‘เมื่อหลังชนฝา พม่าก็ต้องเป็นรัฐแสนยานุภาพ’ 1 ปีรัฐประหารเมียนมา ในสายตาดุลยภาค ปรีชารัชช

6.02.22 | 13:05 น.

ครบ 1 ปีรัฐประหารเมียนมา ท่ามกลางการประท้วงเงียบของประชาชน อีกด้านของความเงียบงันดังกล่าว ยังคงมีเสียงระเบิดอย่างน้อย 6 ลูกจากกองกำลังต้านคณะรัฐประหาร ขณะที่กองทัพเมียนมาก็ปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ชนบท และโจมตีทางอากาศ ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิต ด้าน พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง ลาย ใช้โอกาสนี้ ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 6 เดือน

ขวบปีที่ผ่านมา ชาวเมียนมาไม่ต่ำกว่า 1,500 คน เสียชีวิตจากการเรียกร้องประชาธิปไตย นับหมื่นถูกจับกุม ดำเนินคดี หลายรายถึงขั้นถูกตัดสินประหารชีวิต ยังไม่รวมประชาชนที่ลุกขึ้นมาจับอาวุธ เข้าร่วมกองกำลังชาติพันธุ์เพื่อสู้กับทหารพม่า ที่กองทัพโต้ตอบด้วยการส่งเครื่องบินรบถล่มค่าย กระทั่งชาวเมืองพม่าหลายร้อยคน ต้องอพยพหนีภัยข้ามชายแดนเข้าประเทศไทยด้วยความทุกข์ยาก

สวนทางกับภาพผู้นำทหารพม่า เดินสายทำบุญ ประกาศสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในโลก

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง ลาย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดพม่า เข้ายึดอำนาจรัฐบาลพลเรือน จับกุมตัว นางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ ประธานพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) และแกนนำพรรคหลายราย ประกาศสภาวะฉุกเฉิน 1 ปี อ้างเหตุทุจริตจากผลการเลือกตั้ง 8 พฤศจิกายน 2563 ที่เอ็นแอลดีของออง ซาน ซูจี ชนะถล่มทลายกวาดที่นั่ง 396 จาก 476 ที่นั่ง

ในวันนี้ การเมืองภายในและภายนอกภายใต้อุ้งมือทหาร ยังคงระส่ำระส่ายและยังมองไม่เห็นทางออก

Advertisement

สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ออกมาร้องขอเงินเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชาวเมียนมา 6.2 ล้านคน 826 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 27,464 ล้านบาท โดยระบุว่าเมียนมาตกอยู่ในสถานการณ์อันย่ำแย่อย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อนนับตั้งแต่มีการยึดอำนาจเมื่อปีที่ผ่านมา

สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และแคนาดา ประกาศคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่เมียนมาอีกรอบ ในห้วงเวลาเดียวกับที่ครบ 1 ปี ของการยึดอำนาจการปกครองโดยกองทัพเมียนมา ซึ่งทำให้ทั้งประเทศตกลงไปสู่ความปั่นป่วนวุ่นวาย และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้ในเร็ววัน

ผศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช รองผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา และ อาจารย์โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญการเมืองพม่าร่วมสมัย ร่วมฉายภาพปัจจุบัน และมุมมองต่ออนาคตของพม่านับจากนี้

1ปีแห่งความระส่ำระส่าย สงครามกลางเมืองในเมียนมา

“1 ปีที่ผ่านมา พม่ามีความรุนแรง ระส่ำระส่าย วิถีชีวิตผู้คนบ้านแตกสาแหรกขาด สาธารณสุขล้มเหลว เศรษฐกิจพัง หลายคนมองว่าเข้าขั้นสงครามกลางเมือง ก็ไม่ผิดนัก” เป็นประโยคแรก ที่ อ.ดุลยภาพฉายภาพทันที เมื่อถูกถามถึงสถานการณ์ หลังมีรัฐประหารเกิดขึ้น

ไม่ผิดจากข่าวสารที่ถูกถ่ายทอดออกไปสู่สายตาคนทั่วโลก 1 ปีที่ผ่าน คนพม่าหลายล้านคนตกงาน ความยากจนเพิ่มขึ้นสวนทางกับระบบการศึกษาและสาธารณสุขถดถอย การธนาคารล่มสลาย คนอีกไม่น้อยที่กลายเป็นคนพม่าพลัดถิ่น

รัฐประหาร ผ่าขั้วอำนาจทางการเมือง เพื่อชิงการเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เป็น 2 ขั้ว อย่างเห็นได้ชัด ที่ ผศ.ดร.ดุลยภาค อธิบายภาพให้ชัดขึ้นว่า ฝั่งหนึ่ง ได้แก่ ขั้วที่คุมอำนาจอย่างเป็นทางการ คือขั้วอำนาจของมิน อ่อง ลาย คณะรัฐประหารที่กรุงเนปยีดอ มี SAC หรือ สภาบริหารปกครองแห่งรัฐ และมีกองทัพหลายแสนนายค้ำยันอำนาจ ผสานกับกองกำลังทหารบ้าน กองกำลังพิทักษ์ชายแดน และมีกลุ่มประชาชนเครือข่ายพรรค USDP

และอีกขั้วอำนาจหนึ่ง คือฝ่ายต่อต้านไม่เอาเผด็จการทหาร โดยมีรัฐบาล NUG หรือ รัฐบาลพลัดถิ่น ที่มีฐานกำลังเคลื่อนไหวอยู่นอกประเทศ มีกลุ่มที่เรียกว่า CDM เป็นกระบวนการเคลื่อนไหวของ Civil Society และ PDF หรือกลุ่มกองทัพป้องกันของประชาชน ที่มีกลุ่มกองทัพชาติพันธุ์บางกลุ่มที่เข้าร่วม คอยถ่ายทอดเทคนิค กลยุทธ์ในการต่อสู้ในป่าให้

“รัฐพม่าเปราะบาง อ่อนแอ ต่างฝ่ายต่างรอการเพลี่ยงพล้ำ” เป็นสิ่งที่ ผศ.ดร.ดุลยภาคว่าไว้

พม่าบนทางแพร่ง รัฐเผด็จการเสนาธิปัตย์
สหพันธรัฐประชาธิปไตย

เมื่อลงให้ลึกถึงเส้นทางการต่อสู้ของ 2 ฟากฝั่งอำนาจ ผศ.ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า เส้นทางเปลี่ยนผ่านทางการเมืองภายใต้พลังของมิน อ่อง ลายนั้น ออกมาเป็นรูปของเผด็จการเสนาธิปัตย์ ไม่ว่าประเทศจะเป็นรูปแบบใด ทหารต้องมีบทบาทเป็นผู้นำในการเมืองระดับประเทศ คณะรัฐประหาร วางกลยุทธ์ทำลาย กำจัดคู่แข่งทางการเมือง สกัดกั้นไม่ให้ประชาธิปไตยได้สยายปีก ด้วยคดีความต่างๆ ที่ออง ซาน ซูจี และคีย์แมนคนสำคัญของ NLD โดน หมดพลังจะต่อกรกับพรรคการเมืองพลเรือนพรรคใหม่ที่โปรกองทัพ หมดอำนาจต่อสู้ในระบบการเมืองปกติ

“หากกองทัพฝั่งรัฐประหารเป็นผู้ชนะ พม่าจะกลับไปปกครองคล้ายกับระบอบทหารในทศวรรษ 1990 นำโดย พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย ทหารพม่าอาจคุมประเทศได้ไม่หมด ได้แต่เขต heartland แต่ฝ่ายตรงข้ามก็จะไม่ทำให้ระบอบทหารระส่ำระส่ายมากนัก หรือหากกองทัพได้คุมอำนาจได้แล้ว ก็อาจมีการเปลี่ยนผ่านจัดให้มีการเลือกตั้งลดแรงกดดันจากนานาชาติในปี 2023 ซึ่งจะเป็นระบบไฮบริด เป็นประชาธิปไตยที่มีระเบียบวินัยเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วง 10 ปีที่แล้ว แน่นอนว่าไม่มีทางได้เห็น ประชาธิปไตยเต็มใบ”

