ยลโฉมใหม่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ‘บ้านเก่า’ เล่าเรื่อง ‘(ปราสาท)เมืองสิงห์’ เปิดอารยธรรมลุ่มน้ำแคว

4.03.22 | 13:00 น.

ตําบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี คือถิ่นฐานของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์อายุหลายพันปี

เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศ นั่นคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า

เดิมชื่อว่า ‘พิพิธภัณฑ์ยุคก่อนประวัติศาสตร์บ้านเก่า’ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2507 หรือเมื่อ 57 ปีก่อน

เริ่มจากอาคารไม้ชั้นเดียวที่สร้างไว้เพื่อเก็บรักษาโบราณวัตถุที่พบจากการสำรวจขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีบ้านเก่าและในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี

ศูนย์ข้อมูลมติชนร่วมกับมติชนอคาเดมีและสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร จัดกิจกรรม ‘ยลโฉมใหม่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า’ เมื่อ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ปราสาทเมืองสิงห์ สร้างด้วยศิลปะเขมรแบบบายน

ต่อมา เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ.2522 มีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กำหนดสถานที่เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำหนดชื่อว่า “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า” ก่อนสร้างอาคารคอนกรีตถาวรใน พ.ศ.2530 พร้อมปรับปรุงการจัดแสดงภายใน โดยเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุจากอาคารเดิมและจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร รวมถึงโบราณวัตถุที่ได้จากการสำรวจขุดค้นใหม่ในจังหวัดกาญจนบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงมาจัดแสดง อีกทั้งเพิ่มเติมความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาของจังหวัดกาญจนบุรี สภาพภูมิประเทศ ธรณีวิทยา ป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ

Advertisement

ล่าสุด มีการปรับโฉมใหม่ที่สร้างความฮือฮาด้วยอาคารรูปทรงสี่เหลี่ยมทันสมัยสีแดงสดแทนสีของ ‘ดินเทศ’ ในหลุมศพและการเจาะช่องสี่เหลี่ยมบนผนังโดยได้แรงบันดาลใจจากหลุมขุดค้นทางโบราณคดี

การจัดแสดงหลังปรับปรุงใหม่ ตอบคำถามว่า คนบ้านเก่าคือใคร ?

ศูนย์ข้อมูลมติชน ไม่รอช้า จัดทริปร่วมกับ มติชนอคาเดมี และ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร จัดกิจกรรม ยลโฉมใหม่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า โดยมี ร.อ.บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี ที่ให้เกียรตินำชมด้วยตนเอง พร้อมด้วย รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

บรรยากาศเป็นไปภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ใช้วิธีการชมแบบเว้นระยะห่าง และมีการใช้หูฟัง Wireless Tour Guide ช่วยให้ได้ยินเสียงของผู้บรรยายอย่างชัดเจนตลอดทริป

สำเนา จาดทองคำ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (พช.) บ้านเก่า ให้ข้อมูลถึงที่มาของการปรับปรุง พช.บ้านเก่า ว่าเมื่อมีการค้นพบหลักฐานข้อมูลใหม่ๆ ในกาญจนบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งสามารถขยายองค์ความรู้เกี่ยวกับ ‘วัฒนธรรมบ้านเก่า’ และเรื่องราวยุคก่อนประวัติศาสตร์ในลุ่มน้ำแควน้อย แควใหญ่ กรมศิลปากรจึงดำเนินโครงการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพ พช.บ้านเก่า ซึ่งให้บริการในลักษณะแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมมาเป็นเวลานาน

สำเนา จาดทองคำ หัวหน้าพช.บ้านเก่าอธิบายจุดต่างๆของการจัดแสดง

จึงดำเนินการก่อสร้างอาคารจัดแสดงนิทรรศการขึ้นใหม่ ตามแผนพัฒนาระยะ 5 ปี (พ.ศ.2560-2564)

การค้นพบครั้งล่าสุด เกิดขึ้น พ.ศ.2561 ที่บริเวณ โรงเรียนวัดท่าโป๊ะ ติดกับที่ตั้ง พช.บ้านเก่า เผยให้เห็นแหล่งฝังศพและแหล่งทำโลหกรรมในสมัยสำริด ประกอบกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประกาศยุบโรงเรียนดังกล่าว กรมศิลปากรจึงเข้ามาดำเนินการศึกษาวิจัยทางโบราณคดีพร้อมกับพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในลักษณะหลุมขุดคันเปิด ควบคู่ไปกับการพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นสถานที่ศึกษาเรียนรู้เรื่องราวในยุคก่อนประวัติศาสตร์ระดับสากล ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้แห่งสำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี

ร.อ.บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ ผอ.สำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรีซึ่งดูแลพื้นที่ครอบคลุมถึงจังหวัดกาญจนบุรี นำชมนิทรรศการภายในซึ่งประกอบด้วยเรื่องราวการพบหลักฐานเครื่องมือหินในเส้นทางรถไฟสายมรณะอันเป็นจุดเริ่มต้นงานโบราณคดีสมัยใหม่ของไทย การค้นพบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของคนก่อนประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์การตั้งถิ่นฐานบริเวณลุ่มน้ำแควน้อย แควใหญ่ และท่าจีนตอนบน เรื่องราวของวัฒนธรรมบ้านเก่า ผู้คนและวิถีชีวิต จนถึงพัฒนาการของคนในภูมิภาคตะวันตกสมัยโลหะก่อนเกิดชุมชนเมืองและยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ระหว่างโถงทางเดิน วิทยากร ยังเล่าถึงวิวัฒนาการมนุษย์ ตั้งแต่ยุคที่ไดโนเสาร์เริ่มสูญพันธุ์ และกำเนิดวงศ์ลิงใหญ่ (Hominid) และมนุษย์ (Homo sapiens) และอธิบายรายละเอียดของโบราณวัตถุสำคัญในตู้จัดแสดงต่างๆ อย่างน่าสนใจ

รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล เล่าถึงอารยธรรมเขมรโบราณในภาคตะวันตกของไทย

โดยเมื่อก้าวสู่พิพิธภัณฑ์ ชั้นที่ 1 มีการจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ของผู้คนยุคบรรพกาล อาทิเช่น เครื่องมือหินของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งถูกพบระหว่างทำงานสร้างทางรถไฟสายมรณะ จังหวัดกาญจนบุรี ห้องจัดแสดงวีดิทัศน์ การค้นพบเครื่องมือหินที่บ้านเก่า จุดเริ่มต้นงานโบราณคดีอย่างสากลในประเทศไทย ทั้งนี้ ยังมีห้องการจำลองถ้ำที่แสดงวิวัฒนาการของมนุษย์ยุคแรกเริ่มในลุ่มน้ำแควน้อย และแควใหญ่สมัยสังคมเก็บของป่า-ล่าสัตว์ (สมัยหินเก่า-หินกลาง) โดยสามารถแบ่งความแตกต่างระหว่างยุคต่างๆ ตามรอยกะเทาะออกของหินที่แสดงถึงวิวัฒนาการของคนในยุคสมัยนั้น

ส่วนโซนจัดแสดงชั้นที่ 2 เล่าเรื่องราวของ ‘บ้านเก่าและภาคตะวันตกสมัยสังคมเกษตรกรรมแรกเริ่ม’

สำหรับคำว่า ‘วัฒนธรรมบ้านเก่า’ แน่นอนว่า ได้จากแหล่งโบราณคดีบ้านเก่าอันเป็นแหล่งขุดค้นพบแห่งแรก โดยในที่นี้ หมายรวมถึง กลุ่มวัฒนธรรมสมัยหินใหม่ในภาคตะวันตกของประเทศไทย ที่ผู้คนมีการตั้งถิ่นฐานถาวรอยู่ตามที่ราบ หรือเชิงเขาที่ไม่ไกลจากลำน้ำ ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการเพาะปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และล่าสัตว์ป่า รู้จักทำขวานหินขัด มีการผลิตภาชนะดินเผารูปแบบหลากหลาย โดยมีภาชนะรูปแบบเด่น คือ  หม้อสามขา รวมถึงภาชนะทรงพานภาชนะคอสูงมีเชิงสูง ภาชนะทรงถาดก้นลึก และภาชนะทรงชามมีสัน

วัฒนธรรมบ้านเก่าซึ่งกำหนดอายุตั้งแต่ประมาณ 4,000 ปี ลงมาจนถึง 3,000 ปีที่แล้ว มีความสัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดีร่วมสมัยทางภาคใต้ของประเทศไทยและทางตอนเหนือของมาเลเชียซึ่งได้พบหม้อสามขาเช่นกัน

ผู้ร่วมทริปเดินชมมีภาชนะดินเผาจากแหล่งโบราณคดีบ้านเก่า รูปปั้นจำลองวิถีชีวิตของคนในยุคสมัยนั้นรวมถึงการจัดแสดงโครงกระดูกมนุษย์ในยุคหินใหม่ (สังคมเกษตรกรรม) อายุประมาณ 3,300-3,800 ปี อย่างเพลิดเพลิน กระทั่งเข้าสู่โซนจัดแสดงชั้นที่ 3 ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของ ‘บ้านเก่าและภาคตะวันตก จากสมัยหินสู่สมัยโลหะ’

