หน้าแรก ประชาชื่น คอลัมน์ เดือน...

คอลัมน์ เดือนหงายที่ชายโขง : ภาษี10%ทำพิษ ชายแดนลาวเงียบเหงา

5.10.16 | 14:27 น.

เป็นเวลา 1 เดือนแล้ว นับจากการประกาศใช้ข้อกำหนดกระทรวงการเงินของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2016 เพื่อเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% ของสินค้าที่ซื้อจากต่างประเทศ มูลค่าเกิน 50 ดอลลาร์ และนำเข้าไปยัง สปป.ลาวในทุกด่านและสนามบิน ผลกระทบในทางการค้าเริ่มเกิดขึ้นกับเมืองชายแดนของไทยในทุกพื้นที่ รวมถึงเกิดผลกระทบกับค่าครองชีพของคนลาวเช่นเดียวกัน

จำนวนนักท่องเที่ยวและพ่อค้าแม่ค้าชาวลาวที่เคยข้ามมาซื้อสินค้าไปขายลดลงอย่างเห็นได้ชัด ที่ด่านเชียงของ จ.เชียงราย การค้าและการท่องเที่ยวซบเซาลง โดยเฉพาะกับร้านขายส่งที่ขายสินค้าให้แก่พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยถึงระดับกลาง ซึ่งต้องขนส่งสินค้าข้ามด่านด้วยตัวเอง เช่นเดียวกับด่านสะพานมิตรภาพทั้งที่หนองคาย, มุกดาหาร และนครพนม ขาช้อปที่เคยกวาดซื้อเสื้อผ้า ขนม เครื่องใช้ในครัวเรือนทีละมากๆ เพื่อนำไปใช้หรือแบ่งขายต่อ ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นซื้อแค่ใช้จำนวนน้อย หรือเข้ามาเที่ยวแค่กินอาหาร ดูหนัง เดินวินโดว์ช้อปปิ้งเพลินๆ แล้วมือเปล่ากลับบ้านแทน

ยอดขายของห้างสรรพสินค้าในจังหวัดชายแดนจึงตกลงอย่างต่อเนื่อง พนักงานขายต่างบ่นกันอุบว่ายอดไม่ถึงเป้าที่เคยได้ ส่วนฝ่ายร้านอาหารสด อาหารแห้ง จำพวกอาหารทะเลและเครื่องปรุงรสต่างๆ ก็เงียบเหงาลงเช่นกัน

สถานการณ์ในเมืองฝั่งลาวก็เริ่มได้รับผล

กระทบขึ้น เนื่องจากการซื้อสินค้าต้นทุนและวัตถุดิบจากตลาดย่อยที่เคยไม่เสียภาษี ก็ต้องเปลี่ยนเป็นการซื้อสินค้าจากตัวแทนจำหน่ายขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่ผ่านการเสียภาษีศุลกากรและภาษีมูลค่าเพิ่ม ในขณะนี้ยังไม่พบการขึ้นราคาสินค้าและอาหารอย่างชัดเจน มีเพียงสินค้าบางรายการ เช่น ขนมห่อ เครื่องดื่ม เท่านั้นที่พบว่าราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10-15% อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามผู้ค้าในตลาด คาดว่าราคาสินค้าและอาหารปรุงสำเร็จอาจปรับขึ้นเพราะแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ไหวในอีกราว 2-3 เดือนข้างหน้า

Advertisement

ทางการลาวคาดว่า การจัดเก็บภาษีดังกล่าวจะช่วยให้เงินภายในประเทศไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ และยังสามารถเพิ่มรายรับให้แก่รัฐบาลได้ราวปีละไม่ต่ำกว่าสามแสนล้านกีบ หรือราว 1,250 ล้านบาทต่อปี โดยคิดจากยอดการซื้อสินค้าข้ามแดน (ไม่นับสินค้าที่เสียภาษีถูกต้อง) ที่ผ่านมาประมาณปีละ 1-2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยบรรเทาการขาดดุลและการสูญเสียเงินตราต่างประเทศได้ไม่น้อย อีกทั้งยังเป็นการคุ้มครองธุรกิจภายในประเทศที่เสียภาษีศุลกากรและภาษีมูลค่าเพิ่มให้รัฐบาล

การเก็บภาษีดังกล่าวอาจมีส่วนดีในด้านการส่งเสริมธุรกิจภายใน แต่ว่า ปัจจุบันการผลิตสินค้าและอุตสาหกรรมภายในของ สปป.ลาวยังไม่แข็งแรงและไม่สามารถผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคเพียงพอต่อการใช้ของประชากรในประเทศ การใช้นโยบายทางการเงินจึงอาจทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นทั้งที่ประชาชนปรับตัวไม่ทัน และอุตสาหกรรมในประเทศก็อาจไม่ได้รับผลดีอย่างที่คิด เพราะราคาตลาดจะปรับตัวเข้าสู่ภาวะดุลยภาพใหม่ และราคาสินค้าทุนก็จะสูงขึ้นไปตามจนทำให้อุตสาหกรรมการผลิตในประเทศยังแข่งขันด้านราคากับสินค้านำเข้าไม่ได้เช่นเดิม

จึงเป็นงานหนักของรัฐบาล สปป.ลาว ที่จะใช้นโยบายกระตุ้นภาคการผลิตและส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ รวมถึงการดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศเพื่อสร้างฐานการผลิตให้รวดเร็วที่สุด เพื่อตอบสนองต่อความต้องการสินค้าในครัวเรือนและสินค้าบริโภค สร้างความเข้มแข็งในเศรษฐกิจของประเทศตามแผนที่ตั้งเป้าไว้

อย่างไรก็ตาม ภาวะการเก็บภาษีดังกล่าวทำให้ผู้ค้าและการค้าในเมืองชายแดนต้องชะงักลง การคาดการณ์ทางธุรกิจต่างๆ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไป โดยนำปัจจัยดังกล่าวมาคำนวณให้รอบคอบ ผู้ที่สนใจเปิดร้านค้าหรือขายสินค้าในเมืองชายแดนที่มุ่งเป้าไปยังชาวลาว ต้องนำอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บมาร่วมประเมินเพื่อตั้งราคาสินค้า รวมถึงการพิจารณาเลือกลักษณะหรือเปลี่ยนประเภทธุรกิจมาเป็นการขายงานด้านบริการแทน