ปลดล็อกพืชกระท่อม โอกาสทองของใคร
กระท่อมเพิ่งปรากฏเป็นยาเสพติดต้องห้ามตามกฎหมายเป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) ซึ่งเหตุผลที่แท้จริงของการออก พ.ร.บ.พืชกระท่อม พ.ศ.2486 ก็เนื่องจากฝิ่นที่รัฐเป็นผู้ผูกขาดผลิตฝิ่นสุก ฝิ่นดิบ มีราคาแพงทำให้คนหันมาสูบกระท่อมแทนฝิ่น

การให้ข้อมูลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ชี้ให้เห็นว่า กระท่อมเป็นพืชที่มีมานาน เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ถูกรัฐปิดตายมา 78 ปี แต่ไม่มีงานวิจัย หรืองานวิชาการที่ค้นคว้า รับรองถึงสารจากพืชกระท่อม ที่สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างคุณประโยชน์แม้แต่ชิ้นเดียว
เมื่อรัฐบาล โดยกระทรวงยุติธรรม ประกาศปลดล็อกพืชกระท่อมพ้นจากยาเสพติดให้โทษ ดูเหมือนจะมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นกับผู้ที่สนใจมากมาย
ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ ภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เขียนในการเก็บข้อมูล “ใบกระท่อม สรรพคุณทางยา ประโยชน์และโทษ” ว่ากระท่อมมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนชื้นแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย มลายู จนถึงเกาะนิวกินีด้วย ที่พบในประเทศไทยมีอยู่ 3 พันธุ์ คือ แตงกวา (ก้านเขียว) ยักษาใหญ่ (รูปใบใหญ่) และก้านแดง มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละที่ เช่น ในประเทศไทย ภาคเหนือเรียกอีด่าง อีแดง กระอ่วม ภาคใต้เรียกท่อม หรือท่ม


และสารสำคัญที่พบในใบกระท่อม ซึ่งใบกระท่อมประกอบด้วยแอลคะลอยด์ทั้งหมดประมาณร้อยละ 0.5 ในจำนวนนี้เป็นไมทราไจนีน (Mitragynine) ร้อยละ 0.25 ที่เหลือเป็นสเปโอไจนีน (Speciogynine) ไพแนนทีน (Paynanthine) สเปซิโอซีเลียทีน (Speciociliatine) ตามลำดับ ซึ่งชนิดและปริมาณแอลคะลอยด์ที่พบแตกต่างกันตามสถานที่ และเวลาที่เก็บเกี่ยว ซึ่งแบ่งตามสูตรโครงสร้างได้สารประกอบ 4 ประเภท คือ
1.อินโดลแอลคะลอยด์ (Indole Alkaloids)
2.ออกอินโดลแอลคะลอยด์ (Oxindole Alkaloids)
3.ฟลาวานอยด์ (Flavanoids)
4.กลุ่มอื่นๆ เช่น ไฟโตสเตอรอล (Phytosterol), แทนนิน (Tannins)
3 เดือนเต็มกับการแถลงปลดล็อกให้พืชกระท่อมไม่เป็นยาเสพติดให้โทษ ให้มีผลบังคับใช้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 8 พ.ศ.2564
ผลจากการปลดล็อกให้ถือว่าประชาชนสามารถปลูกพืชกระท่อมได้อย่างเสรี หรือจะบริโภคก็สามารถทำได้ ส่วนกรณีการเทียบสัดส่วน 4×100 ยังเป็นการผิดกฎหมายอยู่ โดยสาระสำคัญของข้อกฎหมายฉบับนี้คือ ให้ผู้ปลูกกระท่อม ครอบครองกระท่อม สามารถซื้อ ขาย หรือนำมาบดเคี้ยวได้ และยังปลูกกระท่อมเพิ่มเติมได้ด้วย
“กระท่อมที่ขึ้นทะเบียนไว้ก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้มีจำนวน 135 หมู่บ้าน เฉลี่ยประชากรหมู่บ้านละ 300 คน ตามธรรมนูญการปลูกกระท่อม ปลูกได้ 3 ต้นต่อคน เท่ากับมีจำนวนกระท่อมที่ขึ้นทะเบียนไว้จำนวน 124,500 ต้นทั่วประเทศ หรือราว 5,000 ไร่ หากเทียบกับจำนวนต้นกระท่อมที่ปลูกได้ 25 ต้นต่อไร่ และผมเชื่อว่ามีประชากรที่ปลูกไว้และไม่ได้ขึ้นทะเบียนอีกเท่าตัว นั่นหมายถึง เรามีพื้นที่ปลูกกระท่อมทั่วประเทศประมาณ 10,000 ไร่ ในตอนนี้” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าว

