“สัตวแพทย์ 4.0” ก้าวใหญ่ก้าวต่อไปของคณะสัตวแพทย์ ม.เกษตรศาสตร์

26.09.16 | 17:07 น.

ในโลกที่ทุกวันนี้ สัตว์เลี้ยงกลายเป็นมากกว่าสัตว์เลี้ยง แต่อาจหมายถึงเพื่อนแก้เหงา หรือกระทั่งเพื่อนสนิทของมนุษย์

กับสังคมที่มีความเป็นปัจเจกสูงขึ้นทุกวันนั้น สัตว์เลี้ยงกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับหลายๆ คน ทั้งในแง่ความน่ารักหรือบำบัดบรรเทาความเหงา

วัดจากธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงหรือเพจทางเฟซบุ๊ก สัตว์เลี้ยงทั้งหมา แมว หรือแม้แต่ชนิดอื่นๆ เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตมนุษย์มากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และในสภาพการณ์เช่นนี้ สิ่งหนึ่งซึ่งจำเป็นเช่นกันคือโรงพยาบาลสัตว์และบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งในการให้คำแนะนำดูแล ไปกระทั่งเยียวยาช่วยเหลือชีวิตสัตว์เหล่านั้น

pra02260959p1
โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ไม่เป็นการเกินเลยหากจะบอกว่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นับเป็นคณะที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้งในด้านคุณภาพและชื่อเสียง วัดจากโรงพยาบาลสัตว์ในรั้วมหาลัยที่รับสัตว์เข้ามาดูแลรักษาถึง 600 เคสต่อวันนั้นก็นับว่าไม่น้อย-และยิ่งยืนยันว่าสัตว์เลี้ยงกลายเป็นความจำเป็นของสังคมไปแล้วโดยสมบูรณ์

Advertisement

น่ายินดีที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น มีเป้าหมายใหญ่คือการเป็นสถาบันสัตวแพทย์ชั้นนำของเอเชีย

ศ.น.สพ.ดร.อภินันท์ สุประเสริฐ คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นต่อกรณีนี้ว่า คณะและมหาวิทยาลัยตั้งใจจะดำเนินการตามแนวนโยบายของประเทศไทย 4.0 โดยการผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพเป็นสากล ตอบสนองนโยบายการพัฒนาประเทศ และวิจัย

“เราอยู่ในพื้นที่ที่มีการเลี้ยงสัตว์หนาแน่น ทำให้เราผลิตบัณฑิตจากโจทย์เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์กล่าวอย่างอารมณ์ดีถึงพื้นที่ในบางเขนที่รองรับการดูแลรักษาสัตว์เลี้ยงและที่วิทยาเขตกำแพงแสนซึ่งมีพื้นที่สำหรับปศุสัตว์

สำหรับโครงการสัตวแพทย์ 4.0 ซึ่งดำเนินเลียบไปกับนโยบายประเทศไทย 4.0 นั้น อภินันท์อธิบายว่า เริ่มจาก นวัตกรรมองค์ความรู้ One health ด้านการควบคุมโรคระบาด ระดับสูงสู่สากล

ท้ายที่สุด ถึงอย่างไรคงต้องยอมรับกันว่า ในโลกที่มนุษย์สามารถเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลได้อย่างสะดวกรวดเร็วและนับเป็นเวลาไม่กี่ชั่วโมงนั้น สิ่งหนึ่งที่ปะปนไปกับมนุษย์ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือเชื้อโรค

“การแพร่ระบาดของโรคเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามบริบทที่เกิดขึ้น และทำให้การควบคุมโรคระหว่างคน สัตว์กับสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกแล้ว”

ก็อาจใช่-ที่เมื่อครั้งหนึ่งเราเคยคิดว่าเชื้อโรคนั้นเป็นเรื่องไกลตัว ห่างออกไปอีกซีกโลก แต่ในทุกวันนี้ที่โลกทั้งใบกลายเป็นเรื่องไร้พรมแดน การแพร่กระจายของเชื้อโรคก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

“สุขภาพคน สุขภาพสัตว์ สุขภาพสิ่งแวดล้อม มีความเกี่ยวโยงกัน คือเราต้องคิดเป็นองค์รวม รวมกับใช้องค์ความรู้ ทางระบาด การติดต่อโรค การควบคุมโรค ความปลอดภัยอาหาร”

นี่เองที่เป็นต้นกำเนิดการพัฒนาในการเรียนการสอนระดับปริญญาโทและปริญญาเอกที่มุ่งเน้นให้บัณฑิตมีความรู้ความชำนาญในการประยุกต์ความรู้ด้านระบาด การหาปัจจัยความเสี่ยงจากโรค มาตรการควบคุม ปัจจัยการระบาดโรคสำคัญ นำไปปฏิบัติได้จริงในพื้นที่ทั้งประเทศและภูมิภาค

pra02260959p3

“เราไปไหนมาไหนพร้อมเชื้อโรค คนเอาโรคให้สัตว์ สัตว์ก็เอาโรคให้คน อย่างเช่นโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเพิ่งเป็นประเด็นไปเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา เป็นแล้วไม่หาย เมื่อลุกลามแล้วก็รักษาไม่ได้แล้ว”

