อาศรมมิวสิก : ความเอ่อท้นในอารมณ์ เมื่อเราควรพิจารณาคุณค่าดนตรีของไชคอฟสกีเสียใหม่

23.01.22 | 11:11 น.
อาศรมมิวสิก : ความเอ่อท้นในอารมณ์ เมื่อเราควรพิจารณาคุณค่าดนตรีของไชคอฟสกีเสียใหม่

อาศรมมิวสิก : ความเอ่อท้นในอารมณ์ เมื่อเราควรพิจารณาคุณค่าดนตรีของไชคอฟสกีเสียใหม่

เมื่อครั้งที่ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ในการบรรยายเนื้อหาเกี่ยวกับวิชา “สุนทรียศาสตร์”(Aesthetic) อันเป็นวิชาที่ว่าด้วยศาสตร์แห่งความงามนั้น มีหลักการตอนหนึ่งที่ระบุว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เราเคยเห็นว่างามในวันนี้ เมื่อกาลเวลาผ่านไปและเรามีประสบการณ์มากขึ้น เราอาจมีความเห็นใหม่ว่ามันไม่งามในวันข้างหน้า และเมื่อกาลเวลาผ่านไปอีก,มีประสบการณ์มากยิ่งขึ้นไปอีกเราก็อาจกลับมาเห็นความงามของมันมากยิ่งขึ้น” นี่แสดงให้เห็นว่าการตัดสินให้คุณค่าในเรื่องความสวยงามของเรายังเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับอีกหลายๆ องค์ประกอบ ทั้งวัยวุฒิ,การศึกษา,ประสบการณ์ความรู้ที่หล่อหลอมสิ่งที่เรียกว่า “รสนิยม” และความรู้สึกในเรื่องความงามของพวกเราขึ้นมา และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่มีความเสถียรคงที่ถาวรเสมอไป มันจึงชวนให้สะท้อนไปถึงหลักคำสอนของพระอริยบุคคลทั้งหลายที่ท่านสอนอยู่เสมอว่า จงอย่าไปยึดมั่นถือมั่นกับความคิดของเราเพราะมันเป็นเพียงของปรุงแต่ง หรือแม้กระทั่งที่ท่านสอนว่า “ความคิดมันไม่ใช่สมบัติของเรา” (เพราะมันเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลาและปัจจัยปรุงแต่งอื่นๆ)
ใจเย็นๆ ก่อน อย่าเพิ่งพากันหัวเราะเยาะว่า ผู้เขียนเรื่องดนตรีกำลังจะนำพาท่านผู้อ่านไปสู่มรรคผล,นิพพานอะไรกันใหญ่โต ผู้เขียนยังคงมีจิตใจที่รักและศรัทธาในคุณค่าของศิลปะและดนตรีอยู่เสมอ เพียงแต่บังเอิญได้มีโอกาสไปอ่านเจอข้อเขียนของนักวิชาการดนตรีผู้หนึ่งนามว่า “ฟิลิป รอส บุลล็อค” (Philip Ross Bullock) เขาเป็นผู้เขียนหนังสือชีวประวัติ ของ ไชคอฟสกี(Pyotr Ilyich Tchaikovsky) ดุริยกวีเอกของโลกชาวรัสเซียแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 19 นอกจากนี้เขายังเป็นศาสตราจารย์ทางวิชาวรรณคดีและดนตรีของมหาวิทยาลัยออกซ์
ฟอร์ด และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่ปรึกษาของสมาคมไชคอฟสกีนานาชาติอีกด้วย เขาได้เขียนบทความนำเสนอแนวความคิดที่ว่า ไชคอฟสกีเป็นนักแต่งเพลงที่เราให้คุณค่ากับดนตรีของเขาน้อยเกินไป ด้วยเหตุผลประการหนึ่งเพราะว่า เขามีลักษณะที่เปิดเผยและจริงใจมากจนเกินไปในหลายๆ ด้าน และดนตรีของไชคอฟสกีควรได้รับการพิจารณารับฟังด้วยมุมมองใหม่ๆ เพราะเขายังมีแง่มุมอีกมากมายที่พวกเราในฐานะผู้รักดนตรีควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนมากขึ้น ผู้เขียนอ่านบทความนี้แล้วเกิดข้อคิดทบทวนมากมาย เพราะผู้เขียนเองก็เป็นสาวกคนหนึ่งที่มีความจงรักภักดีต่อดนตรีของเขาเสมอมานับแต่เริ่มต้นทำความรู้จักกับดนตรีคลาสสิก ดนตรีของเขามีท่วงทำนองที่ไพเราะกินใจมันจึงประทับตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้คนได้โดยง่ายอย่างเป็นธรรมชาติ เขาสามารถสร้าง “แรงส่งทางดนตรี” ที่ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของผู้คนได้โดยง่าย แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป,ประสบการณ์ชีวิตมากขึ้นและได้อ่านบทความของ ฟิลิป บุลล็อค แล้วจึงได้เกิดความคิดทบทวนว่า มุมมองต่อดนตรีของไชคอฟสกี ของผู้เขียนเองก็เปลี่ยนไปอย่างแท้จริงด้วยเช่นกัน

