
ปฏิวัติ ร.ศ.130 บันทึกประวัติศาสตร์เล่มสำคัญในเหตุการณ์อันส่งผลต่อการเมืองร่วมสมัย
ไม่ว่าพิมพ์ครั้งใด ก็ได้รับความสนใจไม่เคยเปลี่ยน
เช่นเดียวกับฉบับพิมพ์ใหม่ครั้งล่าสุดโดย สำนักพิมพ์มติชน ซึ่งล่าสุด ในงาน Matichon Bookmark 2021 #คั่นไว้ในใจเธอ ณ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (Matichon Academy) มีการเสวนาหัวข้อ ‘Introducing ปฏิวัติ ร.ศ.130’ โดยศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรองศาสตราจารย์ ดร.ธำรงค์ศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
เนื้อหาเข้มข้นจนต้องจดเลคเชอร์มาฝากตั้งแต่การมองถึงบริบทโลกรอบด้านที่นำไปสู่เหตุการณ์ ร.ศ.130 ซึ่งกลุ่มนายทหารหนุ่มร่วมกันก่อการเพื่อหวังเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่แผนแตกจนถูกจับ โดนคุมขังในเรือนจำ อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวครั้งนั้นไม่สูญเปล่า กลับเป็นการหย่อนเมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยให้ ‘คณะราษฎร’ ปฏิบัติการจนสำเร็จในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475
165 ปีก่อน ร.ศ.130
หมอบรัดเลย์แปล ‘รัฐธรรมนูญ’ เป็นภาษาไทย
ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เปิดเวทีเสวนาโดยกล่าวว่า วันนี้มีปรากฏการณ์พิเศษที่ว่าหนังสือเล่มนี้เมื่อเอามาพิมพ์ครั้งล่าสุดเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ปฏิวัติ ร.ศ.130’ ไม่ใช่กบฏ ร.ศ.130 ก็เป็นวิธีคิดที่เปลี่ยนไป ตนจำได้ว่าอ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ.2516 แล้วถูกขอให้เขียนคำนำ เดิมไม่รู้จักหนังสือเล่มนี้ด้วยซ้ำ ทั้งที่เรียนปริญญาเอกด้านประวัติศาสตร์ รู้จักแต่ประวัติศาสตร์ของยุโรป ของอเมริกา เมืองไทยเป็นเมืองที่บอกว่ามีประวัติศาสตร์อันยืนยาวมาตั้งแต่ภูเขาอัลไต
“ถ้าเรานั่งดูบริบทแค่ในประเทศไทย ก็มีคนพยายามที่จะนำมาซึ่งการปกครองแบบประชาธิปไตยแล้วในสยามประเทศไทย คนที่มาก่อนกลุ่ม ร.ศ.130 คือหมอบรัดเลย์ ซึ่งแปลรัฐธรรมนูญอเมริกันเป็นภาษาไทยเมื่อปี พ.ศ.2408 ซึ่งเป็นปีที่สิ้นสุดสงครามกลางเมืองในอเมริกา เพราะฉะนั้น คนไทยเริ่มรู้จักสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญแล้วเมื่อ 165 ปีก่อนกลุ่มผู้ก่อการ ร.ศ.130 บอกว่าต้องเปลี่ยนเมืองไทยแล้ว เมืองไทยต้องมีรัฐธรรมนูญ ต้องมีนายกรัฐมนตรี” ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์กล่าว
ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ย้ำว่า ในแง่ของโลกาภิวัตน์เรียกได้ว่าบริบทของโลกในตอนนั้นเปลี่ยนไปสู่การปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งมีสองรูปแบบคือรูปแบบที่เป็นประธานาธิบดีเหมือนสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส กับรูปแบบที่ยังรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้ได้แบบของสหราชอาณาจักรและยุโรปตะวันตก
จากนั้น ยื่นไมค์ให้ รศ.ดร.ธำรงค์ศักดิ์ ซึ่งกล่าวว่า ความคิดความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญคือเมล็ดพืชที่ปลูกลงไปโดยหมอบรัดเลย์ ที่ตีพิมพ์ใน The Bangkok Recorder ปี พ.ศ.2408 ชนชั้นนำของสยามในยุคนั้นจึงได้อ่าน และในหนังสือพิมพ์สมัยนั้น ตัวอักษรในยุคนั้นต้องอ่านอย่างละเอียดลออ
“ผมคิดว่าก่อนที่หมอบรัดเลย์จะแปลรัฐธรรมนูญอเมริกา ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญสาธารณรัฐ และมีประธานาธิบดี แต่สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือวังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 4 คือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวมีโอรสองค์โตที่ทรงตั้งชื่อให้ว่า จอร์จ วอชิงตัน ตามบันทึกของเบาว์ริ่งบอกว่าพระปิ่นเกล้าทรงอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเก่งมาก และทรงใช้ ทรงตรัส ทรงเขียนเป็นภาษาอังกฤษที่ดีมาก หมายความว่าพระปิ่นเกล้าเมื่อเกิดโอรสองค์โตในต้นทศวรรษ 2370 แล้วตั้งชื่อว่า จอร์จ วอชิงตัน มันน่าจะมีความหมายถึงอะไรบางอย่างที่ไปรับรู้เกี่ยวกับอเมริกา และถ้าคุณคิดตั้งชื่อโอรสว่าจอร์จ วอชิงตัน คุณต้องรู้แล้วว่า ยอร์ช วอชิงตันคือใคร อยู่ในระบอบการปกครองแบบไหน” รศ.ดร.ธำรงค์ศักดิ์กล่าว
มีอะไรในโรงเรียนนายร้อย?
ผลัก ‘ทหารหนุ่ม’ คิด ‘เปลี่ยนประเทศ’
รศ.ดร.ธำรงค์ศักดิ์ยังกล่าวถึงหนังสือปฏิวัติ ร.ศ.130 ในฉบับพิมพ์ครั้งแรกว่ามีภาคผนวกที่ดีมาก เป็นการเขียนของผู้นำการปฏิวัติ ร.ศ.130 ก็คือหมอเหล็ง ศรีจันทร์ บทเขียนของหมอเหล็งถูกจับได้ในบ้านของตัวเองในปี 2454 หมอเหล็งเป็นคนชอบอ่านหนังสือจึงเป็นคลังความรู้ของโลกในหมู่ทหารกลุ่มนี้

“คนที่เริ่มต้นชวนคนมาเปลี่ยนระบอบ คือ ร.ต.เหรียญ ศรีจันทร์ เป็นน้องของหมอเหล็ง ร.ต.เหรียญคิดเปลี่ยนประเทศตอนเพิ่งจบจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก และเจอเพื่อนอีกคนหนึ่งก็คือ ร.ต.จรูญ ษตะเมษ คนที่อายุ 18 เพิ่งจบจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกแต่กลายเป็นคนที่จะล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่คลอดคุณมา มันต้องมีอะไรในโรงเรียนนายร้อย โรงเรียนนายร้อยอาจจะก้าวหน้าก็ได้ หนึ่ง โรงเรียนนายร้อยทหารบกถูกสร้างมาก่อนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสียอีก ความหมายที่สำคัญคือการที่จะสถาปนาระบอบทางการเมืองคุณจะต้องถูกค้ำยันด้วยกองทัพสมัยใหม่ ดังนั้นกองทัพจึงถูกสร้างขึ้นมา และเจ้านายทุกองค์เป็นนายพลหมดเลยและคุมหน่วยทหารต่างๆ ซึ่งสามัญชนแทบขึ้นไม่ได้เลย ดังนั้นโรงเรียนนายร้อยทหารบกถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นกำลังสมัยใหม่เพื่อค้ำยันระบอบที่กำลังปรับเปลี่ยน”