ราคาซื้อขายใบกระท่อมสด 300 บาทต่อกิโลกรัมขั้นต่ำ บางตลาดขายสูงถึงกิโลกรัมละ 450 บาท
ตัวเลขการซื้อขายที่สูงทำให้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับสินค้าเกษตร หรือพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น ด้วยเหตุนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมอธิบายด้วยตัวเลขให้ผู้ปลูกเข้าใจอย่างง่ายว่า
ฤดูฝน 3 เดือน เก็บได้เดือนละ 3 ครั้ง รวม 9 ครั้ง ครั้งละ 10 กิโลกรัม เท่ากับผลผลิต 90 กิโลกรัม
ฤดูแล้ง 9 เดือน เก็บได้เดือนละ 2 ครั้ง รวม 18 ครั้ง ครั้งละ 7 กิโลกรัม เท่ากับผลผลิต 126 กิโลกรัม
รวมตลอดปีเก็บผลผลิตกระท่อมสด 216 กิโลกรัมต่อต้น พื้นที่ 1 ไร่ มี 25 ต้น รวมผลผลิต 5,400 กิโลกรัมต่อไร่ หากจำหน่ายในราคาขั้นต่ำ
300 บาทต่อกิโลกรัม นั่นหมายถึง มีรายได้จากการขายใบกระท่อมสด ไร่ละ 1,620,000 บาท
เมื่อคิดพื้นที่ปลูกปัจจุบันที่ประมาณการว่ามีจำนวน 10,000 ไร่ทั่วประเทศ หากซื้อขายในราคา 300 บาทต่อกิโลกรัม จะทำให้มีเงินสะพัดมากถึง 16,200 ล้านบาทต่อปีทีเดียว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่า ได้รับรายงานตัวเลขจากกรมสอบสวนคดีพิเศษถึงตัวเลขการผลิตเครื่องสำอางในประเทศไทย เป็นตัวเลขผลิตเพื่อจำหน่ายภายในประเทศ 200,000 ล้านบาท และส่งออกอีก 300,000 ล้านบาท จึงมองว่าหากนำสารที่ได้รับการสกัดจากพืชกระท่อมมาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ยา อาหาร เครื่องสำอาง และเครื่องดื่มชูกำลัง จะช่วยเพิ่มมูลค่าของพืชกระท่อมได้อีก อีกทั้งยังเป็นตัวช่วยลดและควบคุมปริมาณพืชกระท่อมที่จะมีผู้ปลูกเพิ่มในอนาคต โดยการนำไปแปรรูปและสกัดนำสารที่มีประโยชน์ไปใช้แทนการจำหน่ายกระท่อมสดเพียงอย่างเดียว
นายสมศักดิ์บอกว่า การที่กระทรวงยุติธรรมไม่ได้ออกกฎหมายควบคุมพื้นที่ปลูกและราคา เพราะมองว่าเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ทำได้เอง แม้ว่าความต้องการขณะนี้จะสูง แต่หากมีการปลูกโดยคิดจำหน่ายเพียงใบกระท่อมสดก็อาจจะทำให้ราคาซื้อขายถูกลงได้ ดังนั้น การมองการณ์ไกลถึงการนำสารในใบกระท่อมที่มีประโยชน์ไปใช้ในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ จะช่วยเพิ่มมูลค่าพืชกระท่อม และลดปริมาณพืชกระท่อมสดที่เกษตรกรปลูกมากไปใช้ในการแปรรูป ซึ่งจะช่วยให้ราคาพืชกระท่อมไม่ตกลง
“ที่สหรัฐอเมริกาตั้งมาตรฐานการนำเข้ากระท่อมผงไว้ว่าจะต้องมีสารไมทราไจนีน (Mitragynine) ไม่น้อยกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ จึงนำเข้าได้ ซึ่งพืชกระท่อมที่ปลูกในประเทศไทยเรามีมากถึง 57 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีสารเซเว่นไฮดรอกซี่ไมทราไจนีน (7-hydroxymitragynine) ซึ่งสามารถนำไปเป็นส่วนประกอบของยาบรรเทาปวดได้เช่นกัน โดยตลาดในประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย นำเข้าเพื่อนำไปเป็นส่วนผสมผลิตมอร์ฟีนขายมูลค่าปีละ 500,000 ล้านบาททีเดียว ซึ่งปัจจุบันสหรัฐอเมริกานำเข้ากระท่อมผงจากอินโดนีเซียประมาณปีละ 240,000 ตัน ซึ่งตรงนี้ตลาดสหรัฐอเมริกาถูกครองโดยอินโดนีเซีย 95 เปอร์เซ็นต์ อีก 5 เปอร์เซ็นต์ นำเข้าจากที่อื่น”