ฟิลิป บุลล็อค กล่าวว่า มีกลุ่มผู้รู้ในอดีตจำนวนหนึ่งที่มีลักษณะถนิมสร้อย หรือ “ดัดจริตทางศีลธรรม” (Moral Squeamishness) ได้พากันตั้งข้อรังเกียจเดียดฉันท์ดนตรีของไชคอฟสกีด้วยเหตุผลที่ว่า ไชคอฟสกีเป็นผู้ที่มีความเป็นรักร่วมเพศและชีวิตส่วนตัวด้านนี้ของเขาจะส่งผลกระทบต่อผลงานดนตรี ซึ่งเมื่อกาลเวลาล่วงมาจนถึงปัจจุบัน เราควรยุติอคติเรื่องนี้กันได้เสียทีและเรียนรู้ที่จะฟังดนตรีของเขาเสียใหม่โดยปราศจากอคติส่วนตัวในเรื่องนี้ ฟิลิป บุลล็อคยังมีความเชื่ออีกว่า ไชคอฟสกีมีลักษณะของความทันสมัยมากกว่าที่ใครๆ หลายคนจะคาดคิด เขาถึงกับอ้างเหตุผลว่า “มาห์เลอร์ เรียนรู้ที่จะเป็นมาห์เลอร์ได้โดยผ่านการเรียนรู้ในสิ่งที่ไชคอฟสกีได้กระทำต่อดนตรีซิมโฟนีมาก่อน” (Gustav Mahler : ดุริยกวีเอกของโลกชาวออสเตรียในปลายศตวรรษที่ 19) เพราะในสมัยที่มาห์เลอร์ยังมีชีวิตอยู่เขาเป็นวาทยกรที่มีชื่อเสียง ได้นำซิมโฟนีของไชคอฟสกีออกบรรเลงที่กรุงเวียนนา และที่นิวยอร์ก,สหรัฐอเมริกา มาห์เลอร์เรียนรู้การจงใจวางลำดับท่อนช้า-เร็วในบทเพลงซิมโฟนีหมายเลข 6 (Pathetique) ของไชคอฟสกีให้ผิดลำดับจากธรรมเนียม (จบลงด้วยดนตรีที่ช้ามากและค่อยๆ แผ่วหายไป) เพื่อการแสดงออกถึงนัยที่ลึกซึ้งกว่าเพียงการประกาศชัยชนะที่ก้องกระหึ่มในตอนจบแบบที่กระทำกันมาอย่างยาวนานในธรรมเนียมของดนตรีซิมโฟนี และมาห์เลอร์ก็นำแนวคิดนี้ของไชคอฟสกีไปใช้กับซิมโฟนีหมายเลข9 ของเขา

