นิตยสารรายสัปดาห์มีผู้ติดตามอ่านตลอด คือนิตยสารที่นำเสนอนวนิยายเป็นหลัก หลายฉบับต้องล้มเลิกไปด้วยเหตุหลายประการ นิตยสารที่เลิกไปก่อนหน้านี้ คือ “ศรีสัปดาห์” ต่อมาคือ “สตรีสาร” และนิตยสาร “บางกอก” ที่มีนิยาย
บู๊เดือดเลือดพล่าน ซึ่งผู้อ่านผู้ชายนิยมชม
ชอบ เป็นนิตยสารรายสัปดาห์ เพิ่งปิดตัวก่อนหน้า “สกุลไทย” ประกาศปิดตัวเองเพียง 2 เดือน
นิตยสารสกุลไทย ฉบับแรกวางแผงเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2497 ราคาฉบับละ 3 บาท ผู้ผลิตคือ บริษัท อักษรโสภณ จำกัด ผู้ดำเนินงานคือ นายประยูร ส่งเสริมสวัสดิ์ กับ นายสันติ ส่งเสริมสวัสดิ์ บรรณาธิการบริหารคนแรกคือ นายลมูล อติพยัคฆ์ นางแบบหน้าปกคนแรกคือ ปรุง ศิริพร
สกุลไทยเสนอนวนิยายความรัก ครอบครัว ชีวิต เป็นนิตยสารที่ผู้หญิงและวัยรุ่นอ่านมากที่สุด มียอดจำหน่ายสูงสุดในกลุ่มนิตยสารรายสัปดาห์ บรรณาธิการคนต่อมาคือ สุภัทร สวัสดิรักษ์ และนรีภพ สวัสดิรักษ์
เมื่อถึงเวลาประกาศปิดตัว มีผู้ที่เป็นทั้งนักเขียน นักอ่าน กล่าวถึงนิตยสารฉบับนี้โดยทั่วไป โดยเฉพาะความคิดเห็นที่นิตยสารฉบับนี้ไม่ควรปิดตัวลง จาก อาจารย์มกุฏ อรฤดี หยิบยกไปบรรยายในวิชาบรรณาธิการศึกษา ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีผู้นำลงในออนไลน์ หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2559 ขอนำบางส่วนมาเสนอความว่า
ครูถือว่าข่าวการประกาศปิดตัวของนิตยสารสกุลไทยเป็นข่าวสำคัญ ครูจึงนำมาเป็นหัวข้อการเรียนในวันนี้ ซึ่งตรงกับวิชาบรรณาธิการศึกษาที่เรากำลังเรียนกันอยู่….
หนังสือที่จะอยู่ได้ นิตยสารที่จะอยู่ได้ จะต้องเศรษฐกิจดี ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีอยู่ไม่ได้หรอก ส่วนเศรษฐกิจดีของนิตยสารมาจากว่า มีคนซื้อ มีผู้อ่าน คือรายได้จากการขายนิตยสารนั้น และรายได้จากโฆษณา
ในกรณีของสกุลไทย แสดงว่ารายได้จากการขายนิตยสารและรายได้จากโฆษณาลดลง
รายได้หลักของนิตยสารทั่วโลกไม่ได้อยู่ที่การขายนิตยสาร แต่อยู่ที่รายได้จากโฆษณา ถ้าสังเกตย้อนหลังกลับไปประมาณ 5 ปีที่แล้ว สกุลไทยมีจำนวนหน้ามากกว่านี้ เพราะว่ามีหน้าโฆษณาหลายหน้า
ถามว่าคนอ่านสกุลไทยน้อยลงไหม มีคนให้ความเห็นว่าผู้อ่านสกุลไทยไม่ได้น้อยลง แต่ซื้อน้อยลง เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจ ดังนั้น ย่อมมีคนอีกจำนวนมากไปอ่านสกุลไทยจากห้องสมุด หรือในครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อน ซื้อเพียงฉบับเดียวแล้วหมุนเวียนกันอ่าน เพราะฉะนั้น คนอ่านสกุลไทยจึงมิได้ลดน้อยลง
แล้วทำอย่างไรล่ะ ที่จะให้นิตยสารนี้อยู่ได้ ?
ถ้าเราพิจารณาสกุลไทยทั้งฉบับ ประมาณครึ่งฉบับเป็นสาระ อีกครึ่งฉบับเป็นบันเทิงคดี นวนิยายซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะดึงดูดให้คนอ่าน
ครูคิดว่าคนอ่านนิตยสารสกุลไทย ประมาณ 80% อ่านเพราะนวนิยาย
ข้อเสนอของอาจารย์มกุฏ อรฤดี ต่อจากนี้นับเป็นประโยชน์ที่รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงศึกษาธิการควรพิจารณา กล่าวคือ
สกุลไทยมีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจล้วนเกี่ยวข้องกับกระทรวงวัฒนธรรม
เราเป็นประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนา เราจึงวัดการอ่านจากหนังสือที่เรียกว่า Book ไม่ได้ เพราะยังไกลเกินกว่าที่จะให้คนอ่านหนังสือเล่มหนาๆ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าประเทศไหนก็ตามที่อยู่ในกลุ่มประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนา เช่นประเทศอินเดียเมื่อ 60 ปีที่แล้ว ก็เริ่มให้ประชาชนรู้จักการอ่านด้วยนิตยสารเล่มบางๆ ที่มีเนื้อหาสาระอันเป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันของประชาชน รวมทั้งนิทานบันเทิงคดี
เมื่อเขาเริ่มการอ่าน ใฝ่หาการอ่าน หลังจากนั้นเขาจึงไปอ่านหนังสือที่หนาขึ้น
นี่คือตัวอย่างการจัดการเรื่องการอ่านของนักจัดการการอ่านของภาครัฐในประเทศอินเดีย ขณะที่เราจัดการเรื่องการอ่านแบบจัดงานอีเวนต์ตกแต่งซุ้มในงานอย่างสวยงาม แล้วหลังจากนั้น เงิน 10-20-30 ล้านบาทก็สูญสลายไป วิธีการอย่างนี้ไม่ได้ผล (แล้ววิธีการอย่างไหนจึงจะได้ผล พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน)

