หน้าแรก ประชาชื่น คอลัมน์ นอกลู...

คอลัมน์ นอกลู่ในทาง : ความสุขของ ‘แจ๊ก หม่า’

15.10.16 | 16:25 น.
แจ๊ค หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา

นิยามความสุขของคนเราแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับหลายสิ่ง ในแต่ละจังหวะแต่ละช่วงเวลา บางทีคำถามเดียวกัน คำตอบของแต่ละคนไม่เพียงแตกต่าง แต่ยังไม่เหมือนเดิม

ตอนยังเด็ก เข้าสู่เดือนตุลาคมทีไรจะเป็นช่วงเวลาที่รู้สึกมีความสุข (อีกครั้ง) เพราะเป็นช่วงปิดเทอม วันแรกๆ ที่ได้หยุดจะฟินสุด ได้นอนตื่นสาย ได้ดูการ์ตูนทั้งวัน

แค่นี้แหละ “ความสุข” ของชีวิตในวัยเด็ก

เมื่อเรียนจบเข้าสู่โหมดชีวิตมนุษย์เงินเดือน เมื่อไรถึงวันหยุดประจำปีหรือวันลาพักร้อนจะสัมผัสได้ถึงอะดรีนาลีน

ความสุขที่พุ่งปรู๊ดปร๊าดในช่วงไม่กี่ชั่วโมงก่อนถึงวันได้หยุดนั้น

Advertisement

คำถามเดียวกัน ระหว่างนั่งพักหลังวิ่งเสร็จในเช้าวันหนึ่ง

อะไรคือความสุข

“แค่ได้ตื่นเช้ามาวิ่งก็พอละ”

ว่ากันจริงๆ เรามีความสุขได้ในทุกจังหวะนั่นล่ะ

ความสุขอยู่ที่….อะไรบ้าง

“ความสุขของผมเกิดขึ้นทุกวัน เมื่อกลับถึงบ้าน และได้อยู่กับครอบครัว ครอบครัวคือคนที่เชื่อเรา ไว้ใจเรา และเราก็เชื่อใจเขาแบบไม่มีเงื่อนไข การได้อยู่กับครอบครัวจึงเป็นความสุข ชีวิตได้เติมเต็ม”

ชีวิตในทางธุรกิจ ไม่ว่าสำเร็จหรือล้มเหลว ก็จะเป็นความสุข และทุกข์แบบหนึ่ง

ชีวิตคือสิ่งที่ถูกให้มา เราไม่ได้เลือกแต่แรกในตอนเกิด แต่ความหมายของชีวิตหลังจากนั้น เราเป็นคนสร้างว่าเราจะทำอะไรบ้าง

“คนเราจะมีความสุขตอนที่รู้ว่าตนเองมีคุณค่า และจะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า คือตอนที่มีคนไว้วางใจ แม้กระทั่งคนคนเดียวในโลกที่เชื่อมั่นเรา เราก็มีคุณค่าแล้ว สิ่งที่เหลือถือเป็นโบนัส และจะยิ่งเป็นโบนัสออนท็อป ถ้าเราสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้ เช่น ธุรกิจทำสำเร็จ และช่วยสังคมได้ เป็นออนท็อปขึ้นไปอีก”

นั่นคือคำตอบของนักธุรกิจแสนล้านคนหนึ่งที่ถ้าเอ่ยชื่อหรือแม้เพียงแค่นามสกุล เชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จักเขา

ใช่หรือไม่ว่า แท้ที่จริง ความสุขมักไม่ใช่เรื่องซับซ้อน

คำถามเดียวกัน

“ผมเพิ่งคิดถึงเรื่องนี้ และเพิ่งได้คำตอบ” อดีตผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ผู้ซึ่งไม่ประสงค์จะเปิดเผยตนเองพูดถึงการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งที่รับผิดชอบเมื่อไม่นานมานี้

“ผมคิดเรื่องนี้ ในช่วงที่ขอลางานไปดูแลคุณแม่ การที่ได้มีโอกาสดูแลท่าน อยู่กับท่านจนท่านเสียก็ทำให้ได้ถามตนเองว่า ในชีวิตนี้ต้องการอะไรอีกบ้าง และอะไรคือความสุขจริง ๆ ของเรา”

