นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้ทางเศรษฐกิจไทยให้เห็น
ในการสัมมนา Boost Up Thailand 2022 ที่มติชนจัดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน
สรุปแนวทาง 4D เอาไว้ว่าเป็นโอกาสสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
หนึ่ง Digitalization เดินหน้าส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ลดกฎระเบียบ พัฒนาศูนย์กลางข้อมูล (Data center) พร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัล
สอง Decarbonization ประกาศแผนส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ผลิตภายในประเทศได้ 100% ในปี 2035 หรือปี 2578
ส่งสัญญาณให้โลกรู้ว่าไทยจะเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
สาม Decentralization ปรับตัวรองรับการกระจายฐานการผลิตของบริษัทและอุตสาหกรรมชั้นนำ ที่ต้องการลดความเสี่ยงจากการผลิตในประเทศใดประเทศหนึ่ง
ไทยมีต้นทุนที่ดีในเรื่องนี้ หากปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย
โอกาสดึงต่างชาติให้ลงทุนในไทยมากขึ้นก็มีอยู่
สี่ D-risk ปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อเดินเข้าสู่ดิจิทัล ตามเทรนด์ของโลกที่กำลังไปทางนั้น
ขณะเดียวกันก็ยกระดับการท่องเที่ยว
เปลี่ยนจากเน้นจำนวนมาเน้นคุณภาพ
จากเดิมต้องมีต่างชาติมาเที่ยวปีละ 40 ล้านคน จึงจะได้เงินเป็นกอบเป็นกำ
ก็เปลี่ยนมาเป็นการเฟ้นนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย
ปีหนึ่งๆ มีจำนวนไม่ต้องมาก แต่สร้างรายได้และมูลค่าให้ประเทศได้เยอะ
แนวทางเช่นนี้เป็นสัญญาณจากรัฐบาลที่ส่องให้เห็นเป้าหมาย
ขณะที่ภาคเอกชน ทั้ง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการแสนสิริ ได้ฉายภาพให้เห็น
นายอรรถพลเปิดแผนให้เห็นความพร้อมของ ปตท.ในการร่วม Boost Up ประเทศ
แผนปี 2564-2568 ทุ่มเงิน 8.65 แสนล้านบาท
พัฒนาไปตามเทรนด์ของโลก นั่นคือ “Go Green” และ “Go Electric”
Go Green คือ เปลี่ยนจากการใช้พลังงานฟอสซิลไปเป็นการใช้พลังงานทดแทนมากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วน Go Electric คือ การใช้ไฟฟ้าที่สะดวกและสะอาด เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และนวัตกรรมของแบตเตอรี่
คาดว่าจุดสูงสุดของการใช้น้ำมันโลกคือปี ค.ศ.2025 แล้วจะค่อยๆ ลดลงเรื่อย
แต่แนวโน้มการใช้ก๊าซธรรมชาติของโลกยังโตอย่างต่อเนื่องจนถึงปี ค.ศ.2040
ก๊าซเป็นพลังงานจากฟอสซิลที่สะอาดที่สุด และทั่วโลกลงทุนด้านนี้มาก
ดังนั้น ก๊าซธรรมชาติ จะเป็นพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน ก่อนที่จะเป็นพลังงานทดแทนอย่างเต็มรูปแบบ
ส่วนการลงทุนเพื่อให้ได้พลังงานทดแทนมีหลากหลายรูปแบบ
ทั้งส่งเสริมรถอีวี ผลิตแบตเตอรี่ยักษ์หรือ G-box สร้างสถานีชาร์จไฟฟ้า เป็นต้น
รวมทั้งการเพิ่มผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม ปตท. เช่น ยา เวชภัณฑ์ ด้วย
น่าสนใจ !
ขณะที่นายเศรษฐาขึ้นเวที มี นายสรกล อดุลยานนท์ นั่งสนทนาด้วย
สนับสนุน 4D ที่นายสุพัฒนพงษ์เสนอ ขณะเดียวกันก็อยากเห็นการทุ่มงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย
อีกเวทีที่ฟังสนุกมีอนาคต คือ เวทีเสวนาเรื่อง “เดินหน้าทะลุโจทย์ประเทศไทย”
นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมให้ข้อมูลอย่างมีอนาคต
ด้านการท่องเที่ยว นายธเนศวร์ระบุว่า หลังโควิดผ่านพ้น การท่องเที่ยวจะไม่เหมือนเดิม
ภาพกองทัพนักท่องเที่ยวเหมารถโค้ชจอดเต็มลานจอดจะหาดูได้ยาก นักท่องเที่ยวจะหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่ม แต่จะเที่ยวกันในหมู่คนที่ไว้ใจ เป็นกลุ่มเล็กๆ
ดังนั้น การท่องเที่ยวจึงต้องเน้นคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณ
และเมื่อดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การเดินทางท่องเที่ยวจะมีการวางแผน
นักท่องเที่ยวจะหาข้อมูลมาก เลือกหาพื้นที่ที่พอใจ พักโรงแรมที่พนักงานฉีดวัคซีนครบโดส
ดิจิทัลทำให้เกิดนักท่องเที่ยวกลุ่มนิวเจน
ขณะที่ด้านการเกษตร นายศักดิ์ชัยมองว่าเกษตรไทยมีโอกาส เพียงแต่ต้องร่วมกัน “ปฏิวัติการเกษตร”
ผลักดันเกษตรอัจฉริยะ ส่งเสริมเกษตรแม่นยำ เกษตรแปรรูป ท่องเที่ยวการเกษตร
รวมทั้งดำรงเป้าหมายเกษตรปลอดภัย
ห้วงเวลาการสัมมนา จาก 09.00-12.00 น. วิทยากรได้ให้ข้อมูลมากมาย
ฟังตั้งแต่นายสุพัฒนพงษ์ ไปจนถึงวงเสวนาปิดท้าย แล้วมองเห็นโอกาสของประเทศที่จะไปต่อ แต่ต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย
มองเห็นโอกาสของธุรกิจที่แม้จะบอบช้ำจากโควิด-19 แต่ก็มีเรื่องใหม่ที่ท้าทายให้ดำเนินการ
และยังเห็นโอกาสของทุกคนถ้าสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ได้
การ Boost Up Thailand หลังโควิดคลี่คลายจึงมิใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง
มิใช่เรื่องของรัฐบาล มิใช่เรื่องของภาคเอกชน เพียงฝ่ายเดียว
หากแต่เป็นเรื่องของทุกภาคส่วนที่จะต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
เริ่มต้นและร่วมมือกัน
เพื่อ Boost Up ประเทศไทยให้รุ่งโรจน์

