อาศรมมิวสิก : หลักสูตรดนตรีหลังโควิด ภาวะคุกคามและความเปลี่ยนแปลง

มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ โดยคณะมนุษยศาสตร์ ได้ร่างหลักสูตรครูดนตรีในระดับปริญญาตรีใหม่ มีแผนจะเปิดในปีการศึกษา 2565 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชน มีสถาบันดนตรียามาฮ่า ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่ทำธุรกิจดนตรีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 กระทั่งกลายเป็นบริษัทใหญ่ที่ขายเครื่องดนตรี จัดการศึกษาดนตรีให้แก่บุคคลทั่วไป สำหรับผู้ที่รักและอยากเรียนดนตรี มีกิจการดนตรีใหญ่ที่สุดในประเทศทุกวันนี้

บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด และสถาบันสยามดนตรียามาฮ่า มีผลงานเกี่ยวข้องกับวงการดนตรี จัดกิจกรรมดนตรีมานาน เป็นที่รู้จักดีในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่เวทีการแสดง การผลิตนักดนตรีอาชีพ การจัดประกวดนักร้อง ประกวดดนตรี ประกวดอิเล็กโทน ประกวดเปียโน ประกวดกีตาร์ ได้สนับสนุนวงดนตรีอาชีพ วงเดอะยามาฮ่าซาวด์ สร้างผลงานดนตรีมาตรฐานสูง มีบริษัทซ่อมเครื่องดนตรี จำหน่ายเครื่องดนตรี อุปกรณ์ดนตรี เครื่องเสียง จัดการศึกษาฝึกอบรมดนตรี สอนดนตรีสำหรับเด็ก มีโรงเรียนสยามดนตรียามาฮ่า

โรงเรียนดนตรียามาฮ่า มีทั่วประเทศ 84 แห่ง มีนักเรียนดนตรีหลายหมื่นคน ปัญหาของสถาบันดนตรียามาฮ่าก็คือ การพัฒนาครูดนตรีได้ไม่ทันกับความต้องการ ครูดนตรีที่จบจากมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะไปสอนดนตรีที่โรงเรียนยามาฮ่า หากว่ารับครูดนตรีที่จบจากอุดมศึกษาเข้าไปแล้ว ก็ต้องเข้ากระบวนการฝึกอบรมใหม่ ต้องเรียนรู้ระบบการศึกษาดนตรีเพิ่มเติม ก่อนที่จะปฏิบัติหน้าที่เป็นครูดนตรีของยามาฮ่าได้

บัณฑิตดนตรีจากอุดมศึกษาไทย ฝ่ายธุรกิจดนตรีไม่ยอมรับคุณภาพ เพราะการผลิตบัณฑิตไม่สามารถจะทำงานได้ แม้จะมีใบปริญญาก็ตาม ในที่สุดต่างฝ่ายต่างก็ทำงานของตัวเองโดยไม่เกี่ยวข้องกัน เมื่อบัณฑิตหางานทำไม่ได้ มีความรู้ไม่พอ มีความรู้ไม่ตรงกับงาน มีความสามารถน้อย บัณฑิตนั้นมีปริญญา มีเกียรติเป็นผู้ทรงภูมิรู้แต่ก็ตกงาน ใบปริญญามีความหมายน้อยลง

บัณฑิตจำนวนหนึ่งได้รับราชการเป็นครูดนตรีในโรงเรียน ครูดนตรีเหล่านี้เก่งที่สุดในวันที่ได้รับปริญญา เมื่อบรรจุเป็นครูดนตรีได้แล้ว ก็ไม่ได้พัฒนาหรือปรับตัวอีกแต่อย่างใด เด็กก็ต้องเรียนดนตรีกับครูที่ไม่ได้พัฒนา ส่วนบัณฑิตดนตรีที่เหลือนั้นตกงาน เป็นความสูญเปล่าทางการศึกษาอย่างใหญ่หลวง

ภาวะคุกคามกัดกร่อนการศึกษาไทย เผชิญภาวะติดกรอบโดยใช้กรอบนำ การศึกษาถูกขังอยู่ในกรอบ “เป็นนกน้อยอยู่ในกรงทอง อยู่ในกรงก็จิกตีกัน ออกนอกกรงก็บินหลงฟ้า” (เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์) ซึ่งมีปัจจัยที่ล้าหลังหลายอย่าง อาทิ อาจารย์เกิดก่อนคอมพิวเตอร์ มีความรู้ก่อนมีอินเตอร์เน็ต ไม่แสวงหาความรู้ใหม่ ใช้เวลาแย่งชิงอำนาจ อยากได้ตำแหน่งแต่ไม่อยากทำงาน อาจารย์มีคดีฟ้องร้องอยู่ในศาลกว่า 1,800 คดี โกงแม้ตำแหน่งทางวิชาการ อาจารย์มีความมั่นคงสูงก็ไม่พัฒนา อาจารย์กลายเป็นยาสามัญประจำบ้านที่หมดอายุ

