ประกันรายได้ : พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย ข้าว มัน ยาง ปาล์ม ข้าวโพด ‘อุ่นใจ-พอใจ’ โดย นวลนิตย์ บัวด้วง

28.02.22 | 13:55 น.
เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ประกันรายได้ พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” ในการสัมมนา “โครงการประกันรายได้สินค้าเกษตร 5 สินค้า” รูปแบบการไลฟ์สตรีมมิ่ง พร้อมเสวนาถึงสถานการณ์และอนาคต ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา โดยนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย นายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดนครราชสีมา นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และนายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย โดยมี นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) นายวรศักดิ์ ประยูรศุข บรรณาธิการอำนวยการหนังสือพิมพ์มติชน และผู้บริหารเครือมติชน ให้การต้อนรับ ณ อาคารสำนักงาน บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดวงเสวนา หัวข้อ “โครงการประกันรายได้ 5 สินค้าเกษตร” ร่วมกับ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท
ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย นายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดนครราชสีมา นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และนายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย นายบัญชา ชุมชัยเวทย์

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทุกประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ทุกข์ยากกับการเผชิญกับผลกระทบที่ได้รับจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาดซ้ำแล้วซ้ำอีก จนถึงปัจจุบันสายพันธุ์โอมิครอน ยังเป็นแรงกระเพื่อมโคลงการทำมาหากินและการใช้ชีวิตประจำวัน ระดับความเดือดร้อนก็หนักเบาแตกต่างกันไป

ภาคเกษตร ถือเป็นหนึ่งอาชีพอิสระก็ไม่ผิดนัก และยังเป็นอาชีพที่มีรายได้ไม่แน่นอน เผชิญความเสี่ยงค่อนข้างสูง ด้วยต้องพึ่งพาดิน ฟ้า อากาศ ต้นทุนผลิตสูงขึ้น เหล่านี้ล้วนมีผลต่อผลผลิต เมื่อเก็บเกี่ยวได้มาต้องเสี่ยงกับเรื่องราคารับซื้อของพ่อค้า และความต้องการของตลาดในประเทศและนอกประเทศ ถ้าเสียงบ่น “ผลผลิตต่ำ ราคาแพง” ก็ดีไป แต่หากเป็นเสียงบ่น “ผลผลิตล้น ราคาตกต่ำ” นั่นหมายถึงเศรษฐกิจฐานรากในปีนั้น เกิดปัญหาแล้ว

จึงเป็นที่มาของนโยบายประกันรายได้ บนแนวคิดและเป้าหมาย ทำอย่างไร ให้ราคาสินค้าเกษตรของไทยยั่งยืน!!

ถึงปี 2565 นี้ โครงการประกันรายได้ เข้าปีที่ 3 เต็มตัวแล้ว และกำลังก้าวสู่ปีที่ 4 ดังนั้น เพื่อให้รู้ถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นและผลสัมฤทธิ์ของโครงการประกันรายได้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จึงจัดสัมมนา “ประกันรายได้สินค้าเกษตร 5 สินค้า” ประกอบด้วย ข้าวมันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตามรูปแบบวิถีใหม่ จึงจัดสัมมนาแบบไลฟ์สตรีมมิ่ง ผ่านเฟซบุ๊ก เครือมติชน ไลน์ออฟฟิเชียลมติชน และยูทูบมติชนทีวี และในเครือมติชน

ย้อน3ปีประกันรายได้ตัวช่วย3ด้าน

Advertisement
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

สัมมนา “ประกันรายได้สินค้าเกษตร 5 สินค้า” แบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก ฉายภาพรวม โดย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ประกันรายได้ พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” ขอนำสาระสำคัญตอนหนึ่งมากล่าวถึง “เกษตรกร ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจรากฐานของประเทศ และการประกันรายได้ ถือเป็นตัวช่วยสำคัญในช่วงที่ราคาพืชเกษตรตกต่ำ ก็ต้องหากลไกเข้าแก้ปัญหา เพราะหากรัฐไม่สามารถดึงราคาขึ้นมาให้เกษตรกรพออยู่พอกินได้ ผู้ที่เดือดร้อนที่สุด คือ เกษตรกร การประกันรายได้จึงเป็นตัวช่วยสำคัญ หากราคาต่ำกว่ารายได้ที่ประกันไว้ เกษตรกรจะได้รับส่วนต่างของราคาตลาด เมื่อหักลบด้วยราคาประกันรายได้แล้ว ก็จะเห็นว่าเกษตรกรจะได้รับเท่าไหร่ ถึงตอนนี้ ผมกล้าพูดว่าพืชที่ประกันรายได้เกือบจะทุกตัวมีราคาดี สูงกว่าในอดีตมาก ขอยกตัวอย่าง มันสำปะหลัง แต่ก่อนราคาวนเวียนระดับ 1.70-1.80 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ขณะนี้ 2.50-2.70 บาทต่อ กก. ปาล์มขึ้นสูงสุดถึง 12 บาทต่อ กก. สูงกว่าราคาประกันรายได้ถึง 4 เท่า เป็นต้น เมื่อย้อนดู ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ที่เกิดโครงการประกันรายได้ส่งเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 4.5-5 แสนล้านบาท ขณะนี้โครงการเข้าสู่ปีที่ 3 และต้องขับเคลื่อนต่อไป ตราบเท่าที่รัฐบาลนี้บริหารงานแผ่นดินอยู่ จะเข้าสู่ปีที่ 4 ภาพรวมสะท้อนได้ว่า โครงการประกันรายได้ถือเป็นตัวช่วยเกษตรกร การพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงแก้ไขปัญหาการเมืองด้วย ดูจากม็อบเกษตรมีน้อยมาก บางพืชไม่มีเลย”

นายจุรินทร์ยังย้ำไว้บนเวทีในครั้งนี้อีกว่า ให้เชื่อมั่นว่าภาคการเกษตรยังเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่ต้องสนับสนุนต่อไป จากนี้จะสร้างอนาคตเรื่องไบโออีโคโนมี (อุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ) พร้อมกับเรื่องซอฟต์เพาเวอร์ ต้องแทรกเข้าไปในทุกอณูของภาคการผลิต ภาคบริการ ที่จะนำทั้งรายได้เข้าประเทศ ช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้เร็ว รวมถึงขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

จากนั้นเข้าสู่ช่วงที่สอง เป็นการเสวนา “โครงการประกันรายได้ 5 สินค้าเกษตร ” จากตัวแทนที่รู้ลึกรู้จริง กะเทาะเปลือกให้เห็นภาพทิศทางพืชทั้ง 5 ชนิด ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน และมุมมองอนาคต บนปัจจัยรุมเร้ามากมาย ทั้งต้นทุนเพาะปลูกแพง จดจ่อกับน้ำที่เพียงพอสำหรับทำเกษตร กำลังบริโภคที่อาจกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ และล่าสุดความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ฯลฯ

สร้างความมั่นคงและปลอดภัยในอาชีพ

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม

เริ่มด้วย นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน สะท้อนถึงโครงการประกันรายได้ ตรงประเด็นว่า “สินค้าเกษตร คือ รากฐานรากเหง้าของประเทศ เราต้องรักษาไว้ ให้เขารู้สึกว่ามีความมั่นคงและปลอดภัยในอาชีพ ที่รัฐดำเนินการควบคู่ในหลายด้าน อันดับแรก ประกันรายได้เป็นการสร้างหลักประกันทางอาชีพ อันดับสอง มีมาตรการคู่ขนานให้ราคาสมเหตุสมผล เป็นประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกร อันดับสาม มีมาตรการทางกฎหมายที่เข้ามาประกบ ตีเส้นอย่าออกนอกกรอบให้เกิดความเป็นธรรม อีกทั้งให้สบายใจไม่มีเรื่องทุจริต เพราะเงินส่วนต่างชดเชยให้เกษตรกร จะถูกโอนตรงจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้าบัญชีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับโครงการโดยตรง”

ทั้งระบุถึงสิ่งที่ต้องทำในปีนี้ “ขณะเดียวกันกรมการค้าภายใน ยังมีปฏิทินตารางของวงจรพืชชนิดนั้นๆ ว่าออกช่วงใด เพราะได้เตรียมพร้อมแผนรับมือ สกัดปัญหาเมื่อผลผลิตออกมาพร้อมกัน จะไม่กดดันราคาตกต่ำ ซึ่งไม่แค่ 5 พืช แต่รวมถึงผลไม้ เครื่องเทศ ซึ่งปี 2565 เตรียมไว้ถึง 18 มาตรการ ที่แต่ละวิธีการต้องเหมาะสมกับสินค้านั้นๆ จากนี้ต้องดูแลว่าจะทำอย่างไรให้พี่น้องเกษตรกรขายสินค้าได้ราคา แต่ราคาไม่ใช่ตัวตอบโจทย์ เท่ากับเกษตรกรต้องมีกำไรด้วย เพื่อดำรงอาชีพที่ยั่งยืน วิธีหนึ่งคือเปลี่ยนจากฟาร์มเมอร์ เป็นเมเนเจอร์ พร้อมกับเร่งนำเทคโนโลยีมาช่วยเสริม ทั้งด้านผลิตและการทำตลาด อีกเรื่องต้องทำอย่างจริงจัง”

5พืชประสานเสียง‘อุ่นใจ-พอใจ’

จากนั้นฟังเชิงลึกในแต่ละพืช คนแรก นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวตอนหนึ่งว่า “ราคายางพาราปีนี้จะค่อนข้างมีเสถียรภาพมากกว่าปีที่แล้ว แต่ว่าเทรนด์ยังเป็นอัพไซด์ เพราะยังมีปัจจัยบวกหลายอย่าง ทั้งจากประเทศผู้ใช้ที่ดัชนีการจัดซื้อของภาคผลิตในสหรัฐ (พีเอ็มไอ) สูง อาจจะเป็นปริมาณการใช้ที่เติบโตขึ้นเท่าตัวในวันนี้ ตัวสต๊อกของประเทศจีนที่เป็นผู้ใช้อันดับ 1 มีการปรับตัวลดลงประมาณ 50% รวมถึงเทรนด์น้ำมันที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะยางสังเคราะห์เป็นปัจจัยสนับสนุน และอีกหลายปัจจัย ยางพาราเป็นพืชที่มีอนาคตแน่นอน ไม่ใช่แค่ปี 2565 เพราะตัวเลขล่าสุดจากสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ มองว่าซัพพลายยาง ตั้งแต่ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา อาจชอร์ตไปอีกระยะหนึ่ง ความกังวลในเรื่องนี้ จึงหารือกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ประกอบการ ให้มีการบริหารซัพพลายให้ดี เราไม่ได้ดูแลเฉพาะเกษตรกรสวนยางเพียงอย่างเดียว ดูแลทั้งซัพพลายเชน ทั้งผู้ประกอบการที่ต้องบริหารสต๊อกเรื่องนี้ให้ดี ซึ่งยางพารามีลักษณะที่แตกต่างจากพืชชนิดอื่น คือ มีผลผลิตทั้งปี ฉะนั้นการบริหารผลผลิตได้อย่างใกล้เคียงกับความต้องการ จะทำให้ราคาค่อนข้างมีเสถียรภาพ อีกสิ่งที่พยายามผลักดัน คือ การนำดิจิทัลมาปรับใช้เพื่อขายในตลาดล่วงหน้า ลดความเสี่ยงให้กับเกษตรกรอีกทาง เมื่อบวกรวมกับการประกันรายได้ จึงมองว่าพืชยางจะเป็นพืชที่มีอนาคต”

นายมนัส พุทธรัตน์

อีกพืชหลัก “ปาล์มน้ำมัน” ที่มีประเด็นให้พูดถึงทุกปี นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย ถึงกับกล่าวบนเวทีว่า ไม่นึกไม่ฝันราคาผลปาล์มจะทะลุไปถึง 12 บาทต่อ กก. ราคาสูงสุดในรอบกว่าสิบปี ทั้งเล่าต่อว่า “เกษตรกรไทยไม่สามารถตั้งราคาสินค้าเกษตรเองได้ ฉะนั้นราคาปาล์มเพิ่มขึ้นทะลุไปสูง ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ การประกันรายได้ของรัฐบาล เป็นตัวชี้วัดว่าเกษตรกรควรมีรายได้เท่าไหร่ เป็นนโยบายที่ดี เป็นการสร้างมาตรฐานราคาให้อุตสาหกรรมที่จะมารับซื้อสินค้าเกษตร เมื่อรัฐบาลเป็นผู้บริหารจัดการ ก็มองเห็นถึงความสมเหตุสมผล และช่วยชี้ให้ภาคอุตสาหกรรมไม่ให้เอาเปรียบเกษตรกรได้ แม้ราคาเกิน 10 บาท ในระยะไม่นาน แต่ราคาที่อ่อนตัวตอนนี้ก็ยังสูงกว่าราคาประกันรายได้ที่รัฐกำหนดไว้ 4 บาท โดยราคาอยู่ระดับ 8-9 บาท และจากความต้องการในไทยและในโลกสูง จะส่งผลต่อราคาปาล์มปีนี้ยังดี ซึ่งคนไทยไม่ต้องกังวลเรื่องผลผลิตไม่เพียงพอ ผลผลิตเริ่มออกตลาดแล้ว มีสต๊อกน้ำมันปาล์มเพื่อความมั่นคงทางอาหารที่ 3 แสนตัน แน่นอน”

เติมศักดิ์ บุญชื่น

ขณะที่ นายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดนครราชสีมา ไขข้อสงสัยในพืช 2 ชนิด คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง เขาสะท้อนให้เห็นว่าพืช 2 ชนิดนี้ของไทยเด่นกว่าคู่แข่งอย่างไร ตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ข้าวโพดเป็นพืชที่สร้างโอกาส ประเทศไทยผลผลิตได้ต่อปี 4.7-4.8 ล้านตัน แต่ความต้องการป้อนผลิตอาหารสัตว์สูงถึง 8.5 ล้านตัน เนื่องจากข้าวโพดผลิตในประเทศไทย หัวแข็งมีเม็ดสีส้มเป็นตัวสำคัญในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ ได้เปรียบประเทศอื่นเป็นหัวบุบอ่อน (Dent corn) ใช้เลี้ยงไก่เนื้อและไก่ไข่ ได้สีแดงธรรมชาติ และได้เนื้อหมูสีสวย โดยไม่ต้องใส่สารเร่งเนื้อแดง แต่เพื่อให้ยั่งยืน ต้องพัฒนาต่อยอดโดยใช้หลักกรีนอีโคโนมี”

สำหรับมันสำปะหลังนั้น เขาระบุว่า “ผลผลิตต่อปี 40 ล้านตัน ถือเป็นพืชมีอนาคต เพราะนำไปแปรรูปเพื่อใช้ในหลายอุตสาหกรรม ทั้งผลิตแป้งมัน ผสมทำขนมปัง ทำขนมต่างๆ ผสมในสินค้าฮาลาล เป็นต้น ซึ่งอนาคตพืชตัวนี้ ขึ้นกับว่าบริหารจัดการอย่างไร ที่ไม่ให้ผลผลิตเพื่อนบ้านทะลักในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดในเวลาเดียวกัน ประกอบกับการมีโครงการประกันรายได้ต่อเนื่อง ช่วยเสริมสร้างเงินกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวา มีไว้ก็อุ่นใจ เพราะตามกลไกของราคาตลาด ถ้าราคาตลาดดี รัฐไม่ต้องอุดหนุน แต่ถ้าตกมาก็ช่วยเสริม ถือเป็นกลไกหนึ่งทำให้เสถียรภาพราคามันดีขึ้น ห้ามหยุด เพราะประกันรายได้เป็นจุดชี้ของต้นทุนบวกกำไรในการบริหารจัดการอย่าให้ต่ำกว่านี้ ที่คู่ขนานไปพร้อมมาตรการอื่นได้ด้วย”

นายปราโมทย์ เจริญศิลป์

อีกพืชที่มีจำนวนคนเกี่ยวข้องหลายล้านชีวิต คือ อุตสาหกรรมข้าว ได้มี นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ยืนยันถึงความจำเป็นของโครงการประกันรายได้ โดยเขากล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “เศรษฐกิจของพืชเศรษฐกิจปี 2565 ยอมรับว่าช่วงระบาดของโควิด อาจมีผลต่อการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ โดยเฉพาะค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น จากก่อนหน้านี้เพิ่มขึ้นแล้ว 4-5 เท่า ทั้งขาดเรือขนส่งขาดตู้คอนเทนเนอร์ ขาดแรงงาน ขณะที่ข้าวไทยยังต้องพึ่งพาส่งออกข้าวสารกึ่งหนึ่งของผลผลิตต่อปี อีกทั้งช่วงที่ผ่านมา 3 ปี ชาวนาเผชิญหน้ากับภัยแล้งบ้าง เจออุทกภัยหรือน้ำท่วมบ้าง ทำให้ผลผลิตเสียหายและทำนาข้าวไม่ได้ ผลผลิตได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่โชคดีผู้ปลูกข้าวมีโครงการประกันรายได้กำหนดราคาที่ชัดเจน หากราคาต่ำ รัฐก็ชดเชยรายได้ให้ชาวนาอยู่รอดได้ และพอมีกำไร ผลที่ได้รับจากโครงการประกันรายได้ของรัฐบาล ชาวนาทั่วประเทศพอใจและดีใจ ที่ได้รับอานิสงส์จากโครงการ เพราะถ้าไม่มีโครงการนี้ ราคาข้าวก็ลดเหลือ 5-6 บาทต่อโล หักต้นทุนปลูกและราคาขาย ขาดทุน ชาวนาก็อยู่ไม่ได้ อยากให้ดำเนินการต่อไปในระยะยาว ชาวนาชอบโครงการนี้มาก แต่ใช่ว่าชาวนาจะอยู่เฉย เราก็ปรับตัวให้ทันสถานการณ์ ทั้งเพิ่มปลูกพันธุ์ข้าวที่ตลาดนำเข้าข้าวต้องการ มีการแบ่งพื้นที่เพาะปลูกพันธุ์ข้าวให้เหมาะสมกับพื้นที่ อาทิ อีสานเน้นข้าวหอมมะลิ 105 ภาคกลางทำเป็นข้าวพื้นนุ่ม กข79 และ กข81 หรืออุตรดิตถ์เป็นแหล่งปลูกข้าวพื้นแข็ง หลังจากนี้จะไม่เป็นการทำนาแบบสะเปะสะปะ ทำให้ชาวนาส่วนนี้กำหนดราคาข้าวเองได้ ซึ่งทำให้ชาวนาสามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง เพื่อในระยะยาว บางส่วนก็ไม่ต้องพึ่งพาโครงการประกันรายได้”

เรียกได้ว่าฟังเวทีนี้ต้องเพิ่มคำว่า ใจชื้น เพราะมองเห็นถึงอนาคตพืช นั่นคือ อนาคตเศรษฐกิจไทย