ดนตรีคลาสสิก (Classical Music) เข้ามาเมืองสยามเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ ก็เข้ามากับฝรั่งและเข้ามากับคนไทยที่ไปศึกษาดนตรีในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศยุโรป อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี โปรตุเกส อิตาลี เนเธอร์แลนด์ รัสเซีย เป็นต้น หากจะไล่เรียงลำดับการเข้ามาของดนตรีคลาสสิกว่ามากับใครเมื่อไหร่ พอจะลำดับได้เท่าที่รู้ ดนตรีคลาสสิกเข้ามาคู่กับศาสนาและการศึกษาแยกจากกันไม่ออก เข้ามาแบบซึมๆ จนทำให้คนในท้องถิ่นต้องเรียนรู้และต้องเลียนแบบ ถือว่าเป็นดนตรีในพิธีกรรมและดนตรีเป็นการสร้างรสนิยม
ดนตรี วัฒนธรรม และศาสนา เป็นอุปกรณ์และเครื่องมือของการเมือง การปกครอง และการค้า เพราะว่าดนตรี วัฒนธรรม และศาสนา เป็นเครื่องมือที่ละมุนและนุ่มนวลที่สุด สามารถซึมซาบเข้าไปได้อย่างละเอียดอ่อน ซึ่งความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมดนตรีนั้นก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าการเมือง การปกครอง และการค้า แต่อย่างใด

วันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2229 คณะราชทูตจากสยามเดินทางถึงกรุงปารีสและพำนักอยู่ฝรั่งเศส 255 วัน เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ได้เข้าชมการแสดงโอเปร่า (Opera) ได้ฟังเพลงที่นักดนตรีราชสำนักของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 บรรเลงต้อนรับอย่างหรูหรา เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) และคณะราชทูตสยามได้มีโอกาสฟังดนตรีคลาสสิกโดยตรงครั้งแรกในชีวิต ณ ราชสำนักในกรุงปารีส ที่ฝรั่งเศส
พ.ศ.2230 ที่บ้านราชทูตเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ มีโบสถ์คริสต์อยู่ในบ้าน (Notre-Dame de Laurette) มีนักร้องจากฝรั่งเศสมาร้องเพลงศาสนาเป็นภาษาละตินประจำอยู่ที่โบสถ์ ซึ่งบทเพลงภาษาละตินก็ยังขับร้องในโบสถ์คาทอลิกกระทั่งปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีนักไวโอลินเล่นประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งนักบวชคาทอลิกทุกคนนั้นเป็นนักดนตรี มีความรู้เรื่องดนตรีคลาสสิก เล่นดนตรีและร้องเพลงของโบสถ์ได้
ที่โบสถ์คอนเซ็ปชัญ (Immaculate Conception Church) เป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในสยาม อยู่ที่บ้านญวน สามเสน ซึ่งสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย ต่อมาได้บูรณะขึ้นใหม่โดยบาทหลวงฝรั่งเศส คือ ฌ็อง-บาติสต์ ปัลเลอกัวซ์ (Jean-Baptiste Pallegoix) สังฆราชปัลเลอกัวซ์ได้ทำพิธีเสกโบสถ์เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2380 สมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งในโบสถ์คาทอลิกนิยมร้องเพลงสวดแบบเดียวกับโบสถ์ในฝรั่งเศส