ภาวะคุกคามที่กัดกร่อนนักศึกษา เรียนแล้วพ่อแม่ยากจนลง จบไปแล้วช่วยตัวเองไม่ได้ หางานทำไม่ได้ ชีวิตทำชั่วเพื่ออยู่รอด เรียนรู้วิชาโจรได้ประโยชน์มากกว่าวิชาปราชญ์ เข้ามหาวิทยาลัยแล้วโง่มากขึ้น เรียนแล้วมีเสรีภาพน้อยลง ไม่มีอาชีพ ทำงานไม่ได้ จินตนาการไม่งอก ความคิดสร้างสรรค์ไม่มี ช่วยตัวเองไม่ได้ มีปริญญาแต่เป็นภาระสังคม ชีวิตไร้สาระ เตะฝุ่นและวิจัยฝุ่น ไปยืนถือป้ายประท้วงเพื่อเรียกร้องหางานทำ การเรียนในมหาวิทยาลัยจึงเป็นการเพิ่มภาระแก่ชีวิตและครอบครัว

วิกฤตโควิด พ.ศ.2563-2564 เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มหาวิทยาลัยสู่ยุคอินเตอร์เน็ต (Internet University) มหาวิทยาลัยลอยฟ้า (On Line University) มีอาจารย์สอนดนตรีพันธุ์ใหม่ ศาสตราจารย์ ดร.กูเกิล ศาสตราจารย์ ดร.ยูทูบ ศาสตราจารย์ ดร.วิกิพีเดีย จัดการศึกษาโดยไม่ใช้เสมียน มีคุณ “เอไอ” รับลงทะเบียน (Artificial Intelligence, AI) เมื่อโควิดผ่านไป สถาบันการศึกษาไทยอ่อนแอลง มหาวิทยาลัยจะกลายเป็นป่าช้า อาจารย์จะกลายเป็นซากศพ นักศึกษาจะหายไปอย่างมีนัยยะ การเรียนรู้เปลี่ยนไปเป็นความรู้ลอยฟ้า (ออนไลน์)

นักศึกษาไม่มีเงินจ่าย จ่ายแล้วได้ความรู้ไม่คุ้ม พ่อแม่ส่งลูกเรียนก็ไม่ไหว นักศึกษาต้องออกไปทำงานแล้วเรียนรู้จากงาน พัฒนาตัวเองผ่านความรู้ในอินเตอร์เน็ต การเรียนในห้อง 4 ปี ได้กลายเป็นการเสียเวลาชีวิต ดังนั้น การเรียนในมหาวิทยาลัย จึงไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป

โควิดทำให้วิธีศึกษาของโลกเก่าสิ้นสุดลง มีวิธีเข้าถึงความรู้แบบใหม่ มีวิธีฝึกทักษะฝีมือแบบใหม่ โลกใหม่เป็นเรื่องของความสามารถ วิธีการทำงานอย่างสร้างสรรค์ อาศัยเทคโนโลยีการใช้ดนตรีประดิษฐ์ การสร้างครูดนตรีพันธุ์ใหม่ที่มีฝีมือ มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ตรงต่อเวลา เป็นตัวของตัวเอง ใช้วิธีเรียนออนไลน์ สามารถจะสื่อสารกับโลกได้ สิ่งใหม่ในชีวิตคือเทคโนโลยี วิถีชีวิตใหม่ไม่สามารถลัดคิวหรือเลือกวิธีคิดติดสินบนได้อีก ชีวิตเข้าสู่ระบบข้อมูลออนไลน์ รวดเร็ว มีประสิทธิภาพสูง ใช้เวลาคุ้มค่า ไม่ต้องรอคอย

ยุคใหม่เรียนรู้ได้ตลอดเวลา นั่งเรียนที่ไหนก็ได้ไม่ใช้ห้องเรียน ไม่ต้องใส่ชุดนักศึกษา ไม่ต้องไปห้องสมุด ไม่ใช้หนังสือ ไม่มีพิธีกรรม ไม่ต้องมีพิธีไหว้ครู ไม่รับน้องใหม่ ไม่รับปริญญา เรียนจากประสบการณ์ ความรู้ไร้พรมแดน ไม่จำกัดเวลาเรียน เลือกเวลาได้ เรียนได้ทุกวัน ความรู้ 1 วิชาใช้เวลา 45 ชั่วโมง เมื่อเรียนครบก็จบได้ หาความรู้ได้ไม่จำกัด ไม่มีเพดาน ไม่เกี่ยวกับอายุ เข้าเรียนไม่พร้อมกัน ได้ความรู้ไม่เท่ากัน เรียนจบต่างกัน จัดการศึกษาตามความพอใจของตัวเอง รักในสิ่งที่อยากเรียน ทำในสิ่งที่รัก มีอาชีพตามที่ถนัด

หลักสูตรดนตรีใหม่หลังโควิด เป็นโอกาสที่จะพัฒนาให้เป็นต้นแบบ เป็นตัวอย่าง เป็นหลักสูตรทดลอง สำหรับอุดมศึกษา เรียนพร้อมการทำงาน เป็นการปรับเปลี่ยนวิธีเรียนดนตรีใหม่ การสร้างองค์ความรู้ ใช้ทักษะดนตรีและใช้เทคโนโลยี เรียนรู้ผ่านสถาบันดนตรีและผู้ประกอบธุรกิจดนตรี เพื่อไปทำอาชีพดนตรี

