เริงโลกด้วยจิตรื่น : คืนสู่‘จิตรื่น’

“จิตรื่น” ในความหมายของสภาวะจิตที่ราบรื่น ไม่มีสิ่งรบกวนให้เศร้าหมอง หรือเลยไปถึง “จิตที่รื่นเริง” มีความสุข ล้วนแล้วแต่ต้องเริ่มที่ “ความเป็นปกติ” อันหมายถึง สภาวะว่างๆ ไม่มีอะไรมาเกาะแกะ มาย้อมให้เป็นนั่นเป็นนี่

แต่จิตของคนส่วนใหญ่ หรือจะว่าไปแทบทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่ถูกสิ่งต่างๆ มายึดเกาะให้เป็นนั่นเป็นนี่ มาย้อมให้รู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ กระทั่งไม่สามารถคืนสู่ความเป็นปกติ หรือไม่ถูกฤทธิ์ของสิ่งที่มายึดเกาะชักจูงให้คิด ให้เชื่อ ให้อยากไปตามธรรมชาติของสิ่งต่างๆ เหล่านั้น

กลายเป็นจิตที่ไม่ปกติ แต่ผู้คนกลับคิดว่านั่นเป็นปกติ เลยปล่อยเลยตามเลย หรือคิดไปในทางที่ว่าการกลับคืนสู่ความปกติ คือไม่ถูกครอบงำด้วยสิ่งที่มายึดเกาะ ฉาบย้อมต่างหากที่จิตที่ไม่ปกติ

เมื่อไม่เห็นตรงนี้ คนส่วนใหญ่เลยออกจะกลัวเสียด้วยซ้ำ เมื่อมีผู้แนะนำให้นำจิตคืนสู่ความปกติ เพราะไปถือเอาความไม่ปกตินั้นเป็นตัวเป็นตน

การสละสิ่งที่ยึดเกาะออกไปทำให้เกิดความคิดว่าสูญเสียตัวตน

ความยุ่งยากทั้งหลายอยู่ตรงนี้

ในช่วงหลัง ที่ความเป็นไปของสังคมมนุษย์เราวุ่นวายสับสนมากกว่า ยิ่งเดินลึกเข้าไปสู่โลกออนไลน์ที่พัฒนาความเป็นโลกเสมือนมาก และลึกไปเรื่อยๆ การจะรับรู้ว่าอะไรเป็นจริง อะไรเป็นสิ่งที่โลกเสมือนสรรค์สร้างขึ้นมาแยกแยะได้ยากขึ้น

เราเชื่อข้อมูลข่าวสาร เรื่องราว รูปภาพ หรือคลิปวิดีโอมากมาย โดยมารู้ทีหลังว่าเป็นแค่เรื่องที่จัดสรรปั้นแต่งขึ้น ไม่ใช่เรื่องจริง

ทุกสิ่งนั่นนี่ถูกปรับแต่งต่างๆ ยิ่งทำให้ง่ายแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนแทบแยกไม่ออกแล้วว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง

ก่อให้เกิดความวุ่นวายมากขึ้น การจะยึดถือ จะเชื่ออะไรสักอย่างว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้กลายเป็นความยุ่งยาก และมีโอกาสเข้าใจผิดสูง

สภาวะเช่นนี้ทำให้ผู้คนหันมาสละความคิดความเชื่อออกมากขึ้น และความเคยชินกับการละทิ้งความเชื่อนั้นเอง ทำให้สภาวะจิตถูกฝึกให้กลับมาสู่ความเป็นปกติมากขึ้น

นั่นคือ “ราบรื่น” ไม่มีอะไรมายึดเกาะให้เป็นปุ่ม เป็นปมในจิต

และจิตที่ราบรื่นนั้น ย่อมตามมาด้วยความผ่องใส อันเป็นต้นทางของความรื่นรมย์

โลกยุคที่ความเสมือนจริงขยายตัวให้รับรู้ถึงการมีอยู่ของมายาภาพ จึงเป็นโอกาสที่คนส่วนใหญ่ถูกชี้ชวนให้อยู่ในความเป็นปกติของจิตได้มากขึ้น

เราจะพบว่าคนรุ่นใหม่ ในทางหนึ่งสนใจโลกดิจิทัล หรือสร้างความเสมือนจริงกันมาก และเมื่อรับรู้ความเสมือนจริงนั้น ใกล้เคียงแทบหาความแตกต่างจากความจริงได้น้อยขึ้นเรื่อยๆ

อย่างเช่นคน อย่าว่าแต่ภาพกราฟิกที่เหมือนคนจริงจนแยกได้ยากขึ้นทุกที่ แม้แต่หุ่นยนต์ยังถูกสร้างให้เหมือนคนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งความสามารถในการแสดงออก และวัสดุที่ใช้ผลิตสร้าง

จนเกิดความคิดว่าอีกหน่อย หุ่นยนต์ที่ถูกสร้างด้วยมนุษย์จะมาแทนที่มนุษย์ในวงจรชีวิตด้านต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ

และนั่นเองที่ทำให้คำถาม ซึ่งตามกันมายาวนานว่า “แท้จริงชีวิตคืออะไร” ถูกส่งต่อเพื่อช่วยกันหาคำตอบมากขึ้น

ขณะที่เรียนรู้พัฒนาการของโลกเสมือนจริง ก็เรียนรู้ว่า “โลกและชีวิตที่แท้จริง” คืออะไรมากขึ้น

ขณะเรียนรู้พัฒนาการของโลกดิจิทัล ผู้คนส่วนหนึ่งจึงหันกลับมาศึกษาโลกของธรรมะ กลับมาเดินในทางที่ศาสดาต่างๆ ชี้ทางไว้ให้ด้วย

และทางที่ศาสดาชี้ไว้ ก็คือการนำจิตกลับสู่ภาวะปกติ

“ราบรื่น” และ “ริ่นรมย์”

จันทร์รอน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon