อาศรมมิวสิก : รูปวาดเสียงดนตรีในวิหารศิลปะ สวรรค์ของชุมชนแออัด

13.02.22 | 11:11 น.
อาศรมมิวสิก : รูปวาดเสียงดนตรีในวิหารศิลปะ สวรรค์ของชุมชนแออัด

อาศรมมิวสิก : รูปวาดเสียงดนตรีในวิหารศิลปะ
สวรรค์ของชุมชนแออัด

ผมรู้จักกับ ดร.สุชาติ วงษ์ทอง มานานหลายสิบปี ตั้งแต่ พ.ศ.2529 เคยไปที่บ้านมา 2 ครั้ง แต่ไม่ค่อยอยากจะเข้าไปอีก เพราะซอยเข้าไปบ้านเลขที่ 3/79 ซอยอิสรภาพ 27 ลึกเข้าไปเป็นกิโล รถยนต์เข้าไปยาก จะกลับออกมาก็ยากอีก ในซอยหลีกทางกับใครก็ไม่สะดวก มีมอเตอร์ไซค์รับจ้างวิ่งซิ่งฉวัดเฉวียน พร้อมที่จะเกี่ยวอะไรข้างๆ ได้ง่าย มีร้านขายของ มีรถเข็นขายอาหารทั้ง 2 ข้างทาง ไม่มีทางที่จะหลีก ไม่มีที่จอดรถ กลับรถก็ยาก ไปจนสุดซอยแล้วก็จะเจอทางตัน สรุปว่าเมื่อเข้าซอยไปก็เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต ต่อไปก็ไม่อยากเข้าไปอีก ถ้าหากอยากจะเจอเพื่อนศิลปิน ก็ขอนัดเจอกันที่อื่น ที่ไม่ใช่ที่บ้าน

ครั้งหนึ่ง เมื่อกลับจากเล่นดนตรี ได้ชักชวน ดร.สุชาติ วงษ์ทอง ไปวาดภาพประกอบเพลงที่ต่างจังหวัดด้วยกัน เห็นว่าเวลาดึกแล้ว จะให้คนหนุ่มน้อยมีอายุขึ้นเลยสะพานพระราม 7 มาแล้ว เดินเข้าไปในซอยเปลี่ยวแบกกระเป๋าเดินทางก็ดูกระไรอยู่ บอกให้รถตู้เข้าไปส่งให้ใกล้บ้านมากที่สุด คนขับรถตู้มืออาชีพที่ถือว่าสามารถขับรถวิถีเหยียบเซียนมาแล้ว ถึงกับออกปากขอร้องว่า “วันต่อไป ถ้าจะให้มาส่งอีก ผมขออนุญาตส่งแค่ปากซอยก็พอนะครับ” แปลว่า แม้แต่เซียนขับรถ ต้องเข้าไปในซอย ยังร้อง “ไอ้หยา”

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2565 ได้รับการชักชวนจาก ดร.สุชาติ วงษ์ทอง ให้ไปดูภาพวาดดนตรี ที่ได้วาดสะสมไว้หลายร้อยภาพที่บ้าน พร้อมสร้างหอแสดงภาพเขียนและได้แขวนภาพแสดงเพื่อจะอวดเพื่อน ก็คิดอยู่หลายวิธีว่าจะเข้าไปที่บ้าน ดร.สุชาติ วงษ์ทอง ได้อย่างไร ตัดสินใจเอารถไปจอดที่วัดราชสิทธิ์ ซอยอิสรภาพ 23 ตรงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีโพธิ์สามต้น จอดรถฝากไว้ที่วัดซึ่งมีเจ้าหน้าที่คอยเก็บเงินค่าจอด 40 บาทต่อคัน แล้วก็ต้องเดินลัดเลาะริมรั้ววัดเข้าไปยังบ้าน เป้าหมายที่อยู่ข้างๆ คือ “คอนโดโพธิ์สามต้น” เดิน 1,700 เมตร ได้เหงื่อพอดี ต้องสอบถามชาวบ้านไปตลอดทาง สุดท้ายก็ต้องโทรศัพท์ให้เจ้าของบ้านออกมารับ เจ้าของบ้านนั้นเป็นรุ่นที่ไม่นิยมใช้โทรศัพท์ ไม่ปักหมุด ไม่สร้างจุดนัดหมาย เอาเป็นว่า “เฮียกูเกิล” ก็ยังหาบ้านไม่เจอ

เมื่อไปถึงบ้านคราวนี้ ทำเอาตกใจมากทีเดียว เพราะบ้านเช่าที่เคยปลูกสร้างบนพื้นที่ 50 ตารางวา เกิดขยายก่อสร้างเป็น 150 ตารางวา ซึ่งยังเป็นบ้านที่สร้างบนที่ดินเช่ารายเดือนเหมือนเดิม สัญญาปีต่อปี เจ้าของที่จะขอเลิก ยุติการให้เช่าที่ดินเมื่อไหร่ก็ทำได้ทุกเมื่อ

Advertisement

“ผมเช่าอยู่มา 30-40 ปีแล้ว ก็เช่าที่ดินเขาเดือนละ 4,000 บาท ก็ไม่มีปัญญาจะซื้อที่ดินเองหรอก ผมกับเมียก็ไม่มีลูก ตายไปก็ไม่เอาอะไรไปอยู่แล้ว ตอนมาก็ไม่มีอะไร ตอนอยู่ก็ไม่มีอะไร จะไปเดือดร้อนหาที่อยู่ใหม่ทำไม เมื่อปีก่อนมีคนเก่าเขาย้ายออกไป ผมก็มีโอกาสได้เช่าที่ดินสร้างห้องแสดงภาพเพิ่มอย่างที่เห็น เจ้าของที่ดินเขาจิตใจดี ผมก็เช่าที่ดินต่อเรื่อยมา”

บ้านแบ่งเป็น 3 ส่วน ตรงกลางเป็นบ้านเก่าที่อยู่มานานมากแล้ว ลึกเข้าไปในซอยเป็นที่ดินใหม่ ก่อสร้างเป็นห้องแสดง 2 ชั้น เพิ่งจะทำเสร็จ ศิลปะรอบบ้านส่วนใหญ่เป็นเศษวัสดุก่อสร้างที่เหลือ ส่วนด้านหน้าติดปากซอย กำลังก่อสร้างอยู่ สร้างเป็นห้องเรียนศิลปะของเด็ก เพื่อว่าเด็กที่อาศัยอยู่ในชุมชนหรือผู้ที่สนใจเรียนศิลปะจะได้เรียนศิลปะกับศิลปินใหญ่ และยังเป็นที่ตั้งของ มูลนิธิ ดร.สุชาติ วงษ์ทอง ด้วย

เจ้าของบ้านได้นำชมภาพแต่ละภาพที่แขวนไว้ อธิบายด้วยความภูมิใจยิ่ง ซึ่งมีเพื่อนที่เป็นแขก 6-7 คน แม้จะรู้จักกันมานานก็ตาม แต่เพิ่งได้เรียนรู้วันนี้แหละ ได้เห็นตัวตนและผลงานที่สร้างสะสมมาทั้งชีวิต

 

ระหว่างบ้านเก่ากับห้องแสดงหลังใหม่ มีช่องว่างให้ลมพัดผ่าน เนื่องจากเป็นซอยแคบซอยตัน มีแต่ช่องทางให้คนเดินเท่านั้น เมื่อมีมอเตอร์ไซค์ขับผ่านก็ต้องบีบแตรขอทาง ไม่มีตึกสูง เป็นบ้านไม้เก่าปลูกอยู่ติดกันหนาแน่น เมื่อมีช่องลมก็ทำให้ลมพัดผ่านเย็นสบายอย่างเหลือเชื่อ ได้เห็นชุมชนเมื่อร้อยปีก่อนซ่อนอยู่ในชุมชนเล็กๆ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือไฟไหม้ รูปที่แขวนไว้ก็คงไม่มีปัญญาขนออก รถดับเพลิงฉีดน้ำก็เข้าไปไม่ได้ รูปภาพเมื่อโดนน้ำ ก็จะหมดคุณค่าทันที คิดแล้วก็รู้สึกสับสนไปเปล่าๆ

เพื่อนที่ตามไปด้วย ได้เห็นภาพแล้วก็มีใจอยากจะซื้อภาพขึ้นมา อยากถามซื้อก็ไม่กล้าถามราคา กลัวว่าราคาจะคาดไม่ถึง พอจะได้คำตอบคร่าวๆ ว่างานศิลปะมีราคาตามอายุ เมื่ออายุมากขึ้นราคาก็แพงขึ้น แต่ถ้าหากเป็นเพื่อนที่รักกันก็ลดให้ครึ่งหนึ่ง เพื่อนที่ถูกใจกว่านั้นก็ยกภาพให้ไปเลย หากมีเงินไม่พอ ซื้อผ่อนก็ได้

รูปปลาทอง 2 ตัว “พลังแห่งชีวิต”

มีอยู่ภาพหนึ่งชื่อ “พลังแห่งชีวิต” ได้ขายไปแล้ว สัญญาว่า “ซื้อขายกัน” คนซื้อบอกว่าเมื่อมีเงินครบก็จะมารับรูป คนขายก็ให้สัญญา รักษาสัญญาแม้จะไส้แห้งก็ยังรอคนซื้อ พลังแห่งชีวิตเป็นรูปปลาทอง 2 ตัว ไม่มีพลังใดที่ยิ่งใหญ่และสำคัญกว่าพลังของความรัก อย่าลืมว่า “พลังไม่ใช่กำลัง” ศิลปิน ดร.สุชาติ
วงษ์ทอง ย้ำ

คำอธิบายที่น่าทึ่งอีกอย่างก็คือ “ผมวาดภาพเพียงภาพเดียว วาดครั้งเดียว ไม่วาดรูปซ้ำ วาดไปข้างหน้าเรื่อยๆ ใครได้รูปไปก็จะมีรูปที่ไม่เหมือนใครเลย เพราะผมจะไม่วาดรูปให้เหมือนเดิมอีก”

“ขอร้องอย่าซื้อรูปเพราะเกรงใจผม อย่าซื้อรูปเพราะสงสารผม ผมได้ตัดสินใจแล้วว่า จะทำอาชีพวาดรูปไปชั่วชีวิต ผมวาดรูปทุกวัน การวาดรูปเป็นจิตวิญญาณของผม เส้นที่วาดลงพู่กันหรือรอยแปรงนั้น เป็นลมหายใจของผม”

รูปจำนวนหนึ่งเป็นรูปดนตรี เสียงดนตรี บรรยากาศดนตรี เครื่องดนตรี นักดนตรี ความรู้สึกของดนตรี ดร.สุชาติ วงษ์ทอง เป็นศิลปินที่ได้วาดรูปดนตรีเอาไว้หลายมิติ วาดรูปเสียงดนตรี วาดอารมณ์ดนตรี วาดเครื่องดนตรี รวมทั้งวาดรูปนักดนตรี ทุกครั้งที่ไปทำงานด้วยกัน ดร.สุชาติ วงษ์ทอง ได้วาดรูปนักดนตรีแล้วมอบให้เป็นที่ระลึกแก่นักดนตรีที่ชื่นชอบ “วาดรูปตามเสียงดนตรีที่ได้ยิน”

เมื่อได้ชมห้องแสดงศิลปะของ ดร.สุชาติ วงษ์ทอง รู้สึกว่ามันไม่ใช่ห้องแสดงศิลปะเสียแล้ว แต่เป็นวิหารศิลปะที่ภูมิใจของชุมชน กลายเป็นสวรรค์ที่มีอยู่จริงในชุมชน จากความตั้งใจของศิลปินที่ต้องการสร้างงานไว้ให้แก่ชุมชน ต่อไปจะอยู่ได้อย่างไรก็เป็นเรื่องของอนาคต สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและดำรงอยู่ในวันนี้ ได้เห็นเป็นประจักษ์ การเปิดโอกาสให้เด็กในชุมชนได้เรียนรู้สร้างงานศิลปะจากเศษวัสดุ การจัดพื้นที่ในชุมชนให้น่าอยู่ การทำงานในชุมชน เพื่อชุมชน โดยคนที่อาศัยอยู่ในชุมชน การสร้างชุมชนให้มีรายได้ มีมูลค่าเพิ่ม การให้ความเมตตาแก่เพื่อนมนุษย์ที่อยู่รอบๆ ในชุมชน การให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กๆ ในชุมชน การสร้างความเจริญขึ้นในชุมชน เป็นสิ่งที่ชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้องคงต้องเรียนรู้ ต้องคิดว่าจะรักษาวิหารศิลปะเอาไว้ต่อไปได้อย่างไร

วิหารศิลปะซึ่งเป็นสวรรค์ได้เกิดขึ้นแล้วในชุมชน หากศิลปินคิดจะขายรูปให้หมดแล้วย้ายไปอยู่ที่อื่น ซึ่งจะมีความสุขสบายในโลกทุนนิยมก็สามารถจะทำได้ไม่ยาก เมื่อเปิดห้องแสดงให้คนได้เห็น ทุกคนอยากได้รูป เมื่อบอกขาย ทุกอย่างที่เห็นก็จะหมดไปในพริบตา แต่การที่จะรักษารูปไว้ รักษาวิหารศิลปะให้ดำรงอยู่ในชุมชนที่ศิลปินได้สร้างเอาไว้นั้น จะรักษากันไว้อย่างไร