ร.อ.บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ ผอ.สำนักศิลปากรที่ 2 ให้เกียรตินำชม

ร.อ.บุณยฤทธิ์ เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คนยุคโลหะ ชวนให้ชมสิ่งของที่ค้นพบในสุสานสมัยสำริดที่บ้านเก่า แหล่งโบราณคดีบ้านหนามแดง สุสานสมัยโลหะริมแม่น้ำแม่กลอง ร่องรอยคนสมัยเหล็กที่บ้านเก่า ผู้คนสมัยเหล็กในเขตเทือกเขา และอุปกรณ์เครื่องประดับต่างๆ อีกมากมาย

ใน พช.แห่งนี้ ยังมีการจัดแสดงวัฒนธรรมโลงไม้ ซึ่งเป็นพิธีกรรมการฝังศพลักษณะพิเศษอีกด้วย

ทริปนี้ ยังพาไปชมความงดงามของ ปราสาทเมืองสิงห์ ตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี แหล่งโบราณสถานสำคัญ บนเนื้อที่ 641 ไร่ หรือประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่บริเวณทิศเหนือของแม่น้ำแควน้อย โอบล้อมด้วยภูเขาขนาดไม่สูงมากนัก ลักษณะผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคูเมืองคันดิน และกำแพงเมืองศิลาแลงล้อมรอบ สร้างขึ้นตามศิลปะขอมแบบบายน ราวพุทธศตวรรษที่ 18 หรือตรงกับรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ครองราชย์ พ.ศ.1720-1780)

ปราสาทเมืองสิงห์ เรียกชื่อตาม เมืองสิงห์ ซึ่งเป็นชื่อเมืองเก่าปรากฏในเอกสารประวัติศาสตร์ของไทย ส่วนปราสาทเมืองสิงห์ตามที่ปรากฏในศิลาจารึก คือ -‘ศรีชยสิงหปุระ’-

ข้อมูลจากกรมศิลปากรระบุว่า สมัยรัชกาลที่ 4 มีการพระราชทานนามให้แก่เจ้าเมืองต่างๆ ที่ครองเมืองด่านเล็กๆ ตามลำน้ำแควน้อย โดยเจ้าเมืองสิงห์ ได้รับพระราชทานนามว่า ‘พระสมิงสิงห์บุรินทร์’
เมืองสิงห์ยังคงดำรงฐานะเป็นเมืองเรื่อยมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล เมืองสิงห์ถูกลดฐานะลงเป็นตำบลเรียกกันว่าตำบลสิงห์เรื่อยมาจนทุกวันนี้

รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล แห่งรั้วรามคำแหงในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ ไม่เพียงนำชมในจุดต่างๆ ของตัวปราสาท แต่ยังนำเสนอแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องให้ผู้ร่วมทริปนำไปขบคิดต่อ

“ปราสาทเมืองสิงห์เป็นสถาปัตยกรรมในวัฒนธรรมเขมรที่อยู่ไกลจากศูนย์กลาง คือ เมืองพระนครหลวงในกัมพูชาออกมาทางตะวันตกสุด ทฤษฎีที่เกี่ยวกับปราสาทเมืองสิงห์ มีอยู่ 2 ทฤษฎี ได้แก่ 1.ปราสาทเมืองสิงห์ไม่ใช่ของเขมร แต่สร้างโดยคนท้องถิ่นเพื่อเลียนแบบเขมร 2.ปราสาทเมืองสิงห์สร้างขึ้นภายใต้อิทธิพลทางการเมืองของเขมร ส่วนตัวผมมองว่า ปราสาทเมืองสิงห์เป็นเพียงกลิ่นอายของความเป็นเขมรเท่านั้น โดยมีโบราณวัตถุที่เป็นเขมรจริงๆ เพียงแค่ประติมากรรมพระอวโลกิเตศวรที่ถูกนำมาประดิษฐานไว้ที่นี่” รศ.ดร.รุ่งโรจน์วิเคราะห์

ถามว่า ทำไมจึงมีการสร้างตัวปราสาทในบริเวณนี้ รศ.ดร.รุ่งโรจน์ อธิบายถึงสภาพพื้นที่ในเชิงภูมิศาสตร์อย่างเข้าใจง่าย ภายใต้เหตุผลเรียบง่ายเช่นกันว่า

“เพราะเรือมันสามารถเดินทางมาสุดได้เท่านี้”

นับเป็นทริปสุดพิเศษที่มีข้อมูลทั้งในและนอกตำราให้รับชมรับฟังอย่างจุใจ โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมต่างๆของศูนย์ข้อมูลมติชนได้ทางเฟซบุ๊ก Matichon Information Center และเพจ ทัวร์มติชนอคาเดมี

จิณณพัต อกอุ่น