ประเด็นต่อมา บุลล็อคกล่าวว่า ไชคอฟสกีนั่นแหละเป็นศัตรูตัวฉกาจสำหรับตัวของเขาเอง เพราะว่าเขาเป็นผู้ที่มีสำนึกแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ตนเองอย่างสูงมาก เขาถ่อมตัวเองมากจนเกินไป,ตำหนิติเตียนตัวเองอย่างรุนแรงในฐานะนักแต่งเพลง ทั้งๆที่เขาเป็นนักประพันธ์ดนตรีชั้นยอด (ถ้าหากเราอ่านเรื่องราวของเขามาบ้างจะพบว่า ไชคอฟสกีมีลักษณะแห่งความไม่มั่นใจในตัวเองอย่างมาก,ขี้วิตกกังวล,กระวนกระวาย…ฯลฯ เราจึงอาจจะอนุมานเอาได้ว่าสิ่งเหล่านี้ยังได้แสดงออกในกระแสเสียงดนตรีของเขาเสมอ) ผู้เขียนคิดว่านี่อาจจะไม่ใช่เพียงไชคอฟสกีเพียงคนเดียวเพราะเรามักจะพบเรื่องราวที่ว่านักแต่งเพลงผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย หรือแม้แต่ศิลปิน,ผู้รู้ นักปราชญ์นั้นมักจะเต็มไปด้วยข้อกังวลสงสัยลังเล ในขณะที่ผู้ตื้นเขินด้อยประสบการณ์มักจะเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและมั่นใจในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยมเสมือนน้ำชาล้นถ้วยเสมอ

เราจึงพบว่าดุริยกวีผู้ยิ่งใหญ่ของโลกมักจะพากันนำเอาผลงานดนตรีที่ประพันธ์เสร็จแล้ว มาแก้ไขเพิ่มเติมครั้งแล้วครั้งเล่าเสมือนกับว่าพวกเขาไม่เคยพึงพอใจในคุณค่าหรือความสำเร็จของตนเองเอาเสียเลย

Advertisement

ฟิลิป บุลล็อคยังยกย่องไชคอฟสกี ถึง “วิถีแห่งความสำร็จ” (Winning Way) ในด้านการใช้ “ชื่อเฉพาะ” ของบทเพลง ,เนื้อหาด้านอื่นๆ (Program) มาเสริม,มาเผยนัยบางอย่างในดนตรีของเขา และจงใจไม่เปิดเผยในรายละเอียดต่อผู้ฟัง ซึ่งไชคอฟสกีกระตุ้นให้ผู้ฟังได้ใช้จินตนาการเพิ่มเติมเองในขณะฟังดนตรี เช่น บทเพลงโหมโรงโรเมโอและจูเลียต(Romeo & Juliet Fantasy Overture) หรือ บทเพลงเล่าเรื่องอย่าง “ฟรันเชสกา ดา ริมินิ” (Francesca da Rimini) ซึ่งเมื่อมาถึงในประเด็นนี้ ผู้เขียนมีแง่มุมอะไรบางอย่างที่อยากจะเพิ่มเติม หรือไม่เห็นด้วยบางประการ ผู้เขียนมีประสบการณ์ในการฟังบทเพลงทั้งสองนี้มานานนับสิบๆ ปี มีทั้งประสบการณ์ที่เป็นเพียงการฟังด้วยความรัก,ความประทับใจล้วนๆ โดยมิได้ศึกษาเรื่องราวเบื้องหลังโดยละเอียด ซึ่งก็เป็นความรัก,ความประทับใจในรูปแบบหนึ่ง แต่ครั้นเมื่อได้มีโอกาสอ่านเรื่องราววรรณกรรมทั้งสองนี้มาบ้าง อีกทั้งมีโอกาสในการวิเคราะห์บทเพลงทั้งสองในเชิงฉันทลักษณ์ทางดนตรี (Form) แล้ว มุมมองต่อผลงานดนตรีทั้งสองชิ้นเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง มันมิใช่เป็นเพียงผลงานดนตรีที่เต็มไปด้วยสีสัน
โรแมนติกอันเจิดจ้า,แนวทำนองที่ไพเราะกินใจ ความก้องกระหึ่มกังวานด้วยเสียงวงออเคสตราวงใหญ่ หากแต่มันคือโศกนาฏกรรมทางดุริยางคศิลป์ที่สร้างแรงสะเทือนใจและบทเรียนสอนใจ,ข้อคิด,ข้อสงสัยต่อระบบศีลธรรมที่มวลมนุษย์พากันยึดถือ เสียงดนตรีก้องกระหึ่ม,แนวทำนองที่ไพเราะอ่อนหวาน,สีสันทางดนตรีเป็นเพียงผลกระทบทางอารมณ์เบื้องต้นที่ไชคอฟสกีใช้นำพาเราไปสู่ระดับของวุฒิภาวะทางความคิดในขั้นต่อไปต่างหาก

