เป็น..(แอลจีบีที)..ในประเทศนี้ ก็ (ยัง) เหนื่อยหน่อย

20.01.22 | 17:15 น.
เป็น..(แอลจีบีที)..ในประเทศนี้ ก็ (ยัง) เหนื่อยหน่อย ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ตลอดปี 2564 กลุ่มบุคคลผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ+ มีบทบาทอย่างมากในการออกมาเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ

เป็น..(แอลจีบีที)..ในประเทศนี้ ก็ (ยัง) เหนื่อยหน่อย

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ตลอดปี 2564 กลุ่มบุคคลผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ+ มีบทบาทอย่างมากในการออกมาเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคและเท่าเทียมที่ไม่อาจแยกออกจากคำว่า ‘ประชาธิปไตย’

ถูกญาติบังคับตัดผมสั้น

แม้ภาพจำต่อการเป็นแอลจีบีทีในสังคมไทยดูเหมือนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่หากลงลึกในแง่มุมทางกฎหมาย ก็ยังนับได้ว่ายังคงเหลื่อมล้ำจนหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในนาม ‘ภาคีสีรุ้ง’ ต้องออกมาเรียกร้อง ‘สมรสเท่าเทียม’ ซึ่ง ‘ไม่’ เท่ากับ ‘พ.ร.บ.คู่ชีวิต’

นอกจากนี้ การ ‘บูลลี่’ ก็ยังมีอยู่จริงในสเกลเล็กแต่สำคัญยิ่งอย่าง ‘ครอบครัว’ ดังเช่นเรื่องราวกระหึ่มโลกออนไลน์เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เมื่อปรากฏภาพนักศึกษาผู้มีความหลากหลายทางเพศถูกญาติสนิท ‘บังคับตัดผมสั้น’ ให้สอดคล้องเพศกำเนิด แต่ขัดแย้งกับ ‘เพศสภาพ’

เหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ใช่เพียงการทำร้ายความรู้สึก แต่ยังเป็นการทำร้ายร่างกายโดยไม่เจตนาจากการฉุดกระชากลากถูจนเกิดแผลสดทั้งกายและใจ

Advertisement

ทำเอาสังคมหันมาวิพากษ์อย่างหนัก กลายเป็นข่าวที่ไม่ควรเกิดตั้งแต่ต้นปี 2565 ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับอีกประเด็นใหญ่ของวงการอย่างเรื่องราวฮึ่มฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายไม่ต่ำว่า 40 ล้านบาท จาก ต้น ศิริศักดิ์ ไชยเทศ นักรณรงค์เพื่อสิทธิและความเท่าเทียมทางสังคม ฐานหมิ่นประมาท จากกรณีวิวาทะที่มีมาก่อนหน้าในประเด็นคืนรางวัล ‘อรรถนารีศวร’ ที่เคยได้รับจากสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย

เพศที่กำหนด เพศที่กำเนิด กับเพศสภาพที่ขอเลือก ‘คำนำหน้า’

แม้ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ผู้คนตระหนัก เข้าใจและเปิดใจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเทศนี้ไม่ได้มีเพียงแค่กลุ่มที่ยอมรับในความแตกต่าง จึงยังคงเห็นการทำร้าย ข่มขู่กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศอยู่บ่อยครั้งในสังคมไทย หรือแม้กระทั่งภายในครอบครัว
นอกจากบุคคลในข่าวที่กล่าวมาข้างต้น ก็ยังมีบุคคลร่วมชะตากรรมที่ไม่ได้ก่ออีกมากมาย

‘ต้อง ฟ้ารดา กอสนาม’

‘ต้อง ฟ้ารดา กอสนาม’ นักศึกษาวัย 23 ปี เล่าถึงวัยเด็กที่รู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากคนอื่น แต่ก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกแตกต่างนี้คืออะไร ไม่รู้จักคำว่า ‘ตุ๊ด’ ที่เพื่อนล้อกัน แต่ความรู้สึกแรกที่ได้ยินก็เป็นความรู้สึกที่เป็นไปในทางลบ

