‘สฤณี’ ชวนแหวกม่านมายา(อ)คติ ใน Behind the Illusion ระบอบลวงตา ‘เพราะความจริงไม่ได้มีหนึ่งเดียว’

“มายาคติ ความหมายคือสิ่งที่ไม่จริง หลายเรื่องที่เราอาจจะเชื่อว่าจริง แต่สุดท้ายพอแหวกมันออกมาหรือพยายามมองให้รอบด้าน ที่จริง มันไม่จริง หรือไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราเชื่อ หรือสิ่งที่เราเคยเชื่อมันไม่ใช่”

คำกล่าวของ สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ นักเขียน นักแปลชื่อดัง นักวิพากษ์การเมืองเศรษฐกิจ และเป็นผู้เขียนหนังสือ ‘Behind the Illusion ระบอบลวงตา’ ที่กล่าวถึงความหมายของคำว่ามายาคติ ในงานเสวนาหัวข้อ “แหวกม่านมายา(อ)คติ” ในงาน Matichon Bookmark 2021 #คั่นไว้ในใจเธอ ณ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (Matichon Academy) ที่สำนักพิมพ์มติชนจัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ก่อนแวะมาแจกลายเซ็นพร้อมมอบแด่แฟนหนังสือเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

‘Behind the Illusion ระบอบลวงตา’ รวบรวมและเรียบเรียงจากบทความและปาฐกถาต่างกรรมต่างวาระของผู้เขียน ระหว่างปี 2557-2564 ในห้วงยามที่ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้การปกครองโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หนังสือเล่มนี้จะชวนผู้อ่านมองให้ทะลุระบอบลวงตาที่ล่อหลอกคนไทยหลายคนให้เห็น ประชาธิปไตยเป็นเผด็จการ และเห็นเผด็จการเป็นประชาธิปไตย มอบมุมมองใหม่ๆ ผ่านประเด็น การเมือง ความเหลื่อมล้ำ ความยุติธรรม และการฉ้อฉลเชิงอำนาจของระบอบประยุทธ์

มายาคติ คือ ‘ความเชื่อและความชอบ’

หากมองไม่รอบ อาจหลงภาพลวงตา

ก่อนไปถึงประเด็นอื่นใด เริ่มต้นด้วยความหมายของคำว่า ‘อคติ’ ซึ่ง สฤณี อธิบายว่า อาจจะเป็นอะไรที่ยากจะมองเห็นบางทีก็เป็นเรื่องความชอบ การเลือกที่รักมักที่ชังต่างๆ เชื่อว่าถ้าเรารู้ว่ามันเป็นมายาคติ ไม่มีใครที่จะอยากอยู่กับมายาคติ เพราะความหมายคือสิ่งที่ไม่จริง จากนั้นกล่าวถึงที่มาของหนังสือและเนื้อหาภายใน ว่าต้องยกเครดิตให้กับคนที่มาถกเถียงในโลกออนไลน์ผ่านเพจส่วนตัวของตน ซึ่งทำให้ได้พูดคุยกับคนที่คิดเห็นไม่ตรงกันอยู่มาก

“ยกตัวอย่าง หลายคนเชื่อมั่นว่ารัฐประหารสามารถเป็นประชาธิปไตยได้ หรือทำให้ประเทศดีขึ้นได้ พอเกิดรัฐประหารล่าสุด มีการนำผลงานของนักวิชาการท่านหนึ่งมาเผยแพร่กันในโลกออนไลน์เพื่ออธิบายความชอบธรรมของรัฐประหาร เพราะงานชิ้นนั้นใช้คำว่ารัฐประหารที่เป็นประชาธิปไตย แต่พอตามไปอ่านตัวต้นตองานวิชาการ เราก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ รัฐประหารปี 2557 ไม่น่าจะตรงกับสิ่งที่เขาเรียกว่ารัฐประหารที่เป็นประชาธิปไตย เพราะเขาก็พูดว่ามันต้องมีความชัดเจนว่ารัฐประหารทำแล้วต้องรีบคืนอำนาจให้พลเรือน ต้องรีบจัดการเลือกตั้งให้รวดเร็ว พูดง่ายๆ คือต้องมีประชาธิปไตยที่ดีกว่าเดิม ถ้าคนที่อ่านเข้าใจต้นตอของงานชิ้นนี้จริงๆ ว่าคนเขียนเขียนว่าอะไร ก็อาจจะตั้งคำถามต่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ซึ่งเป็นธีมหนึ่งของหนังสือเล่มนี้” สฤณีกล่าว

สฤณี กล่าวด้วยว่า มีบทความหนึ่งในหนังสือที่ใช้ชื่อว่า ‘กฎหมายไม่เท่ากับความยุติธรรม’ คนทั่วไปที่ไม่ได้ข้องแวะกับกฎหมายจะคิดว่ากฎหมายต้องออกมาดีแล้ว ต้องผ่านการกลั่นกรองมา พอเชื่อแบบนี้ก็จะไม่ได้ตามไปดูว่าความเป็นจริงว่ากฎหมายมันใช้ได้ตามเจตนารมณ์ไหม หรือเจตนารมณ์ถูกต้องไหม หรือการได้มาซึ่งกฎหมายมันออกมาผ่านใครเป็นประโยชน์สาธารณะหรือไม่