ผศ.ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า ฟากฝ่ายตรงข้ามกองทัพของ NUG ธงนำในการต่อสู้เรียกว่า “การปฏิวัติสหพันธรัฐประชาธิปไตย” ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในพม่า หรือในหลายๆ ประเทศ คือการเปลี่ยนรูปแบบรัฐ เรียกร้องสหพันธรัฐ ไม่ให้พม่าเป็นรัฐเดี่ยวแบบรวมศูนย์ เปิดที่ทางให้กองทัพชาติพันธุ์หรือคนพม่าในหลายๆ พื้นที่ได้มีการคิดเรื่องการแชร์อำนาจ หรือ ออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่ให้สอดคล้องกับรัฐบาล หรือ สภา อย่างน้อย 2 ระดับขึ้นไป คือระดับกลางและมลรัฐ

“2 แรงปฏิวัติผสาน ระหว่างประชาธิปไตยภิวัตน์ มีคนพม่าไม่เอาเผด็จการเป็นแนวร่วมสำคัญ และสหพันธ์ภิวัตน์ ซึ่งกองทัพชาติพันธ์ุที่สนใจกับการได้สหพันธรัฐ มีจุดเชื่อมคือการสู้กับมิน อ่อง ลาย แม้แนวคิดจะไม่ตรงกัน ฝั่ง NUG ออกกฎบัตรมาแล้ว ใช้ชื่อว่า Charter of Democratic Federation นี่คือปรากฏการณ์ใหม่ของขบวนการปฏิวัติ ที่ได้แนวร่วมที่ไม่ได้มีแค่คนพม่าอย่างเดียว แต่เป็นชนชาติพันธุ์ด้วย เป็นกองกำลังติดอาวุธแล้ว มี NDF กองทัพป้องกันประชาชน มี EAO องค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์เข้ามาร่วม”

“หากฝั่งนี้พลิกชนะ จะมีการสถาปนาสหพันธรัฐประชาธิปไตย คำถามคือ จะมีการเกลี่ยประสานผลประโยชน์ระหว่างเขตที่เป็นชนชั้นพม่าแท้ กับเขตชาติพันธุ์อย่างไร ไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าจะไม่แยกตัวออกจากสหภาพ เมื่อโครงสร้างรัฐหลวม”

ปลุกประชาชนสู้กันเอง
กองทัพใช้ความรุนแรงขจัดประชาชน

4 แสนคน คือตัวเลขของผู้ที่ต้องพลัดถิ่น จากการต่อสู้นับแต่มีการรัฐประหารเป็นต้นมา ตามรายงานของสหประชาชาติ ส่วนหนึ่งถูกบังคับให้หนีข้ามพรมแดนมาไทย อินเดีย ถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องซ่อนอยู่ในป่า หมู่บ้านหลายแห่งถูกถล่ม เต็มไปด้วยกองควันและเปลวเพลิง ที่ซีเอ็นเอ็น ได้อ้างคำของผู้เชี่ยวชาญที่ว่า “ความพยายามในการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จของทหารทำให้ประชาชนรวมตัวกันเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นหนึ่งในขบวนการต่อสู้ที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ในประเทศที่มีประวัติศาสตร์การต่อสู้กับการปกครองของทหาร เพื่อประชาธิปไตย”

ฝั่งคณะรัฐประหาร ปลุกกองกำลังทหารบ้านขึ้นมาอีกครั้ง ผศ.ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า มีข้อมูลว่าพม่าฟื้นกองกำลังทหารบ้านขึ้นมา เป็นกลุ่มประชาชนติดอาวุธ เข้าไปค้นหา ทำลายประชาชนที่เป็นผู้ต้องสงสัยว่าต้านเผด็จการ และสังหารโหด เรียกว่า “ทัพปะยูซอที” เหมือนประชาชนฆ่ากันเอง ประชาชนแต่ละฝ่ายติดอาวุธ ที่เป็นความน่าสะพรึงกลัว เพราะไม่ว่าฝ่ายไหนชนะ ประเทศชาติจะเละ เพราะมีแต่ศพ ฆาตกรรมสังหารหมู่