ที่อาสนวิหารอัสสัมชัญ (Assumption Church) บางรัก นิกายโรมันคาทอลิก สร้างขึ้นเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาเมื่อ พ.ศ.2352 โดยบาทหลวงปาสกัล (Pascal) สมัยรัชกาลที่ 2 มีกิจกรรมการร้องเพลงพิธีในโบสถ์เป็นหลัก นิกายโรมันคาทอลิกมีบทเพลงร้องเป็นภาษาละติน การร้องเพลงเป็นพิธีกรรมหลักของศาสนา
พ.ศ.2395 สมัยรัชกาลที่ 4 มีนายทหารสำคัญ 2 นาย คือ ร้อยเอกน็อกซ์ (Thomas G. Knox) และร้อยเอกอิมเปย์ (Impey) เป็นทหารอังกฤษเข้ามาอยู่อินเดียก่อน ต่อมาเข้ามาสอนทหารแตรที่วังหลวงและที่วังหน้า โดยฝึกทหารแบบอังกฤษ ใช้เพลงชาติอังกฤษ (God save the Queen) สำหรับฝึกให้เป็นเพลงคำนับ ความจริงระหว่าง พ.ศ.2395-2414 สยามใช้เพลงชาติอังกฤษเป็นเพลงคำนับ ซึ่งสยามตกเป็นเมืองขึ้นโดยไม่รู้ตัว 19 ปี
พ.ศ.2410 จาค็อบ ไฟต์ (Jacob Feit) เป็นชาวเยอรมันหนีพ่อไปอเมริกา เข้าร่วมรบในสงครามกลางเมือง พ.ศ.2420 ไมเคิล ฟุสโก (Micheal Fusco) ชาวอิตาลี ไปอเมริกาเข้าอาสารบในสงครามกลางเมืองด้วย (พ.ศ.2404-2408) เมื่อสงครามจบ ทั้ง 2 คนก็ได้มาเที่ยวตะวันออก ตกหลุมรักกับสาวสยาม ได้งานสอนทหารแตรและสอนวงดนตรีคลาสสิกเพื่อการฟังและวงดนตรีสำหรับการเต้นรำ ทำงานที่วังหน้าและวังหลวง
พ.ศ.2427 บาทหลวงชาวฝรั่งเศสเข้ามาสร้างโบสถ์ที่หมู่บ้านอัครเทวดามีคาแอล (St. Michael) ท่าแร่ สกลนคร มีผู้ร่วมประกอบกรรมดี 120 คน อพยพจากสกลนครข้ามหนองหารด้วยเรือไม้ไผ่ เมื่อเรือเกยตื้น ได้ตั้งหมู่บ้านอัครเทวดามีคาแอล วันนี้มีชาวคาทอลิก 14,000 คน ทุกคนร้องเพลงสวดเป็นภาษาละตินที่ยังเหลืออยู่ 5% อีก 95% เป็นเพลงสวดเนื้อร้องภาษาไทยที่ใช้ทำนองดั้งเดิม
ในโบสถ์ทำพิธีกันตั้งแต่ 6 โมงเช้า ทำทุกวัน วันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง ใช้เวลาในการร้องเพลงครึ่งหนึ่ง โดยทุกคนที่เข้าโบสถ์จะต้องร่วมร้องเพลงและเปล่งเสียง พิเศษในวันอาทิตย์คือมีเวลาเข้าโบสถ์ทำพิธี 4 ครั้ง ปัจจุบันมีโบสถ์คาทอลิกในประเทศไทย 515 แห่ง ทุกโบสถ์ต้องร้องเพลงสวดกันหมด
พ.ศ.2446-2475 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เรียนดนตรีคลาสสิกและเรียนทหารจากประเทศเยอรมนี ได้ทรงประพันธ์เพลงไทยสำหรับวงโยธวาทิต 48 เพลง เพลงของกรมพระนครสวรรค์วรพินิตเป็นดนตรีไทยที่ได้พัฒนาคุณภาพและมีรากฐานอย่างเพลงคลาสสิก
