ธรรมศาสตร์เปิดตัวชุดตรวจต้นแบบ ‘แอนติบอดีโควิด’แบบเจาะเลือดปลายนิ้ว คัดกรองผู้ติดเชื้อ‘ไม่แสดงอาการ’

23.02.22 | 15:53 น.

เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวน่าจับตาในวงการสาธารณสุข เมื่อธรรมศาสตร์เปิดตัว ต้นแบบชุดตรวจแอนติบอดีต่อเชื้อโควิด แบบ เจาะเลือดปลายนิ้ว หวังช่วยคัดกรองผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ หลังจากโควิดกลายเป็นโรคประจำถิ่น และคนฉีดวัคซีนครอบคลุม โดยคาดว่าในอีก 1-2 ปี จะพัฒนาได้อย่างสมบูรณ์ ต้นทุนปัจจุบันอยู่ที่ไม่เกินชุดละ 100 บาทเท่านั้น

ผศ.ดร.จีระพงษ์ ทะนงศักดิ์ศรีกุล ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริหาร คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าห้องปฏิบัติการศูนย์ตรวจวินิจฉัยระดับโมเลกุล เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้พัฒนาต้นแบบชุดตรวจแอนติบอดีต่อเชื้อโควิด-19 แบบเจาะเลือดปลายนิ้วขึ้นมา ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดยเป็นชุดตรวจที่จะเข้ามาสนับสนุนการทำงานของการตรวจแบบ RT-PCR และ Antigen Test Kit (ATK) แต่จะมีความแตกต่างอยู่ที่การตรวจด้วยชุดตรวจแอนติบอดีจะสามารถหาเชื้อในผู้ติดโควิด-19 แบบไม่แสดงอาการได้

แอนติบอดีของผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 จะพบได้ในผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 แล้วเท่านั้น โดยจะพบได้ทั้งในผู้ที่แสดงและไม่แสดงอาการ และจะไม่พบในส่วนประกอบของวัคซีนโควิด-19 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยการตรวจหาภูมิต้านทานไวรัสชนิดแอนติบอดีนั้นจำเป็นต้องรอเวลา 3-7 วันหลังจากการติดเชื้อ เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของผู้ติดเชื้อสร้างแอนติบอดีให้ขึ้นสูงถึงระดับที่จะตรวจเจอ โดยจะมีประสิทธิภาพสูงที่สุดในสัปดาห์ที่ 2 ของการติดเชื้อ

“ต้องเข้าใจก่อนว่า RT-PCR เป็นการตรวจหาสารพันธุกรรม ขณะที่ ATK ใช้ตรวจหาโปรตีนของไวรัส ซึ่งทั้งสองวิธีนี้จะให้ค่าความแม่นยำอยู่ในช่วงสัปดาห์แรกของการติดเชื้อ ส่วนชุดตรวจแอนติบอดีจะใช้ตรวจหาภูมิต้านทาน ซึ่งให้ค่าความแม่นยำในสัปดาห์ที่สอง ฉะนั้น เราจึงมุ่งหวังว่าในอนาคตเราจะใช้ชุดตรวจนี้ติดตามการติดเชื้อในชุมชน โดยเฉพาะเมื่อโควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่นและผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ส่วนใหญ่ เมื่อติดเชื้อจะมีอาการน้อยหรือไม่มีอาการ ซึ่งทุกวันนี้เรามักจะตรวจเฉพาะผู้ที่มีอาการ ส่วนผู้ที่ไม่มีอาการเราจะไม่ตรวจ ดังนั้น ในอนาคตการสุ่มตรวจด้วย ATK หรือ RT-PCR อาจไม่เหมาะสม เราจึงดีไซน์ชุดตรวจนี้ขึ้นมาเพื่อตรวจหาภูมิแอนติบอดีในเลือด ซึ่งจะพบในผู้ที่ติดเชื้อเท่านั้น

Advertisement

เมื่อเราสามารถตรวจจับผู้ติดเชื้อได้ทั้งในผู้ที่มีอาการและไม่มีอาการ ก็จะได้ภาพของสถานการณ์การติดเชื้อจริงของประเทศที่มีความครอบคลุมและแม่นยำขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดนโยบายในการป้องกันและควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพ โดยหนึ่งในนั้นคือผลการตรวจในภาพรวมจะช่วยชี้ว่าการฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ผลดีหรือไม่” ผศ.ดร.จีระพงษ์กล่าว

ทั้งนี้ การตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อโควิด-19 ที่นิยมใช้ในปัจจุบันมี 2 หลักการ คือ 1.การหาส่วนประกอบของเชื้อ คือ RT-PCR และ ATK 2.การตรวจหาภูมิต้านทานไวรัสชนิดแอนติบอดี (antibody detection) โดยวิธี immunoassay ซึ่งใช้เป็นข้อบ่งชี้การติดเชื้อทั้งจากในอดีตและการติดเชื้อปัจจุบัน

สำหรับวิธีการตรวจแอนติบอดีที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีทั้งรูปแบบ ELISA และ lateral flow immunochromatography เพื่อตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อโปรตีน spike (S) หรือ nucleocapsid (N) ของเชื้อโควิด-19 ซึ่งสามารถพบได้จากการติดเชื้อและจากการได้รับวัคซีนโควิด-19 ดังนั้น ชุดตรวจแอนติบอดีที่มีในปัจจุบันจึงยังใช้ตรวจวินิจฉัยแยกภูมิคุ้มกันระหว่างที่เกิดจากการติดเชื้อและวัคซีนโควิด-19 ไม่ได้ จึงนำมาสู่โครงการวิจัย ‘การคัดเลือกแอนติเจนของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 และการผลิตชุดตรวจภูมิคุ้มกันชนิดแอนติบอดีโดยการศึกษาการตอบสนองทางซีโรโลยีของบุคคลที่หายจากโรคโควิด-19’ ที่คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำลังดำเนินการอยู่นั่นเอง