“เอาจริงๆ มันเป็นความรู้สึกเหมือนเราแปลกแยกกับเพื่อนมากกว่า ตอนอนุบาล 2-อนุบาล 3 เพื่อนล้อว่าเป็นตุ๊ด เราก็ไม่รู้ว่าเป็นตุ๊ดคือไร ก็โกรธเพื่อน พอมาช่วงประถมฯก็ยังโดนล้ออีก เราก็ยังไม่เข้าใจว่าเป็นตุ๊ดคืออะไร พอขึ้น ป.5-ป.6 เพิ่งเข้าใจ พอเพื่อนเรียกว่าตุ๊ด เราก็ไม่โกรธแล้ว เพราะเราเป็นตุ๊ดจริงๆ เพราะความรู้สึกเราตอนนั้นคือแค่อยากทำอะไรเหมือนผู้หญิง ไม่ได้อยากทำอะไรที่ผู้ชายเขาทำกัน วันแรกที่บอกที่บ้าน ยากหน่อย เพราะปกติก็ยังไม่ได้ถึงขั้นแต่งหญิง แต่พอเริ่มกินยาคุมตอนขึ้นมหา’ลัย และบอกที่บ้านว่าจะแต่งหญิง สิ่งแรกที่แม่พูด คือ ไม่แต่งหญิงได้มั้ย แค่เป็นเกย์เฉยๆ ได้มั้ย ซึ่งเราไม่ได้อยากเป็นเกย์ เราอยากเป็นผู้หญิง เราก็กินยาคุมเพื่อให้เราเป็นผู้หญิง ระยะนั้นก็ยังรับไม่ค่อยได้ ก็จะมีพูดอยู่ตลอดว่า ตอนเป็นผู้ชาย หล่อมาก ซึ่งเราไม่ชอบ ไม่โอเคเลย เพราะเราอยากเป็นผู้หญิง อย่ามาบอกว่าจะต้องเป็นผู้ชาย หลังๆ เลยแสดงออกให้ชัดเจนมากขึ้นว่าอยากเป็นผู้หญิงจริงๆ ไว้ผมยาว แต่งตัว จนเขาก็เลิกพูดไป” ฟ้ารดาเล่า ก่อนเข้าสู่ประเด็นสำคัญที่ว่า แม้โลกเปิดกว้าง สังคมพร้อมเปิดใจ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะรับในสิ่งที่แอลจีบีทีเป็นได้

“ตอนนี้ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะรับในสิ่งที่เราเป็นได้ เพราะเราไม่ได้เป็นผู้หญิงตั้งแต่เกิด มันก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะรับได้ง่ายๆ เช่น แค่อยากจะไปทำงานในระบบราชการแค่นี้ก็ไม่ได้ เพราะมันไม่ตรงกับเพศที่เขากำหนด สำหรับข้อเรียกร้องที่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศออกมาร่วมกันขับเคลื่อนในขณะนี้ ตัวเองสนับสนุนทุกอย่าง แต่ที่ต้องการที่สุด คือ การเปลี่ยนคำนำหน้า เพราะเรารู้สึกว่าเราใช้ชีวิตประจำวันยากขึ้น เช่น การไปขอวีซ่า เธอเห็นเราแต่งตัวสวย ผมยาวมาเลย ชื่อหวานมาก แต่คำนำหน้าเป็นนาย ก็ขอยากเหมือนกันนะ มันไม่ใช่แค่เพราะเราอยากเป็นผู้หญิง แต่เป็นเรื่องการใช้ชีวิตด้วย เราไม่ได้เลือกโครโมโซม x หรือ y ได้ตอนเกิด แต่เราขอแค่เลือกคำนำหน้าของเราได้ไหม?” ฟ้ารดาทิ้งท้ายด้วยคำถาม

ด้าน เอิร์น-ลลิตา มูลเหล็ก ผู้มีคำนำหน้าในบัตรประชาชนว่า ‘นางสาว’ แต่มีคนรักเป็น ‘ผู้หญิง’ ก็เปิดใจว่า ‘ครอบครัวไม่เคยยอมรับ’

“เราไม่ได้มองว่าเขาเป็นเพศอะไร ตอนคบกันก็ดูแลเราได้ดี แต่พอที่บ้านรู้ ไม่โอเคเลย บอกให้ไปเลิกกัน ถึงขั้นไล่ออกจากบ้านเลยนะ เขาให้เหตุผลว่า เพศเดียวกัน ไปกันไม่รอดหรอก จะคบกันได้ยังไง เราก็ไม่เข้าใจว่า แล้วไง เขาก็เป็นคนดีไม่ใช่เหรอ อยากให้ครอบครัวทำความเข้าใจว่า การที่เราชอบอะไร หรืออยากเป็นอะไร ขอแค่ให้เขาพยายามทำความเข้าใจ อยากให้คุยกันด้วยเหตุผล เปิดใจรับความเปลี่ยนแปลงบ้างก็พอแล้ว” ลลิตากล่าว

‘การเมือง’ เรื่อง ‘ความหลากหลาย’ ค้าน ‘ฟ้องปิดปาก’

คิดต่าง อยู่ร่วมกันไม่ได้ ?

ต้น-ศิริศักดิ์-ครั้งขึ้นรับรางวัลอรรถนารีศวร

สำหรับวิวาทะครั้งสำคัญในวงการแอลจีบีทีล่าสุด อย่างกรณีการจ่อแจ้งความดำเนินคดีต่อ ‘ต้น’ ศิริศักดิ์ ไชยเทศ ดังที่กล่าวไปข้างต้น โดยมีเหตุจากการที่เจ้าตัวซึ่งเป็นนักกิจกรรมคนสำคัญโพสต์ประกาศคืนรางวัลอรรถนารีศวรแก่สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย Rainbow Sky Association of Thailand โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า ระบุว่า

‘ขอคืนรางวัลอรรถนารีศวรให้กับสมาคมฟ้าสีรุ้ง เพื่อเป็นการปกป้องและทวงคืนคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับตัวข้าพเจ้าเองและเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์ทุกคนที่โดนพาดพิงจากการอภิปรายดังกล่าว ขอเรียกร้องง่ายๆ ให้สมาคมฟ้าสีรุ้งออกมาแสดงจุดยืนอย่างเป็นทางการในเรื่องนี้’

ที่มาของการตัดสินใจคืนรางวัลมาจากการที่นายกสมาคมดังกล่าวไปขึ้นเวทีของพรรคการเมืองหนึ่งซึ่งมีการกล่าวถึงการต่อสู้ม็อบสมรสเท่าเทียม หรือ LGBT+ ที่เคลื่อนไหวบนท้องถนน

หลังโดนมรสุมฮึ่มฟ้อง นักกิจกรรม นักวิชาการ สื่อมวลชน บริษัท กลุ่ม องค์กรภาคประชาสังคม และประชาชน มากกว่า 433 รายชื่อ ส่งเสียงคัดค้านการฟ้องปิดปากนักกิจกรรม LGBTIQAN+ เผยแพร่แถลงการณ์คัดค้าน และได้ส่งต่อให้ภาคส่วนต่างๆ ได้ร่วมลงชื่อคัดค้าน ตามเนื้อหาแถลงการณ์ในภาพ จนมีผู้ร่วมสนับสนุนแถลงการณ์คืนเดียวมากกว่าสามร้อยคน หลายคนได้รับรางวัลเดียวกับต้น ศิริศักดิ์ และยังมีภาคธุรกิจร่วมลงชื่อด้วย

ในขณะที่สมาคมฟ้าสีรุ้งก็ออกแถลงการณ์ 2 ฉบับ ยืนยันว่าทางสมาคม ‘เป็นกลางทางการเมือง’ และชี้แจงเหตุผลที่ต้องฟ้องร้องในวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ กลุ่มเคลื่อนไหวด้านความเท่าเทียมทางเพศและบุคคลต่างๆ พากันเผยแพร่ข้อเขียนพร้อมเคียงข้างและให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก อาทิ กลุ่มเฟมินิสต์ปลดแอก, วาดดาว ชุมาพร แต่งเกลี้ยง นักกิจกรรมเพื่อความเท่าเทียมทางสังคม, ศิริ นิลพฤกษ์ หรือทาทา นักเคลื่อนไหวเพื่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ, เคท ครั้งพิบูลย์ อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์, ชานันท์ ยอดหงษ์ นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ และสิรภพ อัตโตหิ หรือแรพเตอร์ กลุ่มเสรีเทยย์พลัส เป็น บางรายประกาศไม่ร่วมงานกับสมาคมดังกล่าวอีกต่อไปอีกด้วย

เครียดมาก แต่ต้องสู้

พร้อมเคลื่อนไหวต่อ รอแค่วางแผน

ด้าน ต้น ศิริศักดิ์ ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ‘เครียดมาก’ แต่ยืนยันที่จะสู้ต่อไป หากมีการฟ้องร้องจริง ก็จะสู้ไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ส่วนการเคลื่อนไหวต่อไปนั้น อยู่ในช่วงของการวางแผน

“ก็ยืนยันสู้ต่อไป ถ้าทางฟ้าสีรุ้งฟ้องจริง ดิฉันก็ต้องสู้ไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งมีเพื่อนๆ ในเครือข่ายคอยสนับสนุนทั้งเรื่องทนาย ที่ปรึกษา รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ทั้งเรื่องคดี และสุขภาพเลย และส่วนกิจกรรมต่อไปก็ต้องรอดู เพราะตอนนี้หลายองค์กร หลายกลุ่มก็ทยอยกันออกแถลงการณ์สนับสนุน ส่วนกิจกรรมมูฟเมนต์ต่อไปจะเป็นอย่างไร ก็ต้องคอยติดตามเพราะว่าอยู่ในช่วงของการวางแผนกัน ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน” ต้น ศิริศักดิ์ กล่าว

ศิริศักดิ์เล่าด้วยว่า มีเพื่อนๆ จากหลากหลายกลุ่ม หลายองค์กร ที่ให้กำลังใจทุกช่องทางแบบล้นหลามมาก ไม่เคยรู้สึกว่าต้องโดดเดี่ยวหรือต้องสู้คนเดียว เพราะน้ำใจ กำลังใจหลั่งไหลมาแบบล้นหลามจนทำให้คลายความทุกข์ไปมาก เพื่อนๆ หลายคน พร้อมจะประสานองค์กรทั้งในและต่างประเทศในการที่จะช่วยเหลือ ทั้งในด้านการวางแผน ให้เป็นขั้นตอน ช่วยหาทนาย ช่วยหางบประมาณในระหว่างการที่ต้องดำเนินคดี

“ล่าสุดมูลนิธิสวิง ดูแลสนับสนุนในเรื่องสุขภาพ โดยช่วยเหลือให้พบแพทย์เรื่องโรคซึมเศร้า และภาวะทางจิตใจที่โดนกดดันมากๆ ในตอนนี้ ซึ่งทางสวิงเค้าก็ดูแลตั้งแต่ก่อนพบแพทย์ จนหลังพบแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยหากิจกรรมที่ทำให้ผ่อนคลาย เช่น พาไปออกกำลังกาย ทานข้าว ฯลฯ และวันนี้กลับเชียงใหม่ ก็มีองค์กร ที่ขอนัดคุยเรื่องของกระบวนการช่วยเหลือต่อไปยังไงรูปแบบไหน ซึ่งมีเยอะจริงๆ ที่หลั่งไหลเข้ามา ทั้งกลุ่มเฟมินิสต์ปลดแอก กลุ่มภาคีสีรุ้ง กลุ่ม young pride club Manushya foundation มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ และเพื่อนอิสระต่างๆ มากมาย ที่กำลังออกแบบกิจกรรมในการขับเคลื่อนต่อไป ที่พร้อมจะช่วยและต่อสู้ไปด้วยกันในครั้งนี้ ทำให้รู้สึกมีพลังมากขึ้นจริงๆ จากกำลังใจของเพื่อนๆ” ต้น ศิริศักดิ์ กล่าว

เป็นมากกว่าหนึ่งสถานการณ์ที่ตอกย้ำว่าการเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศนี้ก็ยังต้องเหนื่อย

จิณณพัต อกอุ่น