 

“ยุคนี้ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันพัวพันกับการใช้อำนาจและการขึ้นสู่อำนาจของระบอบที่ใช้คำว่า ระบอบประยุทธ์ ซึ่งระบอบนี้เขาใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญและใช้อำนาจ คือตั้งแต่สมัย คสช.คำสั่งทั้งหมดมีสถานะเป็นกฎหมาย ทำให้มีคำถามเรื่องความชอบธรรม เรื่องความยุติธรรม พอหลังจากการเลือกตั้งก็มีคำถามดังขึ้นเรื่อยๆ หลายกรณี คนตั้งคำถามว่าคุณใช้กฎหมายแบบไหน คุณเลือกปฏิบัติไหม ช่วงโควิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นไปเพื่ออะไร ชุมนุมประท้วงรัฐบาลถูก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดนกฎหมายรุนแรง ต่อให้เราไม่ได้อยู่ในสถานะที่โดนโดยตรงมันก็เป็นเครื่องที่บ่งชี้ว่าถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้เรื่อยๆ ระบบยุติธรรมถูกตั้งคำถาม กฎหมายซึ่งจริงๆ เป็นกติกาของสังคม ถ้ากฎหมายถูกตั้งคำถาม คนไม่ไว้ใจกติกาของสังคม แล้วสังคมจะอยู่กันอย่างไร” สฤณีกล่าว

‘ประชานิยม-ประชารัฐ’ อย่ายึดติดคำศัพท์

ต้องดู ‘นโยบายและรายละเอียด’

สฤณี ยังกล่าวถึงนโยบายประชานิยมในไทยว่าส่วนใหญ่นโยบายเศรษฐกิจ ฝั่งที่สุดโต่งจะบอกว่านโยบายอะไรก็ตามที่เป็นการแจกเงินหรือให้เงินคนไปตรงๆ จะทำให้คนเสียนิสัยและเป็นการ ‘ซื้อเสียง’ ซื้อคะแนนนิยม ไม่เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ฝั่งสุดโต่งอีกด้านหนึ่งบอกว่านโยบายอะไรก็ตามที่ทำให้คนได้ประโยชน์ ต่อให้เป็นการได้เงินก็ไม่เป็นอะไร

ประเด็นนี้ หากมองจากมุมเศรษฐศาสตร์ ทุกนโยบายถ้าตัดคำว่าประชานิยมซึ่งกลายเป็นคำทางการเมือง โดยมองความถูกต้องหรือประเมินนโยบายสาธารณะในทางเศรษฐศาสตร์ก็ต้องดูหลายเรื่อง บางนโยบายดีในหลักการคือตั้งใจจะช่วยประชาชน แต่วิธีการอาจไม่ถูกต้อง เช่น เปิดช่องให้มีการทุจริตหรือใช้เงินในลักษณะที่ไม่ยั่งยืน บางโครงการอาจจะไม่ดีทั้งหลักการและวิธีการเพราะฉะนั้นต้องดูในรายละเอียด

“ซึ่งถ้าจะเทียบประชานิยมกับประชารัฐนั้นในตอนที่เขียนเรื่องนี้ใหม่ๆ โครงการประชารัฐถูกโฆษณาว่าเป็นสิ่งที่ดีกว่าประชานิยม ซึ่งความคิดมาจาก ศ.นพ.ประเวศ วะสี ท่านพยายามรณรงค์เรื่องนี้คือให้ทุกภาคส่วนมารวมพลังกันโดยให้น้ำหนักกับชุมชนค่อนข้างมาก แต่เมื่อนำมาใช้ในยุคสมัยของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถ้าดูจากองค์ประกอบของคณะกรรมการประชารัฐก็พอเห็นว่าตกลงคนที่เป็นตัวแทนประชาชนนั้นอยู่ตรงไหน อย่างมากมีตัวแทนประชาชนได้ 5 เปอร์เซ็นต์ หลักๆ คือเอกชนที่เป็นรายใหญ่ กลุ่มทุนใหญ่ที่นั่งในโครงการประชารัฐถูกตั้งคำถามว่าเอื้อประโยชน์หรือได้รับอำนาจผูกขาดหรือไม่ ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เกิดทุนนิยมช่วงชั้น เป็นการผนึกกำลังระหว่างคนที่มีอำนาจรัฐกับอำนาจทุน จึงเกิดการตั้งคำถามตั้งแต่เป็นโครงการประชารัฐว่าจริงหรือไม่ที่โครงสร้างแบบนี้ที่เหมือนไม่ได้มีตัวแทนประชาชนหรือชุมชนจะทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้แก่สาธารณะ สุดท้ายแล้วเราไม่ควรที่จะต้องยึดติดกับคำว่าประชานิยมหรือประชารัฐ อยากให้ดูไปที่นโยบายมากกว่า รวมถึงกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล กระบวนการรายงานผล ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่เรายังอ่อนอยู่ บางทีเรารู้แค่ว่ารัฐบาลมีความคิดจะทำอะไรและมีการประชาสัมพันธ์ และเปิดตัวว่าใช้งบประมาณเท่าไหร่ในการทำโครงการ แต่ถามว่าหลังจากนั้นเป็นอย่างไร หนึ่งหรือสองปีผ่านไปเกิดผลเป็นรูปธรรมมากน้อยแค่ไหน” นักวิชาการเศรษฐศาสตร์อธิบาย