ผู้เขียนจะขอใช้ความพยายามที่จะถ่ายทอดเรื่อราวนี้ลงไปในรายละเอียดต่อท่านผู้อ่านให้มากยิ่งขึ้น กล่าวคือในบทเพลงทั้งสองนี้เป็นผลงานดนตรีในลักษณะ “ดนตรีพรรณนา” (Program Music) ที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านเสียงดนตรี อันเป็นแนวทาง,ความนิยมของนักประพันธ์ดนตรีในศตวรรษที่ 19 ดนตรีในรูปแบบนี้ผู้แต่งจำต้องประยุกต์ใช้ไวยากรณ์,โครงสร้างทางการประพันธ์ดนตรี เพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องราวที่ต้องการจะบอกเล่าไปในเวลาเดียวกัน (อาจจะเป็นวรรณคดีหรือเรื่องราวอื่นๆ)

นี่จึงเป็นความหมายสองชั้นในทางดนตรี ซึ่งหากผู้ฟังต้องการที่จะมีความรื่นรมย์กับดนตรีในระดับที่ลึกซึ้งมากขึ้น การเรียนรู้,ศึกษาถึงความหมายทั้งสองขั้นจะทำให้เราซาบซึ้งถึงความหมายที่ดุริยกวีต้องการจะสื่อ

ในกรณีของบทโหมโรง “Romeo & Juliet” นั้นไชคอฟสกีใช้แนวคิดหลักเพียงสามอย่างคือ แนวทำนองแห่งศาสนาคำสอน,แนวทำนองแห่งความพยาบาทของทั้งสองตระกูล และแนวทำนองแห่งความรัก (ฉากพลอดรักบนระเบียงห้องนอนของจูเลียต)
ไชคอฟสกีนำแนวทำนองทั้งสามมารับใช้ฉันทลักษณ์ดนตรีที่เรียกว่า “โซนาตา” (Sonata Form) ได้อย่างลงตัวพอเหมาะทำหน้าที่เล่าเรื่องย่อของวรรณคดีผ่านเสียงดนตรีได้อย่างกระชับ เราจะซาบซึ้งได้มากขึ้นทั้งสองความหมายเมื่อเราได้อ่านวรรณกรรม และเข้าใจถึงฉันทลักษณ์ทางดนตรีอยู่พอประมาณบ้าง ผู้เขียนประทับใจในส่วนหาง(Coda) ของบทเพลงโรเมโอ-จูเลียตเป็นอย่างยิ่ง เมื่อแนวทำนองแห่งความรักถูกแปลงโฉมให้กลายเป็นเพลงแห่ศพ (ของโรเมโอและจูเลียต),แนวทำนองแห่งศาสนาในตอนต้นเพลงถูกแปลงโฉมเล็กน้อย ให้ภาพอันชัดเจนในตอนจบของเรื่องที่ท่านบาทหลวงเทศนาอบรมสั่งสอนสมาชิกของทั้งสองตระกูล และท้ายสุดเสียงดนตรีที่จบลงแบบฟ้ากระจ่างใส เมื่อโศกนาฏกรรมจบลงมันมิได้จบลงด้วยเพียงแค่ความเศร้าในอารมณ์ หากแต่เราต้องได้บทเรียนและข้อคิดจากโศกนาฏกรรมนั้นด้วย มันจึงมิใช่เสียงแห่ง “Happy Ending” อันตื้นเขิน หากแต่มันคือเสียงแห่งความสว่างทางปัญญา โศกนาฏกรรมของสองตระกูลนี้ให้ข้อคิดอะไรแก่เราบ้าง นั่นคือสิ่งที่ดนตรีของไชคอฟสกีบอกกับพวกเราผู้รักดนตรีผ่านกระแสเสียงดนตรีของเขา เขาสร้างอารมณ์ความรู้สึกอันงดงามทางเสียงดนตรีเพื่อนำเราไปสู่บทสรุปข้อคิดจากเนื้อหาในวรรณกรรมบทละครของเชคสเปียร์

