เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 ได้นำวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตร้าไปแสดงที่เมืองลำปางด้วยความตื่นเต้นมาก ในการนำวงดนตรีคลาสสิกไปเล่นในต่างจังหวัดเป็นเรื่องท้าทายมาก โดยเฉพาะการแสดงที่ลำปางพบว่า “ลำปางเป็นเมืองที่ไม่มีอะไร” แต่มีความสงบร่มเย็น คนลำปางยังร่ำรวยรอยยิ้มและมีน้ำใจ สัมผัสได้ง่าย มีบรรยากาศที่เป็นมิตร จิตใจของคนยังสูงและงดงามอยู่ การแสดงดนตรีสำเร็จเสร็จไปแล้ว ก็มีการประสานงานเรียกร้องเพื่อขอให้จัดกิจกรรมดนตรีต่ออีก เพิ่มรายการให้บ่อยและจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ.2565 มีสหายที่นับถือได้ส่งคลิปเพลง “ลุงตู่ครับ” มาให้ฟัง ได้ไปค้นหาตัวศิลปินพบแล้ว เป็นผลงานของธวัช เมืองเถิน ศิลปินช่างซอจากลำปาง จึงได้ขอเชิญไปแสดงร่วมในงานเสวนาแนวคิดและกระบวนการความคิดสร้างสรรค์ จัดโดยมหาวิทยาลัยสวนดุสิตลำปาง ถือโอกาสเชิญวงสะล้อซอซึง ศิลปินธวัช เมืองเถิน มาแสดงให้ดู นั่งดูการแสดงไปก็รู้สึกหลงรักเสียงของวงสะล้อซอซึงมากขึ้นอย่างจับใจ
วงสะล้อซอซึงเป็นวัฒนธรรมเพลงโบราณ เป็นมรดกเพลงของล้านนาที่มีค่าสูงยิ่ง เป็นประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นที่ยังมีชีวิตอยู่ สามารถที่จะเล่าเรื่องราวความเป็นมาในอดีตด้วยเสียงเพลง ใช้เครื่องดนตรีโบราณจากธรรมชาติ อาศัยจิตวิญญาณของช่างซอ (นักร้อง) ด้นเพลงอย่างมีปฏิภาณ และมีชีวิตชีวา รู้สึกได้หลวมตัวรักและประทับใจในทำนองเพลง เสียงดนตรีจากไม้ เรื่องราวนิทานเพลงของวงสะล้อซอซึง ยากที่จะถอนใจคืน
วงสะล้อซอซึง เป็นวงดนตรีโบราณ หากจะเปรียบเทียบกับเพลงของยุโรปก็เป็นพวกนักดนตรีชาวบ้านพวกที่เร่ร่อนเล่นดนตรี เดินทางไปตามหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งมีในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) ตัวอย่างพวกทรูบาดัวร์ (Troubadour) ทรูแวร์ (Trouvere) ในฝรั่งเศส ประมาณ พ.ศ.1843-2100 แต่บทเพลงของชาวยุโรปนั้นได้เก็บบันทึก เก็บรักษา ศึกษา และพัฒนาสู่สังคมสมัยใหม่อย่างภาคภูมิ ส่วนเพลงของวงสะล้อซอซึงบ้านเรายังคงดำรงอยู่อย่างอนาถา รอคอยการล้มตายสูญหายไปอย่างน่าเสียดายยิ่ง
นักดนตรีผู้เฒ่าวงสะล้อซอซึง ช่างซอตายจากไปที่เหลือก็น้อยลง แม้จะมีชีวิตอยู่ก็ยากจะรักษาวิถีชีวิตเอาไว้ ปัจจัยสำคัญที่ทำลายเสียงสะล้อซอซึงก็คือ ไม่มีเวที ไม่มีงาน ไม่มีรายได้ สถาบันการศึกษาก็ไม่มีสำนึก การดำรงอยู่ของวงสะล้อซอซึงในวิถีชีวิตวัฒนธรรมทุนนิยมอยู่ได้ยาก ระบบเสียงธรรมชาติถูกกลืนด้วยระบบเสียงไฟฟ้า มีเทคโนโลยีใหม่ดังๆ บึ้มๆ ซึ่งทำลายความสงบเงียบ และขจัดอำนาจของเสียงธรรมชาติออกไปจากชีวิตจิตใจคนจนหมดสิ้น จิตใจเหลืออยู่แต่ความวุ่นวายทั้งภายในและภายนอก