เมื่อถามถึงการควบคุมไม่ให้ใช้สารในพืชกระท่อมไปในทางที่ผิดกฎหมาย หรือเสพมากเกินปริมาณได้อย่างไร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้คำตอบว่า บางคนเสพกระท่อมมานาน 40 ปี ไม่เป็นอะไร จึงขออย่ากังวลกับสิ่งเหล่านี้มาก ควรย้อนกลับไปดูว่ากระท่อมเป็นพืชที่มีมานาน เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ถูกรัฐปิดตายมา 78 ปี งานวิชาการเกี่ยวกับพืชกระท่อมเปรียบเสมือนเริ่มต้นใหม่ หากมีงานวิชาการรับรองจะทำให้พืชกระท่อมมีทิศทางการแปรรูปผลิตภัณฑ์ไปในทางที่ดี ทั้งยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำเงินให้กับเกษตรกรได้อีกด้วย
“คนกินกระท่อมไม่เห็นออกมาฆ่ากันตาย ขับรถเฉี่ยวชนก็ไม่มี สิ่งที่เห็นคือขยันขันแข็งทำงาน หากย้อนไปมองอดีตว่าทำไมกระท่อมถึงอยู่ในบัญชียาเสพติดประเภทที่ 5 ก็เพราะรัฐบาลเก็บภาษีจากฝิ่นได้น้อย เพราะคนหันมาเสพกระท่อมที่มีราคาถูกกว่าและทดแทนกันได้”
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยังจำเป็นต้องให้ความรู้กับประชาชน เพราะหยิบจับส่วนใดก็ได้มาแปรรูปวางขาย รับเงิน แล้วจบ
เพราะขั้นตอนของการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายยังมีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ควบคุมและกำกับดูแล ซึ่งหากจะแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยา อาหาร เครื่องสำอาง หรือมีไว้เพื่อบริโภค จำเป็นต้องผ่านการขออนุญาตก่อน ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปไม่รู้
ทั้งหมดทั้งมวล ข้อควรรู้จะมีรายละเอียดในงานสัมมนาเชิงวิชาการ “อนาคตกระท่อม กับการปลดล็อกสู่พืชเศรษฐกิจ” โดยเจ้ากระทรวงที่ดูแลโดยตรง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “เมื่อกระท่อมไม่ใช่สารเสพติด แต่เป็นพืชเศรษฐกิจทำเงิน”
“การปลดล็อกพืชกระท่อม ปลูก-ขาย อย่างไร ให้ถูกกฎหมาย” โดยนายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด “ผลิตภัณฑ์จากกระท่อม นำเข้า-ส่งออก ไปกับ อย.” โดย ภก.วราวุธ เสริมสินสิริ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน (รักษาการผู้อำนวยการกองผลิตภัณฑ์สมุนไพร) และส่งท้ายเวทีสัมมนาด้วยกูรูพืชกระท่อม ผู้คร่ำหวอดในวงการหยิบจับตั้งแต่เริ่มเพาะกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิต แปรรูปออกมาเป็นผลิตภัณฑ์จำหน่ายในหัวข้อ “รู้วิธีเพาะ-ปลูก และดูแล พืชกระท่อม” โดย คุณอรพินทร์ พญาพิทักษ์สกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีเอชซีจีกรุ๊ป จำกัด
เข้าฟังเนื้อหาและรายละเอียดในการสัมมนาได้ที่อาคารสำนักงาน บริษัท ข่าวสด จำกัด เวลา 13.30-16.00 น. วันที่ 22 ธันวาคม 2564
สุจิต เมืองสุข