พ.ศ.2454 อัลเบอร์โต นาซารี (Alberto Nazzari) เป็นผู้ก่อตั้งวงซิมโฟนีออเคสตราครั้งแรกของสยาม เป็นผู้ฝึกสอนและฝึกซ้อมนักดนตรี (ทหารม้ารวม) นำออกแสดงครั้งแรกใน พ.ศ.2456 ต่อมาในปี พ.ศ.2461 ได้จัดแสดงโอเปร่าเรื่องแรก คาวาลเลอเรีย รุสติกานา (Cavalleria Rusticana) ของมัสกัญญี (Mascagni)

พ.ศ.2460-2482 พระเจนดุริยางค์เป็นผู้ดูแลวงเครื่องสายฝรั่งหลวงในกรมมหรสพหลวง เป็นนักดนตรี ผู้ประพันธ์เพลง ผู้ควบคุมวงดนตรี พระเจนฯได้บันทึกโน้ตเพลงไทยด้วยโน้ตสากล พ.ศ.2473-2475 พระเจนฯเป็นผู้เรียกดนตรีไทยว่า “ดนตรีคลาสสิกไทย” (Thai Classical Music) เพลงไทยคลาสสิกถูกเรียกนอกเหนือไปจากเพลงคลาสสิกของยุโรป
พระเจนดุริยางค์ได้นำเพลงไทยมาเรียบเรียงให้แก่วงซิมโฟนีออเคสตรา อาทิ แขกเชิญเจ้า ปฐม ต้นบรเทศ ขับไม้บัณเฑาะว์ พม่ารำขวาน ธรณีกรรแสง พม่าประเทศ สายสมร เพลงบรรเลงประกอบภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือก (พ.ศ.2484) บ้านไร่นาเรา (พ.ศ.2485) พระเจนดุริยางค์เป็นครูดนตรีที่ได้จัดการศึกษาดนตรีอย่างเป็นระบบ มีตำราเรียน มีวิชาดนตรีปฏิบัติ มีวิชาการรวมวงดนตรี โดยเชื่อมั่นในการพัฒนาดนตรีประจำชาติ
พ.ศ.2461 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย กลับจากการศึกษาที่อังกฤษ มีความสามารถทางดนตรีสูง เป็นนักไวโอลิน เล่นเปียโนโดยนำเข้าเปียโนคู่ (เปียโน 4 มือ) และทรงเล่นฮาร์ปด้วย

อาจารย์กำธร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เกิดในตระกูลสูง มีฐานะ มีโอกาสได้ศึกษาดนตรีอย่างจริงจัง อาจารย์กำธรรับทุนจากรัฐบาลไปศึกษาดนตรีที่ประเทศอังกฤษ (Guildhall School of Music, University of London) เรียนวิชาขับร้อง (เสียงเบส) เล่นเชลโล กลับมาสอนดนตรีที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร
พ.ศ.2504 อาจารย์กำธรสอนวิชาความซาบซึ้งดนตรี (Music Appreciation) ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ทำรายการดนตรีคลาสสิกที่วิทยุจุฬาฯ ให้ความรู้แก่บัณฑิตให้รู้จักดนตรี ให้มีความเข้าใจดนตรี เมื่อไปเป็นครูจะได้สอนเด็กให้มีรสนิยม เป็นผู้ร่วมก่อตั้งวงโปรมิวสิกา (Pro Musica)
อาจารย์กำธรจัดการสอบเทียบความรู้ดนตรีกับสถาบันการศึกษาอังกฤษ (Trinity College of Music) ประสงค์ที่จะพัฒนาความรู้และยกระดับการศึกษาดนตรีให้แก่เด็กไทย
อาจารย์กำธรสอนดนตรีคลาสสิกอย่างฝรั่ง ใช้ตำราดนตรีที่เป็นภาษาอังกฤษให้นักเรียนได้ศึกษา เพื่อให้รู้จักศัพท์ดนตรีวิชาการแบบอังกฤษ ซื้อบัตรเข้าชมการแสดงดนตรีคลาสสิกมาแจกนักศึกษา เพื่อจะได้เรียนรู้ให้มีรสนิยมและให้โอกาสสัมผัสกับดนตรีคลาสสิกโดยตรง
