จับตา 30 ปี ‘พฤษภาประชาธรรม’ โลกต้องจำเหมือน‘กวางจู’

มูลนิธิพฤษภาประชาธรรม และคณะกรรมการ ญาติวีรชนพฤษภา 35 แถลงเตรียมจัดงานรำลึกครบรอบ 30 ปี ในรูปแบบงานรำลึกสืบสานวีรชน “30 ปีพฤษภาประชาธรรม” ที่อนุสรณ์สถาน พฤษภาประชาธรรม เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา

นับเป็นเหตุการณ์ชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ไทย

แม้เวลาล่วงผ่านมาครบ 30 ปี แต่สำหรับใครบางคน สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2535 ยังเสมือนเพิ่งผ่านมาเมื่อวานนี้

ความรุนแรงและการนองเลือดที่เกิดขึ้นของ “พฤษภาประชาธรรม” ทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก คณะกรรมการมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม และคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 จึงจัดงานรำลึกถึงวีรชนผู้เสียสละในทุกปี ที่บริเวณอนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม สวนสันติพร หัวมุมถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ

หนนี้เป็นอีกหนึ่งปีที่งานรำลึกจะไม่เหมือนเคย โดยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ มีการแถลงเตรียมจัดงานรำลึกเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ครบรอบ 30 ปี (17 พ.ค.2535-17 พ.ค.2565) ในรูปแบบงานรำลึกสืบสานวีรชน ‘30 ปีพฤษภาประชาธรรม’ ท่ามกลางญาติและมิตรสหายของวีรชนร่วมเป็นสักขีพยาน เดินหน้าในภารกิจสืบหาความจริงที่ถูกปิดไว้

วาระ‘ชำระขัดแย้ง’

เกริ่นนำถึงจุดประสงค์ในการจัดงานโดย เมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ที่เผยว่างานปีนี้จะเป็นวาระที่ยิ่งใหญ่ จะได้มีการทบทวนบทบาทมากมายเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมือง จึงจัดงานแถลงข่าวขึ้นในสถานที่ประวัติศาสตร์ เพื่อพูดถึงเจตนารมณ์ในการจัดงาน 30 ปี เพื่อให้สังคมไทยได้ทบทวนและตั้งคำถามถึงปัญหาบ้านเมืองที่เกิดขึ้น และใช้เหตุการณ์พฤษภา 35 เป็นบทเรียนและเป็นอุทาหรณ์ได้อย่างไร

“จะมีการจัด ‘30 ปี พฤษภาประชาธรรม’ อย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 ณ อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม โดยภาคเช้าจะมีพิธีกรรมทางศาสนา และจะมีการเชิญทุกภาคส่วน ทุกพรรรคการเมือง รวมถึงเชิญประธานรัฐสภามาเป็นประธานในพิธี เพื่อจะจัดให้เป็นวาระของสังคมไทย จะมีการชำระประวัติศาสตร์ มีการเสวนาอภิปรายในช่วงบ่าย โดยในปีนี้จะมีการเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริง รวมถึงคนหายในเหตุการณ์ และสร้างอุทาหรณ์ บทเรียนทางประวัติศาสตร์ ซึ่งก่อนวันที่ 17 พฤษภาคม จะจัดเป็นซีรีส์ทางวิชาการเพื่อทบทวนประวัติศาสตร์” เมธากล่าว

30 ปีประชาธรรม-90 ปีประชาธิปไตย

ต่อมา ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ อดีตแกนนำนักศึกษาในเหตุการณ์พฤษภา 35 และอดีตเลขาธิการ สนนท.ปี 2535 กล่าวในฐานะกรรมการมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม ว่างานครบรอบ 30 ปี มูลนิธิพฤษภาประชาธรรม เครือข่ายต่างๆ และเครือญาติวีรชน จะจัดงานที่สำคัญยิ่งกว่าทุกปี งานพฤษภาประชาธรรมในปีนี้จะไม่จบแค่ 17 พฤษภาคม แต่เราตั้งใจจะไปจบที่เดือนมิถุนายน วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญครั้งแรกของประเทศไทย วันที่ 27 มิถุนายน 2475

