อยากรักต้องได้รัก อยาก ‘สมรส (ต้อง) เท่าเทียม’

14.02.22 | 13:07 น.
ภาคีสีรุ้งและ 43 องค์กรร่วมล่า 1 ล้านชื่อหนุนสมรสเท่าเทียม ที่แยกราชประสงค์ 28 พ.ย.64

‘รัก’ มีในภาษาทุกตระกูลของมนุษยชาติ

14 กุมภาพันธ์ 2022 วันแห่งความรักปีนี้ในโลกสากล

14 กุมภาพันธ์ 2565 วันแห่งความรักในปีที่ประเทศไทยยังไม่มี ‘สมรสเท่าเทียม’ ในทางกฎหมาย

ทุกคนมีสิทธิรัก ไม่ว่าจะอยู่ในเพศสภาพใด

แต่ไม่ใช่ทุกคน ทุกคู่ ที่มีสิทธิและได้รับสิทธิต่างๆ ทางกฎหมายทั้งที่โลกรุดหน้าไปไกลเกินกว่าจะมีเพียงคำว่า ‘ชาย’ และ ‘หญิง’ อีกทั้ง ‘สามี’ และ ‘ภรรยา’

Advertisement
ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ พรรคก้าวไกล ร่ำไห้กลางรัฐสภา ขณะนำเสนอหลักการและเหตุผลร่างกฎหมายผลักดันการ ‘สมรสเท่าเทียม’ 9 ก.พ.65

 

 

 

 

 

 

 

ก่อนวาเลนไทน์ไม่กี่วัน 9 กุมภาพันธ์ ครูธัญ-ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ร่ำไห้กลางรัฐสภา ขณะนำเสนอหลักการและเหตุผลร่างกฎหมายที่ผลักดันการ ‘สมรสเท่าเทียม’ ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร จนท่านประธาน ชวน หลีกภัย ต้องกล่าวให้กำลังใจออกไมค์ และปลอบว่า ‘อย่าร้องไห้’

เป็นภาพสะเทือนอารมณ์ในอีกครั้งของความพยายามเพื่อความเท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงวาทกรรม ‘สวรรค์ของแอลจีบีที’ ที่ถูกมอบให้ประเทศไทย ในขณะที่สิทธิทางกฎหมายไม่เปิดให้เอื้อมถึง

จี้แก้ ‘เลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรม’
ขออย่าพรากสิทธิ ‘สร้างครอบครัว’

สำหรับหลักการและเหตุผลร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวนั้น ครูธัญชี้แจงว่าเนื่องจากบทบัญญัติในประมวลแพ่งและพาณิชย์หลายมาตราขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 27 วรรคสาม ซึ่งเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อบุคคลด้วยเหตุความแตกต่างเรื่องเพศ

จึงเสนอให้มีการแก้ไขดังนี้

1.แก้ไขให้ชายหญิงหรือบุคคลสองคนซึ่งเป็นเพศเดียวกันสามารถหมั้น สมรสกันได้ตามกฎหมาย

2.แก้ไขเพิ่มเติมหมวดความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาและคู่สมรส และกำหนดให้ตัดคำว่าสามีและภริยา และให้เพิ่มคำว่าคู่สมรส

3.ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส ซึ่งบุคคลสองคนสมรสกัน มีสิทธิ หน้าที่และความคุ้มครองตามกฎหมาย

4.แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 4 จากเดิมทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา เป็นทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส

5.เรื่องสิทธิและหน้าที่ของคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย สามารถจัดการทรัพย์สินและหนี้สินร่วมกัน

6.เรื่องการสิ้นสุดการสมรส การเพิกถอนการสมรส การหย่าขาดจากการสมรส การจัดการทรัพย์สินหลังสิ้นสุดการสมรส การเรียกค่าทดแทน ค่าอุปการะเลี้ยงดูหลังสิ้นสุดการสมรส

7.ให้คู่สมรสที่เป็นเพศเดียวกัน ซึ่งจดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายสามารถรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมร่วมกันได้

8.กรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เป็นผู้ฆ่าคู่สมรส กำหนดให้เป็นผู้ถูกจำกัดมิให้รับมรดก

