เริงโลกด้วยจิตรื่น : ‘รักตัวเอง’แบบไหน

20.02.22 | 12:24 น.

ทุกการพูดถึงการทำให้ชีวิตมีความสุข หลักคิดที่มักถูกแนะให้นำมาใช้คือ “ต้องเริ่มจากรักตัวเองให้ได้”

“ไม่รู้จักรักตัวเอง หรือรักตัวเองไม่ได้ ย่อมรักคนอื่นไม่ได้ และเมื่อต้องอยู่อย่างรักไม่เป็น จะไม่มีทางที่ชีวิตจะมีความสุขได้ เพราะหนทางแห่งความสุขต้องเริ่มจากความรัก”

นั่นเป็นข้อสรุปที่ผู้เกิดก่อนอาศัยประสบการณ์ชี้แนะด้วยหวังดีให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้หรือดำเนินตาม

ทว่าในอีกทางหนึ่งกลับกลายเป็นว่า “คนที่รักตัวเอง” กลับกลายเป็น “พวกเห็นแก่ตัว”

“รักตัวเอง” ทำให้เป็นคนที่คิดแต่ “เอารัดเอาเปรียบคนอื่น” สร้างความทุกข์ให้กับการอยู่ร่วมกัน หรือที่เรียกว่า “สังคมเดือดร้อน”

Advertisement

ประสบการณ์ที่คนรุ่นเก่านำมาชี้แนะสอนสั่ง พลิกเป็นคนละเรื่องในทางปฏิบัติ

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ทำความเข้าใจอย่างรวบรัดคือ ผิดพลาดตรงการตีความว่าคำว่า “ตัวเอง”

หากตีความว่า “ตัวเอง” แบบยึดเอาว่า เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วให้ความหมายของคำว่า “รัก คือการปกป้องไม่ให้มีอะไรมาทำให้กระทบกระเทือน หรือทำให้เกิดผลในทางที่ตัวเองไม่พอใจ”

ในความหมายนี้ “รักตัวเอง” จึงกลายมุ่งไปที่เห็นแก่ตัว ปกป้อง หาข้ออ้างเพื่อให้ตัวเองพ้นไปเสียจากสิ่งไม่ดี ไม่งาม หรือว่ากันให้ตรงไปตรงมาคือ พ้นไปจากสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง

การปกป้อง หาเหตุผลมาอ้างเพื่อจัดการเพื่อ “รักตัวเอง” แบบนี้ย่อมง่ายที่จะทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อคนอื่น เพราะเป็น “รักตัวเองแบบเห็นแก่ตัว”

ความวุ่นวายอยู่ที่คนส่วนใหญ่อยู่กับ “รักตัวเอง” อย่างนี้

ส่วนประสบการณ์ของผู้รู้จริง ที่แนะให้ “รักตัวเอง” เพื่อให้เกิด “ความสุข” กับชีวิตนั้น เป็น “รักตัวเอง” แบบเริ่มแสวงหาคำตอบก่อนว่า “ตัวเอง” คืออะไรกันแน่

หลังจากรู้แล้วว่า “ตัวเองคืออะไร” จึงค่อยให้ความรักกับตัวเอง

ในแนวทางนี้ เราจะเริ่มค้นหาว่า “ตัวตนที่แท้” ของเรานั้นคืออะไร

“ร่างกาย”
มีความหมายครอบคลุมตัวตนทั้งหมดหรือไม่ หรือต้องเลยไปรวมกับ “จิตใจ”

หลังจากนั้นให้ค้นต่อไปว่า “ตรงไหนของจิตใจ” หรือ “จิตใจแบบไหนที่เป็นเรา”

อะไรที่ควบคุมสั่งการให้ชีวิตของเราดำเนินไปทางนั้นทางนี้

ความเพียรที่จะค้นหาตัวตนของเราแบบนี้ จะทำให้เราค้นหาแก่นแกนที่ควบคุมชีวิต ค้นไปเรื่อยๆ

จนกระทั่งพบว่า ทุกชีวิตนั้นล้วนประกอบด้วยชีวิตอื่น สิ่งอื่นๆ มากมายขยายไปไม่รู้จบ

ความคิดหนึ่งที่เราเห็นว่าเป็น “ตัวเอง” นั้น ประกอบด้วยประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคนอื่น สิ่งอื่นผสมกันมาเป็นทอดๆ กว้างขวาง มากมาย และยาวนาน

ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่การผสมผสาน

กระทั่งเกิดผลึกความคิดว่า “สรรพชีวิต หรือสรรพสิ่ง เป็นหนึ่งเดียวกัน”

และเมื่อถึงจุดนี้ จะกระจ่างว่า “ต้องรักตัวเองให้เป็นก่อน จึงจะรักคนอื่นได้”

เพราะที่สุดแล้ว “คนอื่นกับตัวเรา ล้วนประกอบขึ้นเป็นกันและกัน”

และนั่นไปสู่ “รักตัวเอง” แบบ “รักคนอื่น” ได้ แบบเป็นไปเองโดยไม่ต้องใช้ความพยายาม เพราะ “รักคนอื่น” ก็คือ “รักตัวเอง”

และ “รักตัวเอง” เท่ากับ “รักคนอื่น”

และที่สุด “ชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกับความรัก”

ซึ่งนั่นคือ “ความสุขที่แท้”

จันทร์รอน