หลักฐานที่ยกมานั้น เพื่อบอกว่าดนตรีคลาสสิก อยู่กับคนชั้นสูง อยู่กับผู้มีโอกาส อยู่กับผู้ที่มีการศึกษา อยู่กับผู้มีอันจะกิน อยู่กับฝรั่ง อยู่กับพวกนักเรียนนอก อยู่กับพวกหัวสูง ฯลฯ ซึ่งคนทั่วไปไม่สามารถจะเข้าถึงดนตรีคลาสสิกได้ คนจำนวนหนึ่งก็รังเกียจและไม่อยากฟังดนตรีคลาสสิก ไม่อยากเข้าถึง รู้สึกว่าจะต้องไปแบกภาระ ไม่ต้องการปีนบันไดฟัง ดนตรีคลาสสิกกลายเป็นเรื่องของชนชั้น เป็นดนตรีของผู้ดี ดนตรีคลาสสิกเป็นสื่อบอกฐานะในสังคม ชาวบ้านไม่รู้จักดนตรีคลาสสิก ซึ่งดนตรีคลาสสิกก็อยู่ห่างไกลจากชีวิตคนทั่วไป
ความจริงดนตรีคือดนตรี ดนตรีทุกชนิดเท่าเทียมและเหมือนกันหมด สำหรับดนตรีคลาสสิกนั้น จะต้องศึกษา ต้องฝึกฝน ต้องเรียนรู้อย่างจริงจัง ผู้เรียนต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างตั้งใจ ต้องเรียนรู้ซึมซาบ ต้องใช้สมาธิในการฟัง ซึ่งต้องมีความละเอียดประณีต ดนตรีคลาสสิกเป็นเรื่องของความไพเราะและเป็นสุนทรีย์ของชีวิต
ดนตรีคลาสสิกคือดนตรีที่สุดยอด นักดนตรีมีฝีมือสุดยอด เพลงที่เล่นก็สุดยอด เมื่อฟังดนตรีคลาสสิกแล้วจะเกิดจินตนาการที่บรรเจิด ยิ่งฟังยิ่งนิ่ง มีกระบวนของความคิดสร้างสรรค์ โดยคร่าวๆ แล้ว ดนตรีคลาสสิกในสังคมไทยนั้นหาดูหาฟังได้ยากและอยู่ไกลตัว “คลาสสิกจึงสูงสุดสอยและไกลเกินเอื้อม” ทั้งที่ดนตรีคลาสสิกควรจะเป็นพื้นฐานของชีวิต เพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้อย่างงดงาม สำหรับชาวบ้านและคนรากหญ้า ซึ่งเป็นเส้นเลือดฝอยของสังคม โดยสภาพแล้วมีโอกาสน้อยที่จะสัมผัสดนตรีคลาสสิกได้
“ดนตรีที่มีคุณภาพและไพเราะทุกชนิด มีความเป็นคลาสสิกอยู่ในตัว”
เมื่อ 2 ปีที่แล้ว (พ.ศ.2563-2564) วงไทยซิมโฟนีออเคสตราได้ทดลองนำเวทีดนตรีคลาสสิกไปหาผู้ฟังในท้องถิ่น ได้แสดงดนตรีคลาสสิกในท้องถิ่นไทย 6 ครั้ง โดยนำเพลงพื้นบ้าน เพลงของท้องถิ่น เพลงประจำชาติ มาเรียบเรียงเพื่อแสดงให้ชาวบ้านฟัง เพื่อลดช่องว่างของความรู้สึก เพื่อให้ชาวบ้านเข้าถึงและสัมผัสรสนิยมของดนตรีได้ โดยที่ผู้ฟังไม่ได้รู้สึกว่าแปลกแยกหรือมีช่องว่างของสังคม
สำหรับปี พ.ศ.2565 นี้ วงไทยซิมโฟนีออเคสตราจะลงพื้นที่แสดง 5 เมือง คือ เมืองสุโขทัย เชียงแสน สกลนคร เพชรบุรี และนครศรีธรรมราช ในแต่ละพื้นที่ก็จะนำเพลงของท้องถิ่นและศิลปินในพื้นที่มาร่วมแสดง เพื่อจะสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนในท้องถิ่น ช่วยกระตุกต่อมจินตนาการ นำมรดกทางวัฒนธรรมดนตรีของท้องถิ่นมาปลุกเสกให้มีชีวิต ชมฟรีแถมยังมีสถานีโทรทัศน์ช่องไทยพีบีเอสติดตามไปถ่ายทำ แบบว่า “พี่ไปไหนน้องไปด้วย”
การนำเพลงคลาสสิกลงดินโดยวงไทยซิมโฟนีออเคสตราเพื่อสร้างบรรยากาศใหม่ มอบเป็นของขวัญให้แก่ชาวบ้านในท้องถิ่น ดนตรีไม่ได้อยู่แต่เฉพาะในเมืองอีกต่อไป แต่จะอยู่ในชุมชนที่เป็นเส้นเลือดฝอยด้วย