9.คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายหรือคู่สมรสที่ร้างกันหรือแยกทางกันโดยมิได้หย่าร้างตามกฎหมาย มีสิทธิในการรับมรดกของคู่สมรสที่เสียชีวิต

“ขอฝากถึง ส.ส.ทุกคนว่า สิ่งที่ธัญพูดถึงเป็นเรื่องที่มนุษย์ทุกคนในสังคมเข้าใจดีอยู่แล้วคือ การที่ชายหญิงตัดสินใจสร้างครอบครัว และจดทะเบียนสมรสใช้ชีวิตร่วมกัน โดยมีสิทธิ ศักดิ์ศรี และสวัสดิการ แต่กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศกลับไม่มีสิทธิขั้นพื้นฐานเหล่านี้ กฎหมายสมรสเท่าเทียมไม่ได้เป็นการเรียกร้องมากกว่าผู้อื่น แต่กลุ่มแอลจีบีทีกำลังบอกผู้มีอำนาจว่า พวกท่านพรากสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวจากพวกเราไป” ธัญวัจน์ ส.ส.ก้าวไกล กล่าวในสภาด้วยเสียงสั่นเครือ

อย่างไรก็ตาม อนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ลุกขึ้นเสนอต่อที่ประชุมว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอนำร่างกลับไปพิจารณาก่อน 60 วัน ก่อนจะนำกลับมาให้สภาลงมติวาระที่ 1

พูดง่ายๆ ว่า ดึงออกไป 60 วัน

งานนี้ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นแย้งว่า ไม่เห็นด้วยที่กฎหมายหลายฉบับต้องส่งให้ ครม.พิจารณา 60 วัน เท่ากับล่าช้าไปไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทั้งที่กฎหมายเหล่านี้เข้าสภามาเป็นปีแล้ว ขอให้ลงมติเลย

จากนั้นสมาชิกส่วนใหญ่ซึ่งเป็นพรรคก้าวไกลได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในแนวทางสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว

สุดท้ายที่ประชุมลงมติอนุมัติให้ ครม.รับไปพิจารณา 60 วันก่อนนำกลับมาสภา เพื่อพิจารณาและลงมติรับหลักการวาระ 1 ด้วยเสียงเห็นชอบ 227 เสียง ไม่เห็นชอบ 157 เสียง และงดออกเสียง 10 เสียง

‘เสมอภาค’ หัวใจหลัก ‘สมรสเท่าเทียม’
ต่าง ‘พ.ร.บ.คู่ชีวิต’ เสี่ยงย้ำแนวคิดแยกกลุ่ม

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน มีมุมมองน่าฟังจาก ‘ไอติม’ พริษฐ์ วัชรสินธุ หนึ่งในแกนนำ Re-Solution ที่ชี้ว่า การสมรสไม่ได้เป็นแค่สัญลักษณ์ของความรักระหว่างคู่รักที่รัฐรับรองเท่านั้น หากแต่เป็นการเปิดประตูไปสู่สิทธิอีกหลายประการ ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสถานะทางเศรษฐกิจของคู่รักโดยตรง เช่น สิทธิรับมรดก สิทธิกู้ร่วม สิทธิรักษาพยาบาล สิทธิลดหย่อนภาษี เป็นต้น

“หากมองจากภายนอก ประเทศไทยดูผิวเผินเหมือนจะเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความหลากหลายทางเพศ เมื่อเปรียบเทียบกับอดีต หรือเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค

แต่ปัจจุบัน กลุ่มเพศหลากหลายยังต้องเผชิญกับหลายอุปสรรคทั้งด้านกฎหมายและด้านสังคม ที่ทำให้พวกเขาไม่ได้รับสิทธิหรือการปฏิบัติที่เท่าเทียมและเสมอภาคอย่างแท้จริง

ม็อบ‘ไม่มุ้งมิ้งแต่ตุ้งติ้วค่ะคุณรัฐบาล’
25 ก.ค.63 จี้แก้ ม.1448

 

 

 

 

 

 

 

หนึ่งในนั้นคือ สิทธิสมรสเท่าเทียม ที่คู่รักทุกคู่ ไม่ว่าเพศไหน สมควรได้รับ” ไอติมเผยผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมเทียบเคียงข้อเสนอสมรสเท่าเทียม หรือร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่เสนอโดยพรรคก้าวไกลตั้งแต่ปี 2563 ว่าร่างฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเดียวกันกับร่างสมรสเท่าเทียมที่รณรงค์โดยภาคประชาชนเมื่อปลายปี 2564 ซึ่งปัจจุบันมีประชาชนร่วมลงชื่อมากกว่า 280,000 คน กล่าวคือ การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 และมาตราอื่นๆ ที่ตามมา เพื่อเปลี่ยนนิยามของ “การสมรส” จากสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่าง “ชายและหญิง” เป็น “บุคคล 2 คน” เพื่อให้ทุกคู่สมรส-ไม่ว่าเพศใด-ได้รับสิทธิเท่าเทียมกันทั้งหมดทันที

สำหรับกรณี พ.ร.บ.คู่ชีวิต ที่บางกลุ่มนำเสนอ ก่อนถูกกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศออกมาร่วมกันคัดค้านตั้งแต่ปี 2564 ไอติมมองว่า แนวทางการแก้ไขนิยามของ “การสมรส” ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ถูกเสนอโดยพรรคก้าวไกลในสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ เป็นแนวทางที่เร็วกว่า เรียบง่ายกว่าในเชิงกฎหมาย และเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด และตรงกับค่านิยมเรื่องความเสมอภาค ซึ่งเป็นหัวใจหลักของข้อเสนอสมรสเท่าเทียม เพราะในขณะที่แนวทางอย่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต มีความเสี่ยงที่จะเป็นการตอกย้ำแนวคิดที่เปรียบเสมือนการมองกลุ่ม LGBTQIA+ เป็นคนอีกกลุ่ม แต่ข้อเสนอสมรสเท่าเทียม เป็นการร่วมกันยืนยันว่า “สิทธิสมรส” ไม่ได้เป็นอภิสิทธิ์ที่กลุ่มเพศหลากหลายเรียกร้อง แต่เป็นสิทธิพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับอย่างถ้วนหน้า การผลักดันเรื่องนี้ จึงต้องมองให้กว้างกว่าแค่ประเด็นทางกฎหมาย แต่มองในเชิงสัญลักษณ์ว่านี่คือหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนเรื่องความเสมอภาคของคนทุกกลุ่มและความก้าวหน้าของสังคม

“หลายคนในประเทศ อาจจะภูมิใจว่าประเทศเราเป็นผู้นำระดับโลกในการผลิตและส่งออกซีรีส์วาย (ซีรีส์ที่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับความรักของเพศชายสองคน) ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศกว่า 1,000 ล้านบาท (ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์)

แต่ผมคิดว่าจะเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจยิ่งกว่า หากประเทศเราจะเป็นผู้นำระดับโลกเรื่องความเสมอภาคทางเพศ และเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนที่รับรองสมรสเท่าเทียมสำหรับคู่รักทุกเพศ เพื่อให้ทุกคู่รักที่มีอยู่มากมายทั่วประเทศในชีวิตจริง ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน

ในระยะสั้น ผมหวังว่า ส.ส. ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน จะร่วมกันโหวตเห็นชอบกับข้อเสนอสมรสเท่าเทียม ในวันนี้

แต่ในระยะยาว ผมคิดว่าชัยชนะที่แท้จริงของเรื่องนี้ คือวันที่สังคมไทยอาจไม่มีความจำเป็นต้องพูดถึงสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศอีกต่อไป เพราะทุกเพศจะมีโอกาสในการมีส่วนร่วมและถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันโดยแท้จริง” พริษฐ์ทิ้งท้าย

คาใจ 60 วัน ยื้อแก้กฎหมาย
เลี้ยงไข้ปัญหา ถ่วงเวลาคืนศักดิ์ศรี

อีกประเด็นที่สังคมคาใจ คือการที่ต้องล่าช้าออกไปถึง 60 วันในการส่งให้ ครม.พิจารณา

ชานันท์ ยอดหงษ์ ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นที่รู้จักจากผลงานหนังสือ ‘นายใน’ กล่าวในฐานะผู้รับผิดชอบนโยบายด้านอัตลักษณ์และความหลากหลายทางเพศ พรรคเพื่อไทย ว่า สภาล่มมาแล้วหลายรอบ รวมถึงในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งมีร่างกฎหมายสำคัญต่อปากท้อง สิทธิมนุษยชน และความเสมอภาคของประชาชนหลายฉบับที่นำเสนอโดยพรรคฝ่ายค้าน รวมทั้งมีร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อให้เกิด #สมรสเท่าเทียม (marriage equality) ทว่า รัฐบาลกลับถ่วงรั้งกระบวนการแก้ไขกฎหมายด้วยการอ้างต่อสภาขอรับไปพิจารณาก่อนเป็นเวลา 60 วัน

“สิทธิมนุษยชนเป็นหลักการพื้นฐานและสามัญสำนึก ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานถึง 60 วัน เพื่อไปพิจารณาลงมติรับหลักการ และก่อนหน้านี้มีประชาชนจำนวนมากออกมาเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมสมรสเท่าเทียม จัดเสวนาหลายครั้งว่ากฎหมายสมรสที่มีอยู่ละเมิดและพรากสิทธิ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากรัฐบาลใส่ใจให้ความสำคัญกับประชาชน ย่อมพร้อมแก้ไขปัญหากฎหมายนี้ทันที ไม่อุ้มร่างกฎหมาย” ชานันท์กล่าว

พฤติการณ์นี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นการเลี้ยงไข้ปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชน ถ่วงเวลา และถ่วงสิทธิความเสมอภาคปากท้องชีวิตของประชาชนต่อไป ในประเด็นข้อถกเถียงเรื่องกลไกที่ทำให้สภาล่มนั้น นายชานันท์ยืนยันว่าการที่รัฐบาลไร้ความสามารถคุมเสียงข้างมากในสภาจนทำให้รัฐบาลซึ่งต้องเป็นเสียงข้างมากกลับกลายเป็นเสียงข้างน้อยในสภา องค์ประชุมของฝ่ายรัฐบาลไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ คือ 237 เสียง ฝ่ายค้านที่เป็นเสียงข้างน้อยย่อมไม่ใช่ผู้มีหน้าที่ในการรักษาองค์ประชุม จึงเป็นที่มาของเหตุ “สภาล่ม” ส่งผลกระทบต่อการผลักดันกฎหมายสำคัญที่เป็นประโยชน์กับประชาชน รัฐบาลเล่นเกมถ่วงเวลาร่างกฎหมายจากฝ่ายค้านไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจว่าร่างกฎหมายที่เสนอโดยฝ่ายค้านนั้นจะมุ่งให้ประชาชนได้ลืมตาอ้าปาก ได้รับการยอมรับศักดิ์ศรีความเป็นคน โดยเฉพาะกฎหมายอย่างสมรสเท่าเทียม นำเสียงของประชาชน LGBTQ ที่เดือดร้อนจากการถูกรัฐกดทับ เลือกปฏิบัติ มาประกาศยังใจกลางพื้นที่รัฐก็ตาม

เป็นอีกประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ไม่ใช่เพียงในวันแห่งความรัก ทว่า มีความหมายต่อหัวใจทุกดวง ในทุกวินาทีที่โลกใบนี้ยังมีคำว่ารัก

2562-2565 จาก ‘จูบกลางสภา’
สู่ (ลุ้น) ร่าง กฎหมายสมรสเท่าเทียม

จูบกลางสภา 18 ธ.ค.62

 

 

 

 

 

 

การต่อสู้ครั้งสำคัญของการผลักดัน #สมรสเท่าเทียม อย่างจริงจัง ปรากฏชัดต่อสาธารณชนอย่างน้อยตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2562 เมื่อกลุ่มผู้มีความหมายหลายทางเพศเรียกร้องให้แก้ฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเข้ายื่นหนังสือที่รัฐสภา ก่อนกลายเป็นข่าวดังจากการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการ ‘จูบปาก’ ระหว่างชายและชายในเพศกำเนิด

ก่อนบ่ายโมงไม่กี่นาที เอกวัฒน์ พิมพ์สวรรค์ ผู้ประสานงานนักกิจกรรมและองค์กรความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย ยื่นหนังสือต่อ มุกดา พงษ์สมบัติ ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อยื่นข้อเสนอของภาคประชาสังคมเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อการคุ้มครองการสมรสในครอบครัวเพศหลากหลาย

เอกวัฒน์กล่าวว่า สังคมไทยมีคู่ชีวิตเพศเดียวกันและคนข้ามเพศจำนวนมากที่ใช้ชีวิตร่วมกันเช่นคู่รักชายหญิงทั่วไป แต่สถานภาพของคู่ชีวิตเพศเดียวกันและคนข้ามเพศไม่มีกฎหมายรับรอง ทำให้บุคคลดังกล่าวไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ทั้งในเรื่องสิทธิและหน้าที่ที่พึงได้ จึงขอเสนอให้คณะกรรมาธิการพิจารณาตั้งคณะทำงานเพื่อเสนอแก้ไขกฎหมายผ่านกระบวนการนิติบัญญัติต่อไป

ต่อมา ในม็อบคนรุ่นใหม่ มีการปราศรัยผลักดันประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

8 กรกฎาคม 2563 รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คู่ชีวิต พ.ศ. … และร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่…) พ.ศ. … ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาร่าง พ.ร.บ.แล้ว

กล่าวคือ เป็นการไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต-เพศเดียวกันแต่งงานจดทะเบียนสมรสได้ แต่เกิดเสียงค้านอย่างหนัก นั่นก็ไม่เท่ากับ ‘คู่สมรส’

ทวิตเตอร์ เกิดแฮชเเท็ก #ไม่เอาพรบคู่ชีวิต เนื่องจากเห็นว่า พ.ร.บ.คู่ชีวิต ไม่ได้มอบสิทธิอย่างการสมรสที่เท่าเทียมกับคนต่างเพศ คู่ชีวิต เหมือนกับคู่สมรสตามกฎหมายที่มีอยู่

โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ‘ไอลอว์’ ระบุว่า พ.ร.บ.คู่ชีวิตของกระทรวงยุติธรรม คู่ชีวิตจะไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของคู่ชีวิตได้ ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นสำคัญที่สุด

ม็อบคนรุ่นใหม่หลายระลอกปราศรัยพร้อมชูป้าย ไม่เอา พ.ร.บ.คู่ชีวิต

28 พฤศจิกายน 2564 แฮชแท็ก #สมรสเท่าเทียม ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ไทยสืบเนื่องจากกิจกรรมของ “ภาคีสีรุ้ง” และเครือข่ายถึง 43 องค์กร ที่แยกราชประสงค์ อันมีมูลเหตุจาก คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 ว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ที่กำหนดการสมรสเฉพาะชาย-หญิง “ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”

ม็อบดังกล่าว รณรงค์รวบรวม 1 ล้านรายชื่อหนุนสมรสเท่าเทียม (ข้อมูลล่าสุด เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ พุ่งแล้วเกือบ 3 แสนชื่อ) โดยภาคประชาชนเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 โดยเปลี่ยนถ้อยคำให้เป็นกลางทางเพศ และแก้ไขจากการสมรสระหว่างชายและหญิงมาเป็นการสมรสของบุคคลกับบุคคล เปลี่ยนจากบิดามารดามาเป็นคำว่าบุพการี แล้วสามีภรรยามาเป็นคำว่าคู่สมรส เพื่อให้คู่รัก LGBTIQN+ สามารถเข้าถึงกฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติ

9 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่…) พ.ศ. … โดย ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และคณะเป็นผู้เสนอ ก่อนที่ประชุมลงมติอนุมัติให้ ครม.รับไปพิจารณา 60 วันก่อนนำกลับมาสภา เพื่อพิจารณาและลงมติรับหลักการวาระ 1