หลักสูตรใหม่โดยมองไปข้างหน้าอีก 10 ปี เพื่อรองรับคนรุ่นใหม่ ผลิตครูดนตรีและนักดนตรีให้อยู่ในบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป ปิดช่องว่างระหว่างความจนกับความรวย คนในเมืองกับชนบท โดยพัฒนาการศึกษา เพื่อให้ชนบทกลับมาร่ำรวย เพราะชนบทมีอากาศดี พื้นที่กว้าง มีความมืด ความเงียบ มีต้นไม้ หิ่งห้อย ท้องฟ้า น้ำใสใบไม้เขียว ผู้คนมีน้ำใจ ฯลฯ เมื่อชนบทเอาทรัพยากรเหล่านี้เป็นสินค้า สังคมชนบทก็ร่ำรวยทันที

ความรู้ทั้งหมดเรียนออนไลน์ได้ เรียนจากสถาบันดนตรีที่ไหนก็ได้ มีเอไอเทียบโอนวิชาเรียน วิชาทักษะดนตรีเรียนออนไลน์ได้ จัดให้ฝึกอบรมระยะสั้น 8-10 วัน ปฏิบัติการ (workshop, master class, music camp) มีวิทยากรสุดยอดแต่ละวิชา เปิดอบรมระดับนานาชาติ เปิดกว้างให้ผู้สนใจทั่วไปเข้าร่วม การอบรมแบบนานาชาติทำให้วิชามีมาตรฐานและเป็นบรรทัดฐาน คำว่ามาตรฐานคือมีคุณภาพ ซึ่งเป็นความคาดหวังและต่อรองไม่ได้ ผู้เรียนทุกคนต้องผ่านการแสดงสดและการแสดงออนไลน์

มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนปรัชญาใหม่ จากเดิม “สร้างคนออกไปหางาน” ในมิติใหม่คือ “สร้างคนออกไปสร้างงาน” โดยเพิ่มความรู้และทักษะดนตรี เพิ่มความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ เรียนรู้ภาษาและเทคโนโลยี ทำธุรกิจและจัดการได้ มหาวิทยาลัยต้องผลิตประชากรที่มีคุณภาพ สามารถทำงานได้ทั่วโลก

การศึกษาทั่วไป วิชาพื้นฐาน วิชาคนดี เป็นวิชาที่รุงรังกับชีวิตให้ตัดทิ้ง วิชาเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้มีอาชีพที่ดีขึ้น อาจารย์ที่สอนวิชาเหล่านี้จะตกงาน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัย วิชาพื้นฐานให้เรียนรู้จากชีวิตจริง อาจารย์ที่คัดค้านคือ ผู้ที่เสียประโยชน์ คัดค้านเพราะกลัวการเปลี่ยนแปลง ความกลัวจะฉุดรั้งมหาวิทยาลัยไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า

ความร่วมมือของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์กับบริษัทสยามดนตรียามาฮ่าครั้งนี้ เป็นการขยับตัวเล็กๆ แต่มีนัยสำคัญของอุดมศึกษาไทย ใครปรับตัวได้ก็อยู่รอด ใครปรับตัวไม่ได้ก็กลายเป็นซาก ต่อไปนี้ใบปริญญาจะมีบทบาทและมีความหมายน้อยลง แต่ความสามารถ คุณภาพของคน และเทคโนโลยี ก็จะเข้ามาแทนที่

การขยับตัวครั้งใหญ่ของอุดมศึกษากำลังจะตามมา ไม่มีใครฉุดรั้งความเปลี่ยนแปลงเอาไว้ได้ เมื่อเกิดการปลดปล่อยอุดมศึกษาให้มีเสรีภาพ ทั้งการบริหารจัดการ เสรีภาพทางวิชาการ ความยิ่งใหญ่จะอยู่ที่กึ๋น ซึ่งเป็นจินตนาการและการสร้างสรรค์ ทุกคนสามารถเลือกเรียนได้ตามความพอใจ สถาบันต้องแสวงหาคนเก่งดีและมีความสามารถ เมื่อมีคนเก่งก็จะดึงดูดทุกอย่างมา การศึกษาคือการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

การขยับหลักสูตรดนตรีครั้งนี้เป็นทางเลือกที่จะอยู่รอด ขณะที่สถาบันอื่นๆ ก็จับจ้องมองดูอยู่ โรคโควิดทำให้วิถีชีวิตสังคมเปลี่ยนไป สถาบันอุดมศึกษาไม่มีทางเลือกก็ต้องเปลี่ยนเพื่ออยู่รอด หากไม่เปลี่ยน ไม่ปรับตัว นักศึกษาเขามีทางเลือกของเขาอยู่ เขามีทางออก มีทางไป และเขามีอนาคตใหม่

สุกรี เจริญสุข

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon