องความเข้าใจ เห็นใจ เกิดความไม่เข้าใจ หรือเห็นใจ ทำให้บางคำพูด บางการแสดงออกก่อความรู้สึกว่าถูกซ้ำเติม หรือบางทีการใช้กำลัง อำนาจ เข้าควบคุมเกิดความไม่ยินยอม มีการตอบโต้ กลายเป็นขยายความรุนแรง
ที่เป็นเช่นนี้เพราะไม่ว่าจะด้วยการขอความเข้าใจเห็นใจ สงสาร หรือใช้กำลังเข้าควบคุมบังคับล้วนแล้วแต่เข้าไปหาทางเปลี่ยนแปลงในสิ่งอื่น อย่างอื่น คนอื่น
ขณะนี้หนทางที่จะทำให้ปัญหายุติอย่างมีความแน่นอนมากกว่าคือจัดการกับตัวเอง
“จิต” ที่ “ตก” เป็นจิตของเราเอง ผลอย่างอื่นเกิดจาก “จิตของเราที่ตก” การแก้ควรจะอยู่ที่เหตุ แก้ที่เรา ไม่ใช่ไปหาทางเปลี่ยนแปลงกับคนที่รับอาการที่เกิดจากจิตเรา
แก้ได้ที่จิตเราทุกอย่างจะจบง่ายกว่า ไปขยายบานปลายออกไป
อย่างไรก็ตาม การมองเห็นจิตตัวเอง และสร้างความเคยชินในการแก้ไขที่ตัวเองนั้น จะต้องอาศัยการฝึกฝน
อย่างที่บอก คนเราส่วนใหญ่มักจะมีสัญชาตญาณปกป้องตัวเองไว้จากความเจ็บปวด เมื่อความรู้สึกผิดเป็นความเจ็บปวดอย่างหนึ่ง การชี้โทษไปที่ความผิดของคนอื่น กระทั่งทำนองไม่เห็นใจเรา ไม่เข้าใจเรา ไม่สงสารเรา หรือไม่อยู่ในบังคับข่มขู่ของเราจึงเป็นสิ่งที่มักจะกระทำกันด้วยความหวังว่าจะเยียวยาความเจ็บปวดได้
การแก้ปัญหาที่ตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีที่ถูกทางที่สุดมักทำกันไม่ได้
เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยชิน การจะทำให้เกิดขึ้นต้องอาศัยการฝึกฝน
ซึ่งว่าไปการฝึกฝนก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร แต่เห็นสมควรว่าเป็นนิสัยที่ต้องฝึก