ในอีกมุมหนึ่งของความสูญเสีย ทหารพม่า เดินสายทำบุญ กราบพระผู้ใหญ่ เดินหน้าสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ที่กรุงเนปยีดอ ซึ่ง พระพุทธรูปปางสมาธิดังกล่าว จะมีความสูงถึง 19 เมตร และจะกลายเป็นพระพุทธรูปปางนั่งสมาธิที่ทำจากหินอ่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ให้ประชาชนกราบไหว้เพื่อ “ความสงบสุขและมั่นคงของประเทศ”

อุบายมารยา ในวันที่ศัตรูแห่งรัฐลุกฮือ

“ในแง่จิตวิทยา กองทัพอยู่ลำบาก เขาอยู่ด้วยความหวาดระแวง เห็นได้จากพฤติกรรมของมิน อ่อง ลาย ที่เดินสายทำบุญ สะเดาะเคราะห์ให้ดวงดีขึ้น เพราะให้ทหารไปฆ่าคนเยอะ นี่เป็นพฤติกรรมที่ทหารพม่าอย่าง นายพลตาน ฉ่วยก็เคยทำ เมื่อสังหารประชาชนแล้วมายกฉัตร จับช้างเผือก แต่วันดีคืนดีหากมีพระรูปไหนประท้วง ก็บอกว่านี่คือกลุ่มวัยรุ่นที่ทำให้ศาสนาเสื่อมเสีย สร้างความชอบธรรมในการจัดการกับพระที่ออกมาประท้วง ทหารพม่าเชี่ยวชาญเรื่องอุบายมารยา มีเคล็ดลับต่างๆ ที่ทำให้เวลาฆ่าคน สังหารคน เขาสบายใจขึ้น มีศาสนาคุ้มกัน” ผศ.ดร.ดุลยภาคระบุ

และว่า เรื่องความรุนแรงนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่นัก ในพัฒนาการการเมืองพม่า หลังได้รับเอกราชแล้ว พม่าก็กระโจนเข้าสู่สงครามกลางเมือง ผู้คนพม่า ชนชั้นนำทหาร คุ้นชินกับเรื่องสงครามกลางเมือง แตกแยก และใช้ความรุนแรงเยอะในพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ทหารพม่าเชี่ยวชาญในการใช้ความรุนแรงสร้างรัฐ ผ่านยุทธสงคราม จึงมีทั้งประสบการณ์และความชินชา ที่กองทัพใช้ความรุนแรงขจัดประชาชน และศัตรูแห่งรัฐ

ศัตรูแห่งรัฐ อันเป็นความกลัวของทหารพม่า นี้ ผศ.ดร.ดุลยภาคขยายความว่า ทหารพม่ามองว่า ความมั่นคงของกองทัพและอธิปไตย แยกจากกันไม่ได้ หากประชาชนเป็นศัตรูล้มทหาร ย่อมล้มความมั่นคงรัฐ พม่ากลัวประชาชนร่วมมือกับต่างชาติ และเกิดกรณีอย่าง สโลโบดัน มิโลเซวิค ในยูโกสลาเวีย หรือซัดดัม ฮุดเซน ถูกจับจากใต้ดินลากขึ้นศาล สิ่งที่เขาระวังคือข้อหาอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ ที่เปิดทางให้ต่างชาติเข้ามา แน่นอนว่า มิน อ่อง ลาย และ ผบ.ทบ.มีความกลัวสิ่งนี้ร่วมกัน