ยังมีมนุษย์ประหลาดๆ น่าทึ่งคนหนึ่งชื่อ ผศ.ดร.ผดุง พรมมูล มีวิถีชีวิตเบื่อโลกทุนนิยม ได้ผันชีวิตไปอยู่ป่าบนเนินดอยเตี้ยๆ เพื่อรักษาต้นไม้ พรรณไม้ที่สูญหาย โดยเฉพาะได้ปลูกไม้สักเอาไว้ 70 ไร่ ทำมาแล้ว 30 ปี อยู่อย่าง ดิบๆ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ไม่มีตู้เย็น ไม่มีเครื่องที่จะอำนวยความสะดวก นอนมุ้งหุงเตาฟืน ปิ้งข้าวหลาม ทุกอย่างต้องทำเอง ปลูกกล้วย ปลูกผักทำกิน ทำไปก็มีความสุข ใช้ชีวิตพึ่งทุนนิยมให้น้อย อยู่แบบไม่พึ่งสังคมเมือง สรุปเอาว่าเป็นชีวิตที่ “บ้าดี”
ความคิดไหลลื่นหากพัฒนาให้เป็น “อาศรมศิลปินที่ไร่ผดุงธรรม” รักษาพื้นที่ป่าเพื่อให้เป็นอาศรมศิลปิน ร่ำรวยความมืด อยู่กับความสงบเงียบ ปล่อยวางและว่างเปล่า อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับลมหายใจ ร่ำรวยเสียงฝน มีแต่เสียงจิ้งหรีด เสียงจักจั่นเรไร กบเขียดร้องอึงมี่ราวกับเสียงของวงซิมโฟนีบรรเลง อยู่ท่ามกลางดวงดาวเต็มท้องฟ้า มีแสงเดือนที่ขาวนวล มีเงาของต้นไม้ยืนโอบล้อม
อาศรมศิลปินไร่ผดุงธรรม (ตั้งเอาเอง) อยู่ที่ตำบลบ้านค่า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ห่างจากตัวเมืองลำปาง 28 กิโลเมตร พื้นที่ของ ผศ.ดร.ผดุง พรมมูล อดีตอาจารย์สอนศิลปะและผู้บริหาร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ตั้งใจปลูกป่าสักอย่างจริงจัง เป็นต้นแบบวิถีการรักษาป่าอย่างธรรมชาติ ปล่อยให้เทวดาเลี้ยง มีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ อยู่อย่างสงบเกื้อกูลพึ่งพาอาศัยป่า ยอมรับเคารพความเป็นไปของชีวิต
อารมณ์คิดจัดการประลองวงสะล้อซอซึงที่อาศรมศิลปินไร่ผดุงธรรม เพื่อรักษาเพลงสะล้อซอซึงเอาไว้ เพื่อจะสร้างบรรยากาศการฟื้นฟูชีวิตและรักษาเสียงของธรรมชาติ การชะลอความตายและต่อชีวิตของศิลปินสะล้อซอซึง รักษาเสียงจากธรรมชาติไว้ ช่วยชำระจิตใจให้กลับมามีชีวิตดังขึ้นอีกครั้ง เป็นเวลาของการให้ความสุขแก่กัน ฟังเสียงที่สดใสเพื่อชำระจิตใจให้สะอาด เพื่อล้างมลภาวะทางเสียงในรูหู การนำเสนอวิถีชีวิตทางเลือก ชีวิตที่เชื่อว่าสะอาด สัมผัสกับเสียงที่สะอาด คุณภาพชีวิตแบบชาวบ้านที่มีอยู่ในท้องถิ่น วิถีที่เรียบง่ายและเป็นวิถีที่ชาวโลกโหยหา พัฒนาเสียงธรรมชาติให้เป็นสินค้า วิถีชีวิตที่สะอาดและฟังเสียงธรรมชาติ ทำให้อยากดู
การประลองวงสะล้อซอซึง เป็นพลังแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขต ไร้พรมแดน ไร้ข้อจำกัด ไม่มีเพดาน ไม่มีเงื่อนไข ใช้พลังสีเขียว พลังเสียงที่สะอาด นำมาใช้ชำระจิตใจให้สดชื่นขึ้น สร้างเสียงที่สดใสให้ออกมาจากใจที่สะอาด ซึ่งเป็นความหมายในอีกมิติหนึ่งของชีวิตที่หมายถึงความเจริญและศิวิไลซ์
เวทีของไร่ผดุงธรรม พื้นที่เป็นป่ามีความสงบเงียบที่ล้อมรอบด้วยต้นไม้ เหมาะกับการแสดงดนตรีแบบพื้นบ้านอย่างวงสะล้อซอซึง เป็นธรรมชาติแบบชนบทดั้งเดิม มีต้นไม้ ใบไม้ แสงแดด สายลม ท้องฟ้า และป่าไม้ มีการ กรองเสียงแบบธรรมชาติ (Acoustic) พื้นที่ไม่พลุกพล่าน ตั้งอยู่ห่างตัวเมือง อยู่ห่างถนนใหญ่ อยู่ห่างเสียงรถยนต์ ห่างเสียงมอเตอร์ไซค์ ห่างจากหมู่บ้าน ความเงียบในป่าจะสะกดให้จิตใจของผู้ฟังสงบนิ่งเย็น
เสียงของวงสะล้อซอซึง จะดังผ่านทะลุหัวใจของผู้ฟัง ทำให้ผู้ฟังมีสมาธิ ผู้ฟังจะรู้สึกว่า “เกรงใจ” ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว รู้สึกเกรงใจต่อสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ รู้สึกว่าควรให้ความเคารพต่อธรรมชาติ นอกจากนี้ ที่ไร่ผดุงธรรมยังเป็นพื้นที่ของชาวบ้าน เพราะชาวบ้านนั้นจิตใจยังบริสุทธิ์และจริงใจ ซึ่งตั้งอาศัยอยู่โดยรอบ
การประลองวงสะล้อซอซึง รับสมัครระหว่างวันที่ 15 มีนาคม ถึงวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2565 โดยสมัครผ่านออนไลน์ เสียค่าสมัครวงละ 1,000 บาท (4-9 คน) นักดนตรีแต่ละวงรายชื่อต้องไม่ซ้ำกัน คือแต่ละคนเล่นได้วงเดียว เอกสารครบถูกต้อง จ่ายค่าสมัครเรียบร้อยจึงจะถือว่าจบกระบวนการสมัคร ที่ต้องจ่ายค่าสมัครเพื่อยืนยันความเชื่อมั่นและความตั้งใจที่มีความผูกพันต่อวงสะล้อซอซึง
คณะกรรมการตัดสินรอบออนไลน์ จะฟังความไพเราะของเพลง เล่นสนุก จะประกาศผลวงสะล้อซอซึงที่เข้ารอบ 12 วง วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2565 โดยเชิญทั้ง 12 วง ไปประลองบนเวที วันที่ 9-10-11 มิถุนายน ที่ไร่ผดุงธรรมลำปาง วันที่ 9 มิถุนายน แสดงรอบ 6 วง วงละ 30 นาที คัดเลือกเข้ารอบไว้ 2 วง ทุกวงที่ขึ้นแสดงบนเวทีได้รับค่าตอบแทน 10,000 บาท
วันที่ 10 มิถุนายน การประลองวงสะล้อซอซึงอีก 6 วง คัดเลือกไว้อีก 2 วง รวมเข้ารอบชิงชนะเลิศ 4 วง จับฉลากเพื่อแสดงรอบชิงชนะเลิศ ในวันที่ 11 มิถุนายน แสดงวงละ 30 นาที รางวัลรองชนะเลิศ 3 รางวัล รางวัลละ 30,000 บาท ส่วนรางวัลชนะเลิศ 1 วง เป็นเงิน 200,000 บาท ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนที่จัดแล้วมีรางวัลสูง
คณะกรรมการตัดสินทุกคนเป็นผู้ที่หลงรักในเสียงของสะล้อซอซึง อาทิ ผศ.ศรชัย เต็งล้อมรัตน์ ผศ.ดร.องอาจ อินทนิเวศ อาจารย์บฤงคพ วรอุไร พันเอก ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์ ผศ.ชูวิทย์ ยุระยง อธิการบดีสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ศิลปินแห่งชาติ ผศ.ประสิทธิ์ เลียวสิริพงศ์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ ดร.สุชาติ วงษ์ทอง ศิลปินนานาชาติ
องค์กรผู้ให้การสนับสนุนการประลองวงสะล้อซอซึงครั้งนี้ อาทิ คุณตวงรัตน์ โล่ห์สุนทร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง คุณจิตรี จิวะสันติการ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต คุณลัษมา ธารีเกษ วัฒนธรรมจังหวัดลำปาง คุณรัชฎาภรณ์ โออิน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลำปาง คุณธิติพร จินดาหลวง นายกเหล่ากาชาดจังหวัดลำปาง ดร.ขวัญนภา สุขคร ศูนย์การศึกษาลำปาง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ผศ.ดร.ผดุง พรมมูล เจ้าของที่ไร่ผดุงธรรม ผศ.ชูวิทย์ ยุระยง อธิการบดีสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา และมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข
คุณชาตรี ลดาลลิตสกุล ศิลปินแห่งชาติ ได้ออกแบบตราสัญลักษณ์การประลองวงสะล้อซอซึงมอบให้ และยังมี ดร.สุชาติ วงษ์ทอง ได้ออกแบบโลโก้โดยใช้อารมณ์อันพลิ้วไหวของเสียงวงสะล้อซอซึง พร้อมยกรูปภาพให้เป็นที่ระลึกของการจัดงาน หากมีความจำเป็นจะต้องขายรูปเพื่อใช้จ่ายในการจัดงานก็สามารถที่จะทำได้ เมื่อคิดว่าจะต้องทำงาน คิดแล้วก็ต้องทำ ทำแล้วมีความสุข ก็ต้องทำให้สำเร็จ เพื่อจะได้แบ่งความสุขให้แก่กัน
มิตรรักแฟนเพลงวงสะล้อซอซึง สามารถลงวันเวลาเพื่อไปฟังเพลงให้อิ่ม มีของที่ระลึกจากลำปางที่มีรูปสัญลักษณ์ของการประลองวงสะล้อซอซึง อาทิ ถ้วยกาแฟ ย่าม ร่ม หมวกแก๊ป เสื้อคอกลม เป็นต้น หรือจะนั่งอยู่ที่บ้าน ฟังการประลองวงสะล้อซอซึงผ่านสื่อออนไลน์
ก็สามารถทำได้ตลอดงาน
การจัดประลองวงสะล้อซอซึงในครั้งนี้ ต้องสำรวจหัวใจพอสมควร เอาสมอง สองมือมาทำงานใหม่ ซึ่งจะต้องอาศัยจิตวิญญาณพร้อม ในเมื่อไม่มีเงินเป็นทุนสำหรับการทำงาน เมื่ออยู่ในสังคมทุนนิยมอย่างปัจจุบัน จำเป็นต้องอาศัยเพื่อนแบบวิธีโบราณ เพราะเพื่อนจะช่วยให้ทำงานสำเร็จ เชื่อว่าหัวใจของศิลปินในวงสะล้อซอซึงน่าจะเต้นระรัวรอวันแห่งการประลอง
สุกรี เจริญสุข