ปีนี้เราจะจัดครบรอบ 30 ปีประชาธรรม ไปจนถึงครบรอบประชาธิปไตย 90 ปี

“เป็นเหตุการณ์ความสูญเสียที่แม้จะได้มาซึ่งประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็สูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตของผู้คนไปมากมาย ไม่ใช่เพียงแค่ 44 ศพที่โรงพยาบาลเท่านั้น แต่มีศพที่สูญหายกว่าหลายร้อยศพ จนบัดนี้ยังไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน ความจริงเกิดอะไรขึ้น ทำอย่างไรจะไม่ให้เกิดความสูญเสียแบบนั้นอีก รายงานที่ศึกษาโดยเฉพาะผู้เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น กระทรวงกลาโหม จนบัดนี้ก็ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดซึ่งเป็นสาระสำคัญของเหตุการณ์

หวังว่าการจัดงานพฤษภา 35 ครบรอบ 30 ปี จะช่วยเป็นบทเรียนให้สังคมไทยสามารถอยู่ร่วมกันได้ท่ามกลางความเห็นต่าง และสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองได้โดยไม่มีการนองเลือดอีก และต้องมีการเรียกร้องให้เปิดเผยรายงานเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ในส่วนที่ปิดบังไว้เพื่อให้เป็นบทเรียนแก่ทุกฝ่าย

ตอนนี้ความขัดแย้งทางการเมืองกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อไม่ให้นำไปสู่ความขัดแย้งอีก มีทางเดียวคือเราต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดและทำให้ประชาธิปไตยของเราไม่นำไปสู่การนองเลือดอีก ได้รัฐบาลที่เป็นของประชาชน และมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน” ปริญญากล่าว

เรียนรู้ เข้าใจ ให้อภัย จดจำ

ขณะที่ ภูมิ มูลศิลป์ คณบดีคณะสังคมศาสตร์ มศว ประสานมิตร และที่ปรึกษาคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวถึงกิจกรรมเสวนาวิชาการที่ทางคณะสังคมศาสตร์ มศว จะเป็นผู้จัด ในธีมเกี่ยวกับ “การเรียนรู้ เข้าใจ ให้อภัย และจดจำ”

“จะเป็นการรวบรวม ‘ข้อเท็จจริง’ ทั้งหลายให้ได้มากที่สุด จะได้ทราบว่าในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดสิ่งใด

ประเด็นที่สองคือ ‘การเข้าใจ’ การที่เรารู้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร จะทำให้เกิดความเข้าใจระหว่างกัน ถึงแม้จะต่างกันในเรื่องความคิด ความเชื่อ ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้

ประเด็น ‘การให้อภัย’ สิ่งนี้ความชอบธรรมอยู่ที่ตัวญาติวีรชน สังคมโดยทั่วไปต้องหัดเรียนรู้ผู้ที่ถูกกระทำ ในการที่จะให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้นั้น เขาพร้อมจะเสียสละ พร้อมให้อภัย โดยมีเงื่อนไขบางประการที่รอติดตามกันต่อไป

ประเด็นสุดท้ายจะต้อง ‘จดจำ’ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ควรจะเลือนหายไปตามหน้าประวัติศาสตร์ ควรจะต้องเกิดการจดจำในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือจดจำบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดนี้จะเป็นกิจกรรมที่ส่งต่อจากเดือนพฤษภาคมไปถึงเดือนมิถุนายน เนื่องในวาระครบรอบ 90 ปีประชาธิปไตย” ที่ปรึกษาคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าว

ขอบคุณสื่อ หนุนญาติวีรชน
จ่อ‘สัมมนาสากล’ระดม 5 เรื่อง

หนึ่งในผู้สูญเสียลูกจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 35 อย่าง อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวขอบคุณสื่อมวลชนทุกแขนงที่ช่วยอุ้มชูญาติวีรชนพฤษภา ไม่เคยขาดการสนับสนุนให้แก่ญาติ ทำให้องค์กรยืนอยู่ได้ตลอดมาจนถึงปัจจุบันขึ้นปีที่ 30

“ตลอดเวลานับจากเหตุการณ์ มีความสูญเสียและความรุนแรงเกิดขึ้น ครอบครัวและญาติผู้สูญเสียทั้งหมดมีความเห็นตรงกันว่า จะพยายามรณรงค์ หรือเรียกร้องต่อสังคมว่าอย่าให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงแบบนี้ขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราพยายามที่จะเข้าไปร่วมกับกรรมการสมานฉันท์ เพื่อทำให้บ้านเมืองอยู่กันอย่างสงบสุข ถึงแม้จะมีความคิดที่แตกต่างกันก็ต้องอยู่ด้วยกันได้” อดุลย์กล่าว