ขุนศึก ศักดินา พ่อค้า ข้าราชการ

ค้ำยัน ‘ระบอบประยุทธ์’

สฤณีบอกว่า คำว่า ‘ระบอบประยุทธ์’ ต้องให้เครดิต รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ และ รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ซึ่งเขียนบทความในวารสารฟ้าเดียวกันเรื่องระบอบประยุทธ์

“อาจารย์ประจักษ์สรุปหลายๆ ครั้งว่าคือระบอบที่มีการผนวกรวมกันเป็นหนึ่งเดียว โดยใช้คำว่า ขุนศึก ศักดินา พ่อค้า ส่วนตัวรู้สึกว่ามันคือ ขุนศึก ศักดินา พ่อค้า ข้าราชการ ซึ่งก็คือระบบที่เรียกว่าเกื้อหนุนซึ่งกันและกันในลักษณะที่จะค้ำยันกันให้ไปข้างหน้า โดยที่คำว่า พ่อค้า ในที่นี้คือกลุ่มทุนใหญ่ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และองคาพยพแวดล้อม

ข้อสังเกตจากที่ตัวเองเขียนมาคือ สนใจในเรื่องคอร์รัปชั่น เรื่องการแทรกแซง เรื่องการกฎหมายที่มีปัญหา เมื่อเขียนไปยิ่งรู้สึกว่าหลายกรณีที่จะใช้คำว่า การฉ้อฉลเชิงอำนาจ มันเป็นตัวอย่างของระบอบประยุทธ์ เมื่อก่อนเราอาจพูดคำว่า คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย รัฐบาลออกนโยบายอะไรบางอย่างเพื่อเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง ระบอบประยุทธ์เป็นอีกขั้นหนึ่งเพราะเขาสามารถที่จะออกแบบตั้งแต่ชั้นกฎหมายเลยว่าให้เป็นอย่างไร หรืออาจจะเป็นชั้นขององค์กรอิสระ หรือองค์กรที่เป็นองค์กรกำกับดูแลซึ่งควรจะทำงานอย่างเป็นกลาง เช่นมีกรณีหนึ่งในหนังสือพูดถึงการทำหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ซึ่งสำคัญมากเพราะที่ผ่านมาเราบอกว่ากฎหมายผูกขาดเป็นสื่อกระดาษ จึงมีการแก้กฎหมายเพื่อให้คณะกรรมการเป็นอิสระกว่าเดิม แต่มีประเด็นที่ทำให้สังคมตั้งคำถามอยู่ดีว่าคุณอิสระหรือเปล่า กรณีเหล่านี้ค่อนข้างสอดคล้องกับข้อสังเกตของอาจารย์ประจักษ์” สฤณีกล่าว

ทลายมายาคติ ต้องเปิดรับความเห็นต่าง

‘คนรุ่นเก่า’ ต้องฟัง ‘คนรุ่นใหม่’

ปิดท้ายด้วยประเด็นที่ว่า เมื่อมีมายาคติ แล้วจะทะลุทะลวงสิ่งนี้ได้อย่างไร สฤณี บอกว่าการทลายมายาคติหรือการที่จะรู้ได้ว่าสิ่งใดคือมายาคตินั้น คือการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น

“ในฐานะคนที่เชื่อมั่นในพลังของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการเปิดรับคนคิดต่าง เราควรฟังเขาเยอะๆ และพยายามอธิบายให้เยอะ แน่นอนว่าความเห็นบางอย่างที่บอกไว้ในหนังสือเล่มนี้อาจจะคิดผิดก็ได้ ซึ่งก็ยินดีหากใครจะเขียนหนังสือมาโต้ เช่น ระบอบประยุทธ์ไม่มีจริง มันต้องเริ่มต้นจากการพยายามมองหลายๆ มุมและเชื้อเชิญคนที่เขาอาจจะคิดไม่เหมือนเรามาคุยกัน ถกเถียงกัน เพราะว่าจริงๆ ทัศนคติหรือมายาคติที่ว่าต้องเชื่อผู้ใหญ่มันเริ่มแตกเพราะโลกออนไลน์ เมื่อค้นเรื่องอะไรก็ตามเราจะเห็นมุมมองเยอะไปหมด ดังนั้น การที่เห็นหลายมุมก็ต้องฉุกคิดแล้วว่าเราจะแยกแยะอย่างไรต่อ” สฤณีกล่าว ก่อนย้ำว่า

เพราะความจริงไม่ได้มีหนึ่งเดียว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon