แท็งก์ความคิด : คุณค่าที่คู่ควร
ในจังหวะที่สถานการณ์โลกอ่อนไหว สถานการณ์เศรษฐกิจผกผัน
แนะนำให้ใช้วันเวลาให้คุ้มค่า
วันธรรมดาไปเรียน ไปทำงาน วันหยุดหาเวลาพักผ่อนสักนิด
การอ่านหนังสือ เป็นทั้งการทำงาน และการพักผ่อน
และในห้วงเวลานี้เป็นต้นไป จะมีหนังสือปกใหม่ทยอยออกมาสู่สายตา
ทุกคนที่สนใจย่อมสามารถเลือกหาได้
อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่ The Marshal Social Club สำนักพิมพ์มติชนจัดงาน Matichon Book Launch 9 เล่ม ก้าวต่อไปของสำนักพิมพ์มติชน
สำนักพิมพ์มติชนผลิตหนังสือปกใหม่ๆ ออกมาอยู่เสมอ
แต่ละครั้งที่ผลิตหนังสือออกมา ใครที่สนใจไอเดียผู้เขียน สำนักพิมพ์มติชนจะจัดงานเปิดตัวหนังสือ เปิดให้ผู้เขียนมาฉายไอเดีย
หรือบางเล่มจะนำเอาผู้รู้ที่ได้อ่าน มาบอกเล่าสิ่งที่น่าสนใจในเล่ม
เมื่อมีโอกาสได้ฟังผู้เขียนพูด มีโอกาสได้ฟังผู้รู้ที่อ่านหนังสือแล้วมาบอกเล่า
ทำให้เวลาเราอ่านหนังสือของนักเขียนผู้นั้น จะซึมซาบคุณค่าจากเนื้อหาได้มากขึ้น
ภายในงาน Matichon Book Launch 9 เล่ม ก้าวต่อไปของสำนักพิมพ์มติชน ได้เปิดเวทีเสวนา 6 เวที
มีนักเขียน นักวิชาการ และนักแปลระดับประเทศ 13 คน ร่วมเป็นวิทยากร
สลับกันพูดคุยถึงหนังสือใหม่ 9 เล่มของสำนักพิมพ์มติชน
ประกอบด้วย Matichon Year In Review 2021, สยามพิมพการ: ประวัติศาสตร์การพิมพ์ในประเทศไทย, ความทรงจำใต้อำนาจ: รัฐ ราชวงศ์ พลเมือง และการเมืองบนหน้าปฏิทิน
วัฒนธรรมและพฤติกรรมของไทย Thai Culture and Behavior, ปราสาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สู่แดนภารตะ A Passage to India, The Portrait of a Lady ในภาพเธอ, คนจรดาบ และ Siamese Melting Pot ก่อร่างเป็นบางกอก
ในจำนวนนี้บางเล่มเคยเขียนถึงแล้ว อาทิ สยามพิมพการ: ประวัติศาสตร์การพิมพ์ในประเทศไทย
เล่มนี้ห้องสมุดคณะที่สอนเกี่ยวกับสื่อสารมวลชน หรือสิ่งพิมพ์ควรมีไว้
นักวิชาการ ครูอาจารย์ นิสิตนักศึกษา รวมถึงผู้คนแวดวงหนังสือพิมพ์ก็ควรได้อ่าน
อ่านแล้วจะภาคภูมิใจในวิชาชีพสื่อสารมวลชน
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเล่มแม้จะยังไม่ได้เขียนถึง แต่คุณภาพคับเล่ม
ยกตัวอย่างหนังสือชื่อ “คนจรดาบ” โดย นายวิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ที่นำเสนอภายในงาน
นายวิศิษฏ์เป็นผู้กำกับภาพยนตร์และนักเขียนบทภาพยนตร์ชื่อดัง
ผลงานสร้างชื่อ คือ ฟ้าทะลายโจร
หนังสือชื่อ “คนจรดาบ” เป็นนิยาย มีความแตกต่างจากหนังสือเล่มอื่นๆ ที่เคยอ่าน
รูปแบบการนำเสนอเหมือนกับการเขียนพงศาวดาร แต่เป็นนิยาย
สำนวนภาษาอิงแบบโบราณ ใช้ภาษาพงศาวดาร แต่เข้าใจง่าย
ขณะเดียวกันมีรูปแบบการต่อสู้ ทั้งวิชาดาบ วิชาไสยศาสตร์
โครงเรื่องน่าติดตามตั้งแต่เปิดเงื่อนปม แล้วค่อยๆ คลี่คลาย
เพิ่งรู้มาว่า หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนใช้เวลา 30 ปี ในการเขียน
นายวิศิษฏ์เปิดเผยภายในงานว่า เป็นนิยายทดลองว่าผู้อ่านจะตอบรับอย่างไร โดยนำเสนอเป็นภาษาพงศาวดารที่ทำให้ง่าย และแปลงให้ได้รสชาติ
เป็นพงศาวดารจำแลง
ประหนึ่งอ่านพงศาวดารแต่เป็นนิยาย
สำหรับการใช้ความโบราณนั้น เป็นความตั้งใจ
ความตั้งใจที่ใช้ความโบราณทำให้การสะกดคำไม่เหมือนปัจจุบัน
อ่านแล้วอย่าเพิ่งคิดว่าสะกดคำผิด หากแต่จริงๆ แล้วภาษาสะกดแบบนั้น
อาทิ “…กำลังนั้นเอง บังเกิดเสียงฝีเท้าม้ากังวานก้องมาแต่ไกล ผู้วิวาททั้งสี่เหลียวดู เหนม้ากำยำพ่วงพีตัว ๑ บันทุกชายสกรรบนหลัง ควบขับตรงมาหยุดเบื้องน่า”
ที่น่าประทับใจ คือ แม้จะใช้การนำเสนอแบบนี้ แต่อ่านแล้วเข้าใจ ไม่ทำให้การติดตามเรื่องยุ่งยาก
ถือเป็นความสามารถของผู้เขียน รวมไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการผลิต
สิ่งที่ประทับใจอีกอย่าง คือ การสอดแทรกโคลงกลอนเข้าไปในแต่ละบท
เสียงสัมผัสจากโคลงกลอนทำให้นิยายมีอรรถรส
อาทิ
อธรรมทรามชั่วร้าย อัปรีย์
กลแต่งอุบายมี ยอกย้อน
ปฏิภาณหนึ่งกาลี สิงสู่
ใครจักทันเล่ห์ซ้อน ต่ำช้าทมิฬหมาย ฯ
ยิ่งนำโคลงกลอนมาใช้ประกอบกับภาษาแบบพงศาวดาร ยิ่งรู้สึกกลมกลืน
ใครที่อยากลิ้มลองเทคนิคใหม่ๆ ในการเขียน น่าจะได้อ่าน
การได้อ่านหนังสือดีๆ นอกจากจะให้ความเพลิดเพลินแล้ว
เนื้อหา ข้อคิดต่างๆ ภายในเรื่องยังสร้างความจรรโลงให้เกิดขึ้น
เรื่องเช่นนี้คือคุณค่าของหนังสือ ที่แม้เวลาจะผันผ่านแต่ก็ยังดำรงคุณค่าไว้
ไม่เพียงแต่หนังสือชื่อ “คนจรดาบ” เท่านั้นที่ทอประกายคุณค่าออกมา
หนังสืออีก 8 เล่มที่นำเสนอในงานก็เป็นเช่นนี้
ให้คุณค่าแก่ผู้อ่านตามเนื้อหาที่นำเสนอ
หนังสืออีกหลายเล่มที่แต่ละสำนักพิมพ์นำเสนอก็เป็นเช่นกัน
แต่ละแห่งล้วนต้องการนำเสนอเนื้อหาที่มีคุณค่า
คุณค่าด้านสาระ คุณค่าด้านบันเทิง
การอ่านหนังสือยังเป็นสิ่งที่พึงกระทำ
หนังสือยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่า คู่ควรที่จะได้รับการสนับสนุน
นฤตย์ เสกธีระ