ให้มีรอยปริเพียงใด เมื่อหลังพิงฝา กองทัพก็ยังคงรักษาเอกภาพไว้ได้นั่นเอง

เกมการเมืองทหารพม่า ที่มากับต้นทุนภูมิรัฐศาสตร์

“พม่าเป็นรัฐที่มีความหลากหลาย ผสมแตกร้าวทางชาติพันธุ์เยอะ และกลุ่มต่างๆ ใช้ความรุนแรง มีความซับซ้อนของหน่วยดินแดนประชากร นักรัฐศาสตร์บางคนเปรียบพม่ากับอดีตยูโกสลาเวียกับอดีตสหภาพโซเวียต แต่พม่ายังไม่ล่มสลาย เป็นสิ่งที่น่าคิดว่าเพราะอะไร” อาจารย์ด้านพม่ากล่าวก่อนว่า พม่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้มีการแทรกแซงอย่างลึกซึ้งจากมหาอำนาจ จนมาทำให้พวกกบฏข้างใน พวกทัพชาติพันธุ์ มีแรงหนุนเขย่าอำนาจส่วนกลางได้

ฉากทัศน์ความกลัวที่วางไว้นี้ ผศ.ดร.ดุลยภาคเผยว่า ทหารพม่าจึงได้วางทุกอย่างไว้ จนกลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้ทหารได้เปรียบ ทั้งผังเมือง เนปยีดอ ที่ถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ฝั่งประชาชน รัฐบาลพลเรือน รัฐสภา และกองทัพ ที่มีอุโมงค์ คลังสรรพาวุธ ไฟเบอร์ออปติก ท่อใยแก้วนำแสงปูไว้ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย ประชาชนที่ลุกฮือ ทำได้เพียงก่อวินาศกรรมเล็กๆ น้อยๆ กองกำลังต่างชาติที่บุกล้อมทหารยิ่งไม่ง่าย เขาคิดไว้แล้วว่าจะป้องกันอย่างไร หากเจอกองกำลังสะเทินน้ำสะเทินบก หรือเรือรบสหรัฐ

“ทหารพม่ายังรู้ดีว่าหากมีสงครามกลางเมือง สู้รบกัน สถาบันการเงิน การธนาคารจะชะงักงัน ซึ่งพม่ามีศักยภาพในการพึ่งตนเอง อย่างน้อยก็ในระยะหนึ่ง ด้วยวิสาหกิจของกองทัพที่คุมเครือข่ายธุรกิจมหาเศรษฐีหลายๆ คน ทหารพม่าพยายามควบคุมพื้นที่ ทรัพยากรธรรมชาติที่ทรงคุณค่าหลายๆ อย่าง ทั้งเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า เมกะโปรเจ็กต์จากจีน หรือเหมืองหยกในคะฉิ่น ทหารรู้ว่าจุดยุทธศาสตร์ใดจะทำเม็ดเงินหล่อเลี้ยงกองทัพได้”

นอกจากการเตรียมพร้อมโครงสร้างภายใน พม่ายังฉลาดในการเล่นเกมทางการเมืองระหว่างประเทศ ผ่านต้นทุนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มี

“ผู้นำพม่าเมื่อถึงเวลาที่ถูกกดดัน เขาจะใช้ไพ่ภูมิรัฐศาสตร์แจกจ่ายไปสู่มหาอำนาจ เมื่อคุมสำรับได้ เขาแจกไพ่ ผลประโยชน์ต่างๆ ก็ช่วยเขา พม่า นับเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับจีนในการเป็นประตูสู่อ่าวเบงกอล มหาสมุทรอินเดีย เราเห็นเรื่องระเบียงเศรษฐกิจพม่า จีนมีความพยายามในการคุมแม่น้ำอิรวดี โดยไม่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกา ขณะที่อินเดีย ประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไม่กระตือรือร้นที่จะผลักดันพม่าไปสู่ประชาธิปไตยนัก เพราะหากไม่สนับสนุนกองทัพพม่า จีนจะให้การช่วยเหลือ จนคุมได้ทั้งหมด บีบให้อินเดียไร้ทางเลือก ต้องสนับสนุนอาวุธให้ทหารพม่า เพื่อให้เป็นรัฐกันชน”

“ยังไม่รวมกับว่า จีนและรัสเซีย มีสิทธิวีโต้ในคณะมนตรีความมั่นคงได้ด้วย” ผู้เชี่ยวชาญพม่าระบุ

 

ทิศทางไทย บนเวทีการเมืองเรื่องพม่า

ในรอบปีที่ผ่านมา ไทยอาจไม่โดดเด่นนักในกิจการพม่าในภูมิภาคนี้ เมื่อ บรูไน อินโดนีเซีย และกัมพูชา ได้แย่งชิงเข้ามามีบทบาทนำแล้ว ผศ.ดร.ดุลยภาคมองว่า การดำเนินความสัมพันธ์แบบทวิภาคีที่ไทยดำเนินมากับรัฐบาลเนปยีดอนั้น ไทยสามารถมีความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำ หรือ Secret Diplomacy ที่ต่อสายถึงกันได้ นั่นทำให้หากมิน อ่อง ลายยังอยู่ ความสัมพันธ์ไทย-พม่า ระดับทางการจะไม่ร้าวฉานนัก แต่ก็ขาดองค์ประกอบของประชาชนพม่าที่ต่อต้านเผด็จการอยู่ ซึ่งเขามีสิทธิตั้งคำถามได้

“สิ่งที่อย่างน้อยไทยจะทำได้จากนี้ คือสร้างแพลตฟอร์ม ว่าไม่ว่าความสัมพันธ์เป็นแบบใด ต้องเปิดช่องให้คู่ขัดแย้งคุยกันได้ แต่การนำคู่ขัดแย้งมาคุยกันภายใต้แนวทางการทูตยาก เพราะพม่ามีหุ้นส่วนเยอะ ทั้งจีน สหรัฐ และองค์กรระหว่างประเทศ ที่ไทยทำได้จากนี้ คือหนุนให้ทุกฝ่ายหยุดยิง เพราะไทยมีชายแดนทางบก 2,401 กิโลเมตรติดกับพม่า และได้รับผลกระทบจากการรบ หัวใจสำคัญคือ หากมีกระสุนตก หรือแนวรบทางอากาศบินเข้าน่านฟ้าไทย หรือพม่าข้ามมาปักหลักยาว จะแก้ไขได้เยี่ยงไร การประกาศเขตหยุดยิง เป็นสิ่งที่ช่วยประคับประคองไปได้”

พม่าหลังชนฝา จากรัฐเสนาธิปัตย์ สู่รัฐแสนยานุภาพ

ออกตัวว่า อาจเป็นการมองในแง่ร้ายสักหน่อย ผศ.ดร.ดุลยภาคเสนอสมมติฐานของก้าวต่อไปของคณะรัฐประหารพม่าว่า จะเคลื่อนตัวจากรัฐเสนาธิปัตย์ ไปสู่รัฐแสนยานุภาพ

“หนทางเดียวที่จะอยู่รอดคือต้องสร้างสมแสนยานุภาพ ใช้ความรุนแรง อาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อจัดการความขัดแย้งในประเทศ”

“ภัยคุกคามสารพัดทั้งในและนอก บีบคั้นให้ทหารพม่าต้องคิดถึงการสร้างรัฐแสนยานุภาพ ให้เข้มแข็งขึ้นมา เราจะเห็นพฤติกรรมของพม่าที่กำลังทำอยู่ ซื้อยุทโธปกรณ์ ขีปนาวุธยุทธศาสตร์ ทั้งเรือดำน้ำ ขุดอุโมงค์ใต้ดิน สะสมอาวุธทั้ง จรวดหลายลำกล้อง ยิงได้หลายกิโลเมตร ทั้งหมดนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วสมัยรัฐบาล SPDC ของ พล.อ.ตาน ฉ่วย ถูกสหรัฐกล่าวว่าเป็นด่านหน้าแห่งทรราช มีแกนอักษะเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ และอิหร่าน”

“เมื่อหลังชนฝา พม่าก็ต้องเป็นรัฐแสนยานุภาพ ซึ่งสิ่งที่จะคุกคาม mindset ของนักการทหารไทยอย่างอัตโนมัติว่าจะต้องมีบ้าง ต้องซื้อเครื่องบินขับไล่ จรวด กระทั่งเรือดำน้ำ

เพราะนี่เป็น Security Dilemma ที่ไม่มีหลักประกัน” ผศ.ดร.ดุลยภาคทิ้งท้าย