จากนั้น รศ.ดร.ธำรงค์ศักดิ์กล่าวย้อนไปถึงการปฏิรูปในสมัยรัชกาลที่ 5 ว่าเป็นการนำแนวคิดของตะวันตกเข้ามา โดยมีการเลิกทาส ซึ่งในช่วงเวลานั้น ในอเมริกาสู้กันเพื่อถามว่าคนเท่ากันหรือไม่ อังกฤษกับฝรั่งเศส

ประกาศไม่ให้อาณานิคมของตนเองมีทาสมาตั้งนานแล้ว
“กระแสประชาธิปไตยเริ่มพัดมาตั้งแต่การปฏิวัติอเมริกา ปี ค.ศ.1776 คือปีที่ 8-9 ที่พระเจ้าตากสินเป็นกษัตริย์ อเมริกาปฏิวัติเพื่อให้ปัจเจกชนแสวงหาความสุขของตนเองได้ กว่าอเมริกาจะมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกคือปี ค.ศ.1789 ที่ฝรั่งเศสทำการปฏิวัติ นี่คือกระแสของการพัดประชาธิปไตยไปทั่วโลก ในเอเชียกระแสพัดมาทางญี่ปุ่นระบบเริ่มต้นยุคเมจิด้วยการมีรัฐธรรมนูญเพื่อมุ่งไปสู่การปลดปล่อยคน เมจิของญี่ปุ่นมุ่งไปสู่การเป็นประชาธิปไตยแบบอังกฤษ ในขณะเดียวกันจากเมจิพัดมาที่จีน จีนล้มราชวงศ์ชิงแล้วสถาปนาสาธารณรัฐแบบอเมริกา แล้วไทยเราจะไปแบบไหน นี่คือสิ่งที่ว่าด้วยความเสื่อมทรามของประเทศ และว่าด้วยการสร้างประเทศของหมอเหล็ง ศรีจันทร์ที่เริ่มต้นขึ้น”
‘รัฐศาสตร์’ วิชา ‘ต้องห้าม’ ห้ามเรียน ห้ามอ่าน
หลัง ‘ก่อการกำเริบ’
อีกหนึ่งประเด็นน่าสนใจ จาก รศ.ดร.ธำรงค์ศักดิ์ คือหลังจากที่ ร.ต.เหรียญ ศรีจันทร์ ได้ชวนเพื่อนเพื่อคิดเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือปฏิวัติ ร.ศ.130 ได้บอกว่าความใฝ่ฝันของตนเองน่าจะเกิดในอีก 10 ปีข้างหน้า ไม่ได้จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ เพราะการเผยแพร่ความคิด ความเชื่อต้องใช้เวลา ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาวางแผนกันคือทำอย่างไรที่จะเผยแพร่ความคิดการสร้างระบอบการเมืองใหม่ในหมู่ทหารด้วยกัน ยุคนั้นทหารก้าวหน้าเพราะทหารก็เหมือนโรงเรียนหรือสถาบันขั้นสูงในสังคมไทยแห่งแรกที่เจ้านายเป็นผู้สอน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เรียนมาจากยุโรปทั้งหมด และสิ่งที่นำมาด้วยคือความรู้ประวัติศาสตร์ยุโรป ประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศนำไปสู่การจัดตั้งกองกำลังทหาร
“กระแสการเปลี่ยนแปลงในญี่ปุ่นแรงมาก ความเจริญของญี่ปุ่นกลายเป็นความเจริญที่ใครๆ ก็ตื่นตา เมื่อญี่ปุ่นได้ชัยชนะเหนือรัสเซียในสงครามทางเรือ สายตาของจีนซึ่งยังอยู่ภายใต้ราชวงศ์ชิงก็มองไปที่ญี่ปุ่นรวมไปถึงสายตาของทั้งเอเชีย ญี่ปุ่นกลายเป็นแสงสว่างแห่งความหวัง กลายเป็นตัวแบบแห่งความเจริญสิ่งที่ตามมาคือคำถามว่าญี่ปุ่นปกครองโดยระบอบอะไร มันคือประชาธิปไตยแบบของอังกฤษคือมีจักรพรรดิอยู่แต่มีการเลือกตั้ง และมีรัฐบาล ซึ่งตรงนี้ไทยไม่มีไทยได้แต่รวมศูนย์อำนาจสู่พระราชวังซึ่งทำให้อำนาจมันลอยอยู่เหนือการจัดการบริหารงาน
ในโลกโบราณญี่ปุ่นไม่ใช่ประเทศที่อ่านหนังสือ ญี่ปุ่นเป็นศักดินาแบบเข้มข้น แต่แล้วก็มีนโยบายของรัฐบาลส่งคนไปเรียนต่างประเทศและให้นำหนังสือกลับมาแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น นี่คือความเจริญของญี่ปุ่น สิ่งที่เกิดขึ้นในสายตาของนักเรียนนายร้อยทหารบกเหล่านี้คือทำไมไทยเราไม่เป็นแบบญี่ปุ่นบ้าง ตรงนี้ที่ทำให้ทหารไทยก้าวหน้าเพราะการเรียนการสอนเพิ่งเริ่มต้นใหม่ ที่ฝ่ายเจ้านายก็นำความรู้ของโลกตะวันตกมาสอน ความรู้ถูกเปิดเพราะยังไม่รู้ว่าตรงไหนควรปิดบ้าง
หลังจากเหตุการณ์นี้สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นทันทีในการศึกษาของเมืองไทยคือ ห้ามเรียน ห้ามอ่านเรื่องรัฐธรรมนูญ เพราะว่ามันทำให้เข้าใจระบบทางการเมือง วิชารัฐศาสตร์จึงกลายเป็นวิชาที่ถูกห้ามเรียนหลังจากเหตุการณ์นี้เป็นต้นมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 7 หลังปฏิวัติ 2475 เราถึงกลับมามีการศึกษาวิชารัฐธรรมนูญ วิชาสถาบันทางการเมือง ดังนั้นวิชาที่เป็นที่ต้องห้ามมันมีอยู่จริง”
แม้ล้มเหลว แต่ปลูกเมล็ดพันธุ์
ไม่มีคณะ ‘พี่ๆ’ ก็ไม่มี ‘คณะราษฎร’
ปิดท้ายที่คุณูปการในการศึกษาเรื่องของ ร.ศ.130 ซึ่ง ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ บอกว่า ช่วยให้ ‘ตาสว่าง’ และค้นหาต่อ ถ้าไม่มีคณะ ร.ศ.130 ก็ไม่มีคณะราษฎร ที่ผ่านมามีการนั่งคุยกันเรื่องรัฐประหารวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ต่อมา พ.ศ.2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์, วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516, วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519, พฤษภาคม พ.ศ.2535, พฤษภาคม พ.ศ.2553 มาจนถึงคณะราษฎร พ.ศ.2563
“ตรงนี้ผมกำลังบอกว่าวิชาประวัติศาสตร์มันทำให้เราไม่ฉลาดเลยก็ได้ถ้าเราเรียนประวัติศาสตร์แบบหนึ่ง แต่มันก็อาจจะทำให้เราเปิดหู เปิดตา และรู้ทันโลก ไปคุยกับใครก็ได้ ถ้าเรามองประวัติศาสตร์อีกอย่างหนึ่ง แปลว่าผมกำลังบอกว่า มันต้องเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ มันต้องชำระจริงๆ ไม่ชำระประวัติศาสตร์แบบปลอมๆ ผมสอนหนังสือมา 40-50 ปี เจอรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการปฏิรูปวิชาประวัติศาสตร์ทุกคนแต่มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยใน 40-50 ปี”
รศ.ดร.ธำรงค์ศักดิ์ กล่าวถึงคุณูปการของ ร.ศ.130 ว่าให้มรดกแก่การปฏิวัติ 2475 เมื่ออ่านบันทึกของคนเหล่านี้จะพบว่าการปฏิวัติที่ล้มเหลวของ ร.ศ.130 เป็นต้นแบบที่ทำให้คณะราษฎรระมัดระวังตัวยิ่งขึ้น ไม่แสวงหาสมาชิกจำนวนมากเช่นนี้และตัดสินใจใช้วิธีการที่ท็อปดาวน์ลงมา แต่ยังยึดแนวทางในการเลือกระบอบที่ยังคงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์
“การปฏิวัติ ร.ศ.130 ส่งผลให้อีก 20 ปีต่อมาบรรลุความสำเร็จ ในวันเดียวกันนั้นปรีดี พนมยงค์ เรียกคนเหล่านี้ว่าพี่ๆ ที่ทำให้เกิดพวกเราวันนี้
ดังนั้นแม้ว่าการปฏิวัติ ร.ศ.130 ล้มเหลว แต่พวกเขาก็ได้เดินเข้าสู่กระแสทางประวัติศาสตร์ของการสร้างประชาธิปไตย และเป็นเมล็ดพันธุ์ให้กับเราจนถึงทุกวันนี้”
‘ท่านปรีดี พนมยงค์ (นามปัจจุบันของท่าน) ได้กล่าววาทะอย่างนุ่มนวลออกมาครั้งแรกเมื่อพบพวกเราว่า พวกผมถือว่าการปฏิวัติครั้งนี้เป็นการกระทำต่อเนื่องกันมาจากการกระทำเมื่อ ร.ศ.139 จึงขอเรียกคณะ ร.ศ.130 ว่าพวกพี่ๆ ต่อไป โดยท่านได้ให้อรรถาธิบายว่า เมื่อชาวคณะ ร.ศ.130 ถูกจับกุมครั้งกระนั้น ท่านยังมีอายุได้เพียง 11 ขวบ’
คือข้อความตอนหนึ่งในบันทึกล้ำค่าเล่มดังกล่าวอันเต็มเปี่ยมด้วยเรื่องราวเข้มข้น ร้อนแรง ราวนวนิยายขายดี ทว่า เป็นเรื่องจริงในไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ ตั้งแต่เป้าหมายการขยายแนวร่วม การถูกจับกุมและไต่สวน การถูกคุมขังลงทัณฑ์ ชีวิตนักโทษการเมืองในคุก ชีวิตหลังคืนสู่อิสรภาพ และการส่งต่ออุดมการณ์ในการปฏิวัติ 2475 ผ่านการถ่ายทอดความคิดลงบนหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์
จาก “ภาคปฏิวัติครั้งแรกของไทย ร.ศ.130” อนุสรณ์งานศพ ร.อ.ขุนทวยหาญพิทักษ์ (นายแพทย์เหล็ง ศรีจันทร์) 19 เมษายน พ.ศ.2503 ซึ่งมักเรียกกันว่า “หมอเหล็งรำลึก” ตามข้อความบรรทัดบนสุดของปก
สำนักพิมพ์มติชนนำมาจัดพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2556 มาถึงฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองไทยร่วมสมัยที่ท้าทายอย่างยิ่ง ไม่เพียงมีชื่อของ ณัฐพล ใจจริง นักวิชาการชื่อดังนั่งเก้าอี้บรรณาธิการ ยังมี 2 บทความพิเศษที่พลาดไม่ได้ หนึ่งในนั้นคือ “อนุสรณ์คณะเก๊กเหม็งสยาม ร.ศ.130” ผลงาน นริศ จรัสจรรยาวงศ์ นักประวัติศาสตร์ผู้ค้นคว้าเรื่องราวในห้วงเวลา “เปลี่ยนผ่าน” อย่างละเอียดลึกซึ้ง โดยเฉพาะจากหลักฐานใน “หนังสืองานศพ”
สอบถามรายละเอียดและสั่งซื้อได้ที่ เฟซบุ๊ก : Matichon Book – สำนักพิมพ์มติชน เว็บไซต์ http://www.matichonbook.com/ โทร 0-2589-0020 ต่อ 3350-51