ขณะที่ บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และประธาน ครป., แง้มว่า กิจกรรมในวันที่ 18-19 พฤษภาคมนี้ จะมีเวทีสัมมนาสากล หรือระหว่างประเทศ โดยประสานกับเครือข่ายองค์กรประชาธิปไตยในประเทศอื่นๆ เพื่อมาระดมความคิดเห็น สำหรับเนื้อหาโดยคร่าวๆ มี 5 เรื่องคือ

1.สิทธิมนุษยชนและความเสมอภาคของสังคม

2.การเข้าถึงความยุติธรรมและยึดมั่นในหลักนิติธรรม

3.หลักการสิทธิมนุษยชน การให้การเยียวยาผู้ประสบภัย ไม่ว่าเรื่องคนหาย การถูกซ้อมทรมาน หรือเสียชีวิต

4.การสร้างความเข้มแข็งให้กับธรรมาภิบาลประชาธิปไตย

5.เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

จัดใหญ่ให้เหมือน‘กวางจู’
ชูประเด็นคนหาย

พิภพ ธงไชย ที่ปรึกษาคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 เล่าถึงจุดเด่นของงานครบรอบ 30 ปี ว่า ญาติ งานยิ่งใหญ่และจดจำได้เหมือนเหตุการณ์ที่ กวางจู ประเทศเกาหลีใต้

“พฤษภา 35 จะยกประเด็นเรื่องคนหาย 734 คน ที่สงสัยว่าถูกฝังกลบไว้ แค่นี้ก็จะเป็นไฮไลต์ของเหตุการณ์พฤษภา 35 ครบรอบ 30 ปี ถึงเวลาหรือยังที่จะเปิดเผยว่า คนหายนั้นอยู่ที่ใด น่าจะถึงเวลาที่จะทำความจริงให้ปรากฏ ข้อความทุกข์ใจของญาติที่ร้องเรียนแล้วเรื่องหายไป ทุกฝ่ายยอมรับว่ามีคนหาย ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นหัวใจสำคัญ เป็นสิ่งที่ญาติวีรชนพฤษภา 35 ยกขึ้นมาเพื่อที่จะได้คำตอบในเรื่องนี้

โดยส่วนตัวอยากจะทำงานนี้ให้เป็นที่จดจำ ไม่ใช่เป็นงานที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่การที่จะทำให้ยิ่งใหญ่และจดจำได้เหมือนเหตุการณ์ที่กวางจูคือ ที่นั่นใช้วันที่ 18 พฤษภาคม เป็นวันไฮไลต์ของเหตุการณ์ เมื่อตอนครบรอบ 20 ปีของกวางจู การที่ประเทศเกาหลีใต้โดยเฉพาะประธานาธิบดีและประชาชนที่กวางจูได้ออกมาชุมนุมเพื่อเฉลิมฉลองระลึกถึงเหตุการณ์กวางจู ปิดถนนมืดฟ้ามัวดิน เป็นที่แปลกใจของผมและคณะญาติพฤษภา 35 ไปเยี่ยมที่อนุสรณ์สถานยิ่งตกใจกว่า ที่รัฐบาลเกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์นี้ ให้พื้นที่เป็นรายๆ เพื่อสร้างอนุสรณ์สถานและเก็บกระดูกหรือศพของผู้ตายไว้ที่นั่น” พิภพบอกเล่า

เทียบอนุสรณ์ไทย-เกาหลีใต้
ขีดไฮไลต์‘ไม่ให้รัฐประหารอีก’

ตัดภาพกลับมามองอนุสรณ์สถานพฤษภา 35 พิภพ เห็นว่า แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน กว่าจะได้อนุสรณ์สถานพฤษภา 35 เรียกได้ว่า เลือดตาแทบกระเด็น ไม่ได้เงินจากรัฐบาลแม้แต่สตางค์แดงเดียว เป็นประเด็นที่เก็บมาคิดว่าทำไมเกาหลีใต้ถึงสามารถเคลื่อนย้ายให้กระบวนการประชาธิปไตยเดินทางมาจนถึงทุกวันนี้ และนำความเจริญให้กับประเทศ เหตุการณ์หนึ่งคือ การที่จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ พบว่าเหตุการณ์พฤษภาคมเป็นเหตุการณ์ที่ 2 ถ้านับจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่สามารถจัดการนายทหารที่เกี่ยวข้องกับ
เหตุการณ์ได้

“เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ประชาชนสามารถที่จะกดดันและผลักดันให้นายทหาร 3 คนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคมออกนอกประเทศได้ แต่เหตุการณ์พฤษภา 35 ทำได้อย่างมากก็คือ การย้ายทหารที่เกี่ยวข้องโดยอดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน ที่เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 เหตุการณ์ต่อมาในปี 2535 คือเราได้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่ต้องยอมรับว่าเป็นผลจากการเคลื่อนไหวในพฤษภา 35 ถือเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยที่สุด และเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากพลังของประชาชนอย่างแท้จริง

แต่น่าเสียดายที่ 10 ปีต่อมา ทหารก็ทำรัฐประหารอีก แล้วก็เขียนรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 อีก 10 ปีต่อมาก็เกิดรัฐประหารอีก แล้วก็เขียนรัฐธรรมนูญฉบับ 2560

ฉะนั้น ไฮไลต์ของเหตุการณ์พฤษภา 35 ครบรอบ 30 ปี ก็ควรจะอยู่ตรงที่ว่า ‘ทำอย่างไรถึงไม่ให้ทหารกลับมาทำรัฐประหารได้อีก และให้กระบวนการประชาธิปไตยได้มาจากการเลือกตั้ง’ ถ้ากระบวนการเลือกตั้งดำเนินไปได้ กระบวนการเลือกตั้งจะคัดกรองให้นักการเมืองได้พัฒนาขึ้นเหมือนกรณีเกาหลีใต้” พิภพเชื่อเช่นนั้น

ปรองดอง คือปลายทาง
3 มิติสำคัญ ยืนยันประชาธิปไตย

ด้าน ปรีดา เตียสุวรรณ์ กรรมการมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม มองว่าเป็น 30 ปีที่พิเศษ เพราะจะตรงกับ 90 ปีของการเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งมีความหมายใน 3 มิติสำคัญ

“มิติแรก ผู้เสียชีวิตและผู้ที่สูญหาย รวมกันแล้วมี 88 คน ตอนนี้ชื่อจึงถูกจารึกอยู่บนอนุสรณ์สถาน รวมถึงมูลนิธิเองได้รับการร้องเรียนมาอีก 400-500 คน ว่าสูญหายไป และปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีการสืบเสาะเหตุการณ์ ยังถือว่าเป็นผู้สูญหายจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬถึง 400-500 คน เพิ่มจากที่ปรากฏอยู่ในอนุสรณ์สถาน จึงนับได้ว่าเป็นเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยที่เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยมากที่สุด”

“มิติที่สองคือ เป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยที่ถือว่าร่วมสมัยที่สุด และจะเป็นครั้งสุดท้าย เพราะว่าคนที่เรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อ 30 ปีก่อน กว่าครึ่งของจำนวนของบุคคลเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่ ถ้าเรามาเจอกันอีกที 10 ปีให้หลัง คนเหล่านั้นจะเหลือไม่ถึงเศษ 1 ส่วน 3 จะต้องออกมารวมพลังกันให้เต็มที่ ช่วยกันจัดให้งาน 30 ปีนี้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ ว่าในฐานะปุถุชนชาวไทย เราต้องการที่จะได้ประชาธิปไตย เพราะนี่เป็นโอกาสที่สำคัญ

30 ปีที่ผ่านมา เป็นการรวมตัวของคนที่หลากหลายที่สุด มันเป็นการรวมตัวของม็อบมือถือของชนชั้นกลาง ข้าราชการ นักศึกษา และอาจารย์ ของคนที่หลากหลายทุกสังคมที่มาเรียกร้องร่วมกัน

มิติสุดท้าย เป็นครั้งแรกที่ประชาชนที่ถูกกระทำโดยผู้มีอำนาจ นำโดยญาติ ‘ได้อโหสิกรรมให้กับการกระทำครั้งนั้นอย่างเป็นทางการ’ และได้ทำการเปลี่ยนวลี ‘พฤษภาทมิฬ’ ซึ่งมันเป็นพฤษภาทมิฬจริงๆ เพราะจำนวนคนที่ตายและสูญหายหนักที่สุด เปลี่ยนเป็น ‘พฤษภาประชาธรรม’ เป็นการแสดงว่าญาติผู้ที่ได้รับเคราะห์กรรมยินดีที่จะช่วยให้สังคมนี้เดินทางกลับเข้าสู่การปรองดอง” ปรีดาลั่นวาจา ก่อนกล่าวทิ้งท้ายว่า

“อยากจะขอร้องให้ผู้ที่รักความเป็นธรรมทั้งหลาย จงออกมาทำให้ 30 ปีนี้ เป็น 30 ปีที่มีความหมายที่สุด”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon