ศ.ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี นักวิชาการ นักเดินทาง นักเขียน ‘แต่ผมเขียนความจริง ไม่ใช่เรื่องจินตนาการ’

13.02.22 | 12:13 น.
ศ.ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี นักวิชาการ นักเดินทาง นักเขียน ‘แต่ผมเขียนความจริง ไม่ใช่เรื่องจินตนาการ’

“พอเขียนเสร็จยังตกใจตัวเองว่าพอพรินต์ออกมาแล้วมันหนามาก”

คือคำบอกเล่าของ เชษฐ์ ติงสัญชลี นักวิชาการหนุ่มในวัย 40 ต้นๆ ที่มีคำนำหน้าว่า ศาสตราจารย์ ดร. ขณะจรดปากกาหมึกซึมแบบคอแร้งสุดคลาสสิกลงบนหน้ากระดาษสีขาวนวลตา ปกในของหนังสือ ‘ปราสาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ ผลงานล่าสุดในบรรดาพ็อคเก็ตบุ๊กหลายเล่มที่เคยวางแผงให้ผู้สนใจในศิลปะสถาปัตยกรรมโบราณได้ครอบครองมาแล้วก่อนหน้านี้

ออกจากแท่นพิมพ์หมาดๆ ใต้ชายคา ‘มติชน’ เย็บเล่ม ไสกาว วางจำหน่ายโดยมีตรา ‘ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ’ มุมบนซ้ายของปกอันงดงามด้วยภาพถ่ายปราสาทพนมรุ้ง ศิลปะเขมรสมัยหลังเมืองพระนคร เติมแต่งความรู้สึก ‘ร่วมสมัย’ ด้วย ‘ลายเส้น’ ทับบนโครงสร้างจุดต่างๆ ซึ่งเป็นไอเดียที่ผู้เขียนกระซิบผู้ออกแบบ

568 หน้า คือความหนาที่ ศ.ดร.เชษฐ์ บอกว่า “ไม่ได้เกี่ยง” นั่นเพราะมุ่งหวังให้ผู้อ่านได้ทำความเข้าใจได้อยากลึกซึ้งในทุกบท ทุกตอน ทุกตัวอักษรที่ตั้งใจอธิบายเพื่อให้ ‘ความรู้พื้นฐาน’ เรื่องปราสาท ‘ฉบับอ่านง่าย’ ดังปรากฏนิยามในปกหลังว่านี่คือ ผลงานที่จะพาผู้อ่าน ‘ถอดรหัสความงามของปราสาทโบราณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำความเข้าใจรูปแบบสถาปัตยกรรมและความหมายขององค์ประกอบต่างๆ ในปราสาทเขมร จาม ทวารวดี ชวา พม่า เพื่อให้เห็นความแตกต่างและการถ่ายทอดทางศิลปะจากอินเดียสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดมุมมองทางศิลปะโบราณให้กว้างขวางยิ่งขึ้น’

“ผมตั้งใจไม่ทำงานอื่น เพื่อเขียนหนังสือเล่มนี้ โดยพยายามทำให้ง่ายที่สุด เลยไม่ได้เกี่ยงเรื่องความหนา ใช้เวลาร่างประมาณ 4-5 เดือนเท่านั้นเอง”

Advertisement

ยอดพรีออเดอร์ที่พุ่งไปแล้วถึง 500 เล่ม ตั้งแต่ยังไม่ออกจากโรงพิมพ์ ชี้วัดผลตอบรับที่เจ้าตัวเอ่ยว่า

“ผมเองยังตกใจเลย”

ทว่า หากพิจารณาบรรยากาศสังคมไทย ก็คงไม่เกินคาดหมาย ในยุคที่ ‘ประวัติศาสตร์ศิลปะ’ เป็นสาขาวิชาที่คนทั่วไปรู้จักมากขึ้นทุกที มีการรวมตัวของผู้คนบนโลกออนไลน์ เข้าฟังเลคเชอร์ในคลาสต่างๆ ดังเช่น ‘คลาสประวัติศาสตร์ศิลป์ by อาจารย์เชษฐ์’ ที่มีสมาชิกนับพัน ไหนจะกลุ่มทัศนาจรที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลความรู้แบบเฉพาะเจาะจงที่ผุดขึ้นมากมาย หนึ่งในวิทยากรคิวทอง ย่อมมีชื่อ ศ.ดร.เชษฐ์ อยู่ในลิสต์รายการ

ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร คือโลเกชั่นที่ปักหมุดในฐานะอาจารย์ประจำ ทั้งยังเป็นแหล่งประสิทธิ์ประสาทวิชาตั้งแต่ครั้งเป็นนักศึกษาปริญญาตรี

กดลิฟต์ชั้น 5 รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาเข้มข้นจากปูชนียบุคคลระดับตำนานในวงการ อาทิ ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล, ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สันติ เล็กสุขุม, ดร.สมิทธิ ศิริภัทร์ และอีกหลายท่านที่มิได้เอ่ยนาม

คว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 แล้วเดินหน้าศึกษาต่อระดับปริญญาโทในสาขาเดียวกัน ก่อนได้รับทุนพระราชทานจาก มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ไปศึกษายังกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดียระหว่าง พ.ศ.2546-2549 จนจบปริญญาเอกจาก National Museum Institute

รู้ลึก แน่นจริง เป๊ะทฤษฎี จากยุคที่นักศึกษายังเรียกว่า ‘พี่’ ถึงผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันออกอันดับต้นๆ ของประเทศ โดยเฉพาะด้าน ‘สถาปัตยกรรม’ จึงไม่มีข้อกังขาใดๆ ถึงความแน่นปึ้กของเนื้อหาที่กลั่นกรองจากองค์ความรู้ซึ่ง ศ.ดร.เชษฐ์ สวมบทเชฟเคี่ยวกรำ ‘ปราสาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ ออกมาเป็นผลงานคุณภาพระดับห้าดาว

มาชิมออเดิร์ฟด้วยบทสนทนาเต็มคำก่อนเปิดหน้าแรก ในบรรทัดต่อจากนี้

● เริ่มด้วยคำถามพื้นฐาน จุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจก่อนอักษรตัวแรกถูกพิมพ์ในจอคอมพิวเตอร์ คืออะไร?

แรงบันดาลใจจริงๆ ของหนังสือเล่มนี้ เกิดขึ้นจากคนคนเดียว คือหมอท่านหนึ่งที่ถามผมผ่านเฟซบุ๊กว่าปราสาทจามกับปราสาทขอมแตกต่างกันอย่างไร แค่นั้นเอง แต่แทนที่จะอธิบายให้ฟัง ผมเขียนหนังสือดีกว่า เพราะเชื่อว่าคนทั้งประเทศก็ตั้งคำถามว่า ปราสาทเขมรต่างจากปราสาทนี้อย่างไร ต่างจากปราสาทนั้นอย่างไร ปราสาทชวามีลักษณะอย่างไร จึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเขียนหนังสือแบบพื้นฐาน โดยไล่จากความง่ายไปสู่ความยาก และก็แยกเป็นประเทศๆ โดยบอกว่าประเทศต่างๆ มีเอกลักษณ์อย่างไร สิ่งนี้คนต้องการรู้มากที่สุด เขาอาจไม่ได้อยากรู้ว่ามันมีวิวัฒนาการอย่างไร แต่อยากรู้ว่าถ้าไปอินโดนีเซีย ปราสาทจะเป็นอย่างไร ต่างจากขอมอย่างไร ถ้าไปเวียดนาม ไปปราสาทจาม มันจะต่างขอมอย่างไร จึงเป็นที่มาของการเขียนเล่มนี้ขึ้นมา ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นเล่มหนึ่งที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ที่จะอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจในปราสาทในภาพรวม น่าจะจุดประกายให้คนไปตามต่อ

● แม้ยืนยันว่า นี่คือเล่มพื้นฐาน แต่ด้วยความที่เป็นเรื่องเฉพาะทาง ศัพท์แสงวิชาการมากมาย มี ‘ตัวช่วย’ ให้ผู้อ่านอย่างไรบ้าง?

ในบทแรกมีแนะนำคำศัพท์และบอกแนวคิดว่าปราสาทคืออะไร ต่างจากสถูปอย่างไร หลังจากนั้น มีการแบ่งประเทศ โดยเริ่มที่อินเดียก่อน ไม่ได้เอาความยากสุดของอินเดียมาโชว์นะ แต่เอาเรื่องที่จะเกี่ยวข้องกับตะวันออกเฉียงใต้ เพราะอิทธิพลจากอินเดียมาเป็นแพคเกจ ทั้งศาสนาและศิลปะเหมือนเวลาเราซื้อของแล้วได้ถุงได้กล่องได้ของแถมคู่กันมาด้วย เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่รู้เรื่องปราสาทอินเดียมาก่อน แล้วจะเรียนรู้เรื่องปราสาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ ผมยังคุยกับสำนักพิมพ์ขอให้ใช้ภาพขนาดใหญ่ เพื่อให้เห็นรายละเอียด จุดเด่นของเล่มนี้ คือภาพสวย และโชคดีที่มติชนยอมให้พิมพ์เป็นภาพสี 99 เปอร์เซ็นต์เป็นรูปที่ผมถ่ายเองทั้งหมด เพราะเป็นนักเดินทางด้วย แต่ละประเทศก็ไปหลายรอบ โชคดีที่เก็บข้อมูลไว้ก่อนที่จะเกิดวิกฤตการณ์โควิด-19 ทำให้มีคลังข้อมูลเยอะ

ส่วนคำบรรยายก็ทำให้ง่ายที่สุด เพราะคนสนใจสถาปัตยกรรมมากแต่มันยากเกินไป ไม่เหมือนประติมากรรมทั้งคน สัตว์ เทพ ที่พอพูดว่า ‘คอ’ คนก็เข้าใจตรงกันหมด ถ้าบอกว่าประติมากรรมห่มจีวร ทุกคนจะรู้ว่าคือเสื้อผ้าที่พระพุทธรูปใส่ แต่เมื่อพูดว่าทับหลัง คนอาจจะสงสัยว่าทับหลังคืออะไร อันนี้คือความต่าง หนังสือเล่มนี้ก็พยายามตอบโจทย์เรื่องนี้

● สร้างความสมดุลระหว่างงานวิชาการและพ็อคเก็ตบุ๊กสำหรับคนทั่วไปอย่างไร?

หนึ่งคือการใช้ภาษา ก่อนอื่นจะใช้ภาษาง่ายในบทแรก สองคือขั้นตอนการปูเรื่องในแต่ละบท ความยากคือการต้องจินตนาการว่าคนทั่วไปจะอ่านหนังสือเล่มนี้รู้เรื่องไหม ผมจึงเป็นทั้งผู้เขียนและลองเป็นผู้อ่านในเวลาเดียวกัน สิ่งที่จะต้องตั้งคำถามคือคนอ่านจะตั้งคำถามอะไรบ้าง แล้วเอาคำถามนั้นมาเป็นโจทย์หัวข้อ ในหัวข้อหนึ่งก็จะมีคำถามเช่น ปราสาทกับสถูปต่างกันอย่างไร ซึ่งเป็นคำถามพื้นฐานมาก แต่บางคนแยกไม่ออก บางคนรู้ว่าหน้าตามันต่างกัน แต่ไม่รู้หน้าที่การทำงาน

หรือคำถามที่ว่าผนังและฐานคืออะไร ทุกคนรู้จัก แต่ไม่มีคนอธิบาย ในขณะที่เล่มนี้จะบอกว่าฐานคือพื้นที่ด้านล่างที่ขนานกับพื้นโลก แล้วใช้เส้นนอนในการวิ่ง ในขณะที่ผนังคือพื้นที่ที่สูงขึ้นมาและใช้เส้นตั้งในการวิ่งเพราะล้อกับเสา

เพราะฉะนั้น คนอ่านจะได้มุมมองใหม่ๆ ต่อโบราณสถาน เป็นสายตาที่จะไม่เหมือนเดิม แต่มองได้อย่างละเอียดขึ้น ลึกซึ้งขึ้น ทราบประวัติ ที่มา และความแตกต่างของโบราณสถานในประเทศต่างๆ มากขึ้น

● นำประสบการณ์จากการสอนนักศึกษามาประยุกต์ใช้ในการเขียนเล่มนี้ด้วย?

ใช่ครับ รวมถึงสั่งสมประสบการณ์ที่ติดต่อกับคนทั่วไปต่างๆ ที่ไม่มีความรู้พื้นฐาน หรือนักศึกษาปีหนึ่งที่มาจากมัธยม หนังสือบางเล่มผมใช้วิธีโดยการบันทึกเป็นสไลด์นำเสนอก่อน ไม่ใช่เล่มนี้นะ แต่เป็นเล่มอื่น แล้วใช้สไลด์นี้ทดสอบเป็นเวลา 5 ปี ใช้สอนนักศึกษาที่ไม่รู้เรื่องเลยให้รู้เรื่อง เราก็ฟังคำถามเขาว่าเขาถามอะไร ถามเสร็จก็ไม่เพิ่มสไลด์นำเสนอ หลังจากครบ 5 ปีแล้ว ก็นำสไลด์นำเสนอนั้นมาเขียนเป็นหนังสือ นอกจากนี้ เวลานำทัวร์ ข้อดีคือ คนจะชอบถามคำถาม และบางทีก็มีคำถามพื้นฐานที่เรานึกไม่ถึงว่ามันจะพื้นฐานขนาดนั้น เช่น เทวรูปกับพระพุทธรูปต่างกันอย่างไร ปราสาทกับสถูปต่างกันอย่างไร โบสถ์กับวิหารต่างกันอย่างไร

● นอกเหนือจากยอดขายซึ่งมีแนวโน้มสูงเมื่อดูจากยอดพรีออเดอร์ คาดหวังผลตอบรับในแง่มุมอื่นอย่างไรบ้าง?

ส่วนตัวหนังสือเล่มนี้เหมือนเป็นหนังสือ How to read something you can not read before เป็นวิธีอ่านสิ่งที่คุณยังอ่านมันไม่ออกก่อนหน้านั้น และเป็นหนังสือเล่มเดียวจบ ตัวผมเองก็ไม่เคยเขียนอะไรที่มันกว้างขนาดนี้ คิดว่ามีเล่มที่สองแน่ๆ เลย (หัวเราะ) เพราะพรีออเดอร์ 500 เล่มไปแล้ว

● มีคำอธิบายที่น่าสนใจไหม ว่าทำไมคนสนใจประวัติศาสตร์ศิลปะมากขึ้น ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับโบราณสถาน แต่ลงลึกถึงรายละเอียดส่วนประกอบสถาปัตย์หรือประติมากรรม?

มันก็เป็นพัฒนาการของสังคม สมัยก่อนคนอาจจะมองว่าเรียนไปทำไม มีประโยชน์อะไร จบแล้วจะไปทำอาชีพอะไร แต่ภายหลังสังคมมีความเข้าใจมากขึ้น คนเริ่มมองว่าประวัติศาสตร์ศิลปะคือสาขาวิชาหนึ่ง คนรู้แล้วว่าวิธีการเสพศิลปะให้ลึกซึ้งขึ้นคือต้องมีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ศิลปะ เพราะฉะนั้นจากสมัยก่อนที่เหมือนเป็นสมบัติของนักวิชาการเฉพาะกลุ่ม ตอนนี้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะ กลายเป็นของคนมากกว่าเป็นของนักวิชาการแบบโบราณ

ผมดีใจที่เกิดยุคนี้ ด้วยความที่ประวัติศาสตร์ศิลปะได้รับความนิยม มันก็เป็นกำลังใจให้เราเป็นนักเขียนด้วย ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นนักประวัติศาสตร์ศิลปะที่อยู่แต่ในวงจำกัด คุยแต่งานวิชาการนักวิชาการอย่างเดียวโดยไม่ได้สนใจคนภายนอก ตอนนี้กลายเป็นว่าเหมือนขาครึ่งหนึ่งเราเป็นนักวิชาการแต่อีกครึ่งหนึ่งเหมือนเป็นนักเขียนนิยาย แต่เป็นเรื่องของความเป็นจริง ไม่ใช่เรื่องที่จินตนาการขึ้นมา และเป็นเรื่องจริงที่คนติดตามรอดูว่าเราจะเขียนอะไรออกมา

● คิดว่านอกเหนือจากเนื้อหาในเล่ม ความเป็น ‘เซเลบ’ ในวงการ มีส่วนช่วยขายไหม?

ต้องยอมรับว่าผมสร้างชื่อมา 15 ปี จากสมัยก่อนที่ต้องเอาต้นฉบับไปขอร้องให้คนนั้นคนนี้พิมพ์ แล้วเขาก็ไม่พิมพ์ จากที่เขียนหนังสือใน พ.ศ.2549 เล่มแรกที่ได้พิมพ์คือ พ.ศ.2554 รวมใช้เวลา 5 ปี ในการที่ไปที่นั่นที่นี่ แล้วขอร้องว่า พิมพ์ให้ผมเถอะ มันโหดขนาดไหน คือสู้มาขนาดนี้ ทุกคนกว่าจะดังมาได้ มันผ่านอะไรอย่างนี้มาก่อน

● ตัดฉากมาในวินาทีนี้ พูดได้ไหมว่าเป็นนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลปะที่เขียนหนังสือมากที่สุดในประเทศตอนนี้?

อาจจะได้ในแง่ของความถี่ เพราะจากเล่มแรก พ.ศ.2554 จนตอนนี้ พ.ศ.2565 ผมออกมา 15 เล่ม และไม่ได้เน้นอยู่ด้านเดียวแต่ละเล่มเปลี่ยนเรื่องหมดเลย นักเขียนบางท่านจะเน้นเรื่องที่ไม่กว้างนัก แต่ผมกระจายไปทั่ว เราได้แรงบันดาลใจมาจากอาจารย์สันติ (ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม) และท่านอาจารย์ (ศ.ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล) ในการเขียนหนังสือ

ครั้งหนึ่ง ผมบอกรุ่นพี่คนหนึ่งว่าท่านอาจารย์เขียนหนังสือเรื่องประวัติศาสตร์ศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้แล้ว งั้นผมไม่เขียนนะ รุ่นพี่คนนั้นดุผม ว่าอุตส่าห์ไปเรียนมาจากอินเดียแล้วทำไมไม่เขียน แล้วความรู้มันจะไปต่อได้อย่างไร ผมจึงเขียนเล่มแรกคือ ประวัติศาสตร์ศิลปะอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออกมาต่อจากเล่มของท่านอาจารย์ ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่า 2 เล่มนั้นมันต่อกัน แต่ผมเขียนข้อมูลใหม่และเพิ่มรูปที่ถ่ายเอง

● คำถามสุดท้ายตามธรรมเนียม ฝากถึงนักอ่านที่สนใจปราสาท สนใจประวัติศาสตร์ศิลปะ และยังตัดสินใจว่าจะซื้อเล่มนี้ดีไหม?

ประวัติศาสตร์ศิลปะมีวิธีเสพได้หลายวิธี จะไปที่โบราณสถานจริงก็ได้ แต่หนังสือเองก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เข้าใจภาพรวม บางทีเราไปโบราณสถาน ก็จะเข้าใจแค่สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง แต่หนังสือมีข้อดีตรงที่มันได้รวมทุกที่เข้ามาไว้ด้วยกัน แล้วนำเสนอทฤษฎี เสนอกรอบความคิดใหญ่ ตั้งแต่ง่ายๆ ไปจนถึงซับซ้อน

เพราะฉะนั้นหนังสือก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยเข้าใจได้ดีที่สุด

สั่งซื้อหนังสือ ปราสาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คลิกที่นี่