การระงับเชื้อโรคจึงนับเป็นเรื่องใหญ่และแน่นอน-เรื่องเร่งด่วน ไปโดยปริยาย

หลักสูตรนี้จึงเปิดโอกาสให้นิสิตจากประเทศไทย ประเทศฝรั่งเศส และประเทศในภูมิภาคอาเซียนได้มีโอกาสมาเรียนรู้ อบรม และฝึกฝนการทำวิจัยจากอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งหมดนี้ มีเป้าหมายหลักใหญ่ใจความสำคัญคือเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์นั่นเอง

อภินันท์เผยถึงอีกหลักสูตรต่อไปของคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ นั่นคือ นวัตกรรมการเรียนการสอน วิชาการสัตวแพทย์ระหว่างสถาบัน (ไทย-ญี่ปุ่น) ที่บัณฑิตคณะสัตวแพทย์นั้นเชี่ยวชาญชำนาญด้านการรักษาสัตว์ มีโอกาสได้ผสานรวมกับทางประเทศญี่ปุ่นที่มุ่งเน้นด้านงานวิจัย

“โครงการแลกเปลี่ยนนิสิตชั้นปีสุดท้าย ในการเรียนการสอนวิชาคลินิกปฏิบัติ โดยมีการแลกเปลี่ยนโอนหน่วยกิตกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ชั้นนำจากญี่ปุ่น 4 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยโตเกียว, มหาวิทยาลัยฮอกไกโด, มหาวิทยาลัยราคุโน กะคุเอน และมหาวิทยาลัยการเกษตรและเทคโนโลยีแห่งโตเกียว ด้วยจำนวนนักศึกษาแลกเปลี่ยนถึง 26 คน เป็นเวลา 3 เดือน”

อภินันท์ปิดประโยคนี้ด้วยรอยยิ้ม ก่อนขยายความต่อถึงหลักสูตรสุดท้ายของคณะที่เขาภาคภูมิใจอย่าง นวัตกรรมองค์ความรู้ One health สู่ท้องถิ่น (ไทย-อาเซียน)

“หรือเราเรียกสั้นๆ ว่าอาสาอาเซียน คือนิสิตที่เข้าร่วมโครงการนี้จะได้รู้จักวัฒนธรรมของอาเซียนมากขึ้น และได้ความรู้กับมิตรภาพด้วย”

ทั้งนี้เพราะโครงการนี้เปิดรับนักศึกษาถึง 200 คน 12 ประเทศ และ 24 สถาบัน ออกปฏิบัติงานในเขตท้องที่ของประเทศไทยและในท้องที่ของกรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว, เมืองสุราบายา ประเทศอินโดนีเซีย, กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม และล่าสุดที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา

ซึ่งเลี่ยงไม่ได้ที่เหล่าผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องอยู่กินและทำงานร่วมกันถึง 3 สัปดาห์ ภายใต้วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งแลกมาด้วยมิตรภาพและรอยยิ้ม

ที่เราเรียนมานั้น ความรู้ก็สำคัญ แต่สิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้เลยคือประสบการณ์ และเหนือกว่าประสบการณ์ คือเครือข่ายหรือมิตรภาพนั่นเอง”

 

การรักษาภาวะนิ่วในช้างได้เป็นแห่งแรกของโลก

นับเป็นความภาคภูมิใจอีกประการของหน่วยสัตว์ป่า โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ที่รับช้างพังคำมูล อายุ 45 ปี เข้ารับการรักษาในปี 2555 ด้วยอาการบวมบริเวณฝีเย็บใต้ทวารหนักและปัสสาวะกะปริบกะปรอย ขนาดของก้อนที่บวมนั้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบ 30 เซนติเมตร

ผลจากการผ่าตัด เจ้าช้างพังมีภาวะนิ่วอุดตันในทางเดินปัสสาวะ

ที่น่าตระหนกยิ่งกว่าคือนิ่วเจ้ากรรมนั้นมีมากถึง 162 ก้อนในตัวพังคำมูล

“นิ่วในช้างอาจจะเกิดได้จากการที่ช้างไปดื่มน้ำในพื้นที่ที่มีคาร์บอเนตเยอะๆ ซึ่งก่อให้เกิดเป็นนิ่วได้ในที่สุด” ศ.น.สพ.ดร.อภินันท์อธิบาย ก่อนขยายความต่อว่า ก้อนนิ่วที่พบนั้นมีขนาดตั้งแต่ 2-10 เซนติเมตร มีน้ำหนักรวมถึงมากถึง 8 กิโลกรัม โดยทีมแพทย์ใช้เวลาผ่าตัดทั้งหมดสามชั่วโมง-ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีจนสามารถส่งพังคำมูลกลับไปอยู่กับเจ้าของได้ในเดือนถัดมา

และแน่นอน ว่านี่คือความภาคภูมิใจที่สุดอย่างหนึ่งของคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการรักษาภาวะนิ่วในช้างได้สำเร็จได้เป็นแห่งแรกของโลก

และเป็นที่แน่ใจได้ว่า วัดจากความมุ่งมั่นแล้ว-ความภาคภูมิใจประการอื่นๆ ของคณะคงจะตามมาในไม่ช้านี่เอง