บทเพลงเล่าเรื่อง (Tone Poem) “Francesca da Rimini” ยิ่งสร้างแรงสะเทือนใจและทิ้งประเด็นคำถามต่อพวกเราได้มากกว่านั้น “ฟรันเชสกา” คือสาวสวยที่จำต้องสมรสด้วยเหตุผลเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง สามีที่เป็นนักรบผู้มีรูปโฉมขี้เหร่,อารมณ์ดุร้าย เธอจำต้องเป็นเจ้าสาวเชลยไปในที่สุด ต่อมาเมื่อเธอได้พบกับน้องชายสามีผู้หล่อเหลา,กิริยาวาจาอ่อนโยน ความรัก-ความเห็นใจ (อันผิดศีลธรรม) จึงบังเกิดขึ้น การผิดศีลธรรมชู้สาวจึงเกิดขึ้นตามมา นำไปสู่ความหึงหวงสุดขีดของสามีนักรบผู้โหดร้ายและขี้เหร่ เขาสังหารคู่ชู้รักอย่างสยดสยองด้วยกริชคู่มือ วิญญาณของชู้รักต้องไปชดใช้กรรมในนรกภูมิอย่างทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส ถูกพายุร้ายและสายฝนในนรกภูมิพัดพาร่างทั้งสองกระแทกผนังกำแพงอิฐอย่างเจ็บปวดทุรนทุราย นี่คือเรื่องแบบย่อๆ ของวรรณกรรมนี้ ไชคอฟสกีเขียนดนตรีเล่าเรื่องและบรรยายบรรยากาศแห่งความทรมานในนรกภูมิอย่างโหดร้าย แต่สิ่งที่ผู้เขียนเองประทับใจที่สุดเห็นจะได้แก่ แนวทำนองประจำตัวฟรันเชสกา ที่ไชคอฟสกีเขียนขึ้นราวกับว่าเธอได้มานั่งอยู่เบื้องหน้าของเรา,พร่ำพรรณนาถึงความทุกข์ใจที่เธอเองก็เป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนธรรมดาที่ยังมีเลือดเนื้อ,มีความรู้สึก แล้วเหตุใด “ชะตากรรม” จึงนำพามาให้เธอต้องกลายเป็นเครื่องบรรณาการในการทำสงคราม และนำพาเธอไปสู่การประพฤติผิดศีลธรรมจนต้องพบจุดจบอันสยดสยอง อีกทั้งยังต้องมาชดใช้กรรมหลังความตายอย่างทุกข์ทรมานแสนสาหัส

ผู้เขียนคิดว่า (แอบคิดเอง) เมื่อพิจารณาจากแนวทำนองที่ไชคอฟสกีเขียนขึ้นนั้น ไชคอฟสกีน่าจะยืนอยู่ข้างความเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของหญิงสาวคนหนึ่งอย่าง ฟรันเชสกาที่ถูกปฏิบัติเสมือนวัตถุชิ้นหนึ่ง
ไชคอฟสกีใช้แนวทำนองที่เต็มไปด้วยความเว้าวอน,เห็นอกเห็นใจ ฟรันเชสกามากกว่าที่จะประณามเธอในฐานะคนบาปผู้ประพฤติผิดศีลธรรม ในมุมมองของ “คนดี” หรือผู้เปี่ยมด้วยศีลธรรมแล้ว เขาอาจซ้ำเติมสมน้ำหน้าคู่ชู้สาว ซ้ำเติมด้วยมาตรฐานทางศีลธรรมอันดีงามที่พวกเขายึดมั่นถือมั่น แต่ในมุมมองของไชคอฟสกีแล้วมันคือมุมมองอันเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

หมดพื้นที่หน้ากระดาษแล้ว ผู้เขียนขอขอบคุณศาสตราจารย์ ฟิลิป บุลล็อค อีกครั้งต่อข้อคิดมุมมองใหม่ๆ ต่อดนตรีของไชคอฟสกี อันเป็นเสียงดนตรีที่ได้นำพาผู้เขียนเข้ามาสู่โลกของดนตรีคลาสสิกจนทุกวันนี้ แบบที่กล่าวไว้ในตอนต้นที่ว่า ดนตรีของไชคอฟสกีควรได้รับการพิจารณาใหม่ประเมินคุณค่าใหม่เมื่อกาลเวลา,ประสบการณ์ได้ผ่านไป ถึงพระอริยบุคคลท่านจะสอนเราว่า ความคิดเป็นของไม่เที่ยง แต่ความไม่เที่ยงไม่ถาวรนั้น ก็น่าจะนำพาเราไปสู่วุฒิภาวะที่เติบโตมากขึ้นตามกาลเวลานั่นเอง

บวรพงศ์ ศุภโสภณ