และได้คำตอบว่า อยากใช้ความรู้ความสามารถที่มีทำอะไรเพื่อคนอื่นๆ บ้าง

20 กว่าปีในฐานะผู้บริหารมืออาชีพสำหรับเขา ถือได้ว่าประสบความสำเร็จมาก ไม่ว่าจะวัดด้วยความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หรือความสำเร็จในการขับเคลื่อนธุรกิจในความรับผิดชอบ เมื่ออยู่ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง

“ภาระทางการเงินก็ไม่ได้มีอะไร ไม่ใช่ว่ารวยมากนะ แต่คิดว่าได้มาอยู่ในจุดที่ครอบครัวไม่เดือดร้อนตรงนั้นแล้ว”

มากกว่าความสำเร็จในอาชีพการงาน และการเป็นอิสระทางด้านการเงิน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบต่อครอบครัว เขาจึงไม่ลังเลที่จะถอยมานั่งเก้าอี้ที่ปรึกษา เพื่อที่จะได้มีเวลาทำในสิ่งอยากทำ และเป็นความสุขบ้าง

ไม่กี่วันก่อน “แจ๊ก หม่า”แห่งอาลีบาบากรุ๊ป เดินทางมาเมืองไทยในฐานะตัวแทนภาค

เอกชนในการเข้าร่วมประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย หรือเอซีดีที่จัดขึ้นที่ประเทศไทย

หลายคนรอฟังว่า เจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซแดนมังกรที่นำพา “อาลีบาบากรุ๊ป” บุกตะลุยขยายอาณาจักรธุรกิจไปทั่วโลกจะมีอะไรมาแบ่งปันบ้าง

สำนักข่าวหลายแห่งต่างรายงานสิ่งที่เขาพูดไว้ในหลากหลายแง่มุม ถ้าอยากอ่าน

ครบๆ แนะนำให้ไปหาอ่านได้ในเว็บไซต์เทคซอร์ส

ทีมงานเทคซอร์สสรุปความจากปาฐกถาไว้ครบถ้วน ทั้งวิสัยทัศน์ธุรกิจ มุมมองเกี่ยวกับเทคโนโลยี คำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่ และผู้ประกอบการ รวมถึงแนวคิดในการใช้ชีวิตของเขา

ในที่นี้ขอโฟกัสที่แนวคิด

ใครเคยอ่านเรื่องราวของ “แจ๊ก หม่า” มาบ้างจะรู้ว่า เจ้าของอาณาจักรอีคอมเมิร์ซโลกผู้ยิ่งใหญ่เคยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษมาก่อน และกว่าจะสำเร็จได้เช่นทุกวันนี้ เขาผ่านความล้มเหลวผิดพลาดมานับครั้งไม่ถ้วน

เขาก็เหมือนคนจำนวนมากบนโลกนี้ ที่เริ่มต้นอย่างขาดแคลน และต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มา ซึ่งความสำเร็จ

“ผมสมัครงาน และถูกปฏิเสธมากว่า 30 งาน นั่นทำให้ผมคุ้นเคยดีกับการถูกปฏิเสธ

“ผมโชคดีที่ไม่ได้มีการศึกษาสูง แถมไม่ได้เกิดมาหน้าตาดี ซึ่งนั่นทำให้ผมได้เจอกับเพื่อนที่ดีมากมาย เพื่อนที่เชื่อมั่นผม ที่เป็นตัวผมจริงๆ

“ถึงไม่มีคนลงทุนกับเรา หรือให้เรากู้ เราก็จะไม่ยืมเงินพ่อแม่หรือเพื่อน”

“แจ๊ก หม่า” อธิบายว่า เพราะพ่อแม่สูงอายุ และต้องใช้จ่าย ส่วนเพื่อนก็ยังอายุน้อยและต้องเก็บออม

“ผมกับทีม เราดิ้นรนกันเอง ถ้าเงินหมด ก็จะจับมือกันออกไปหางานทำใหม่ด้วยกัน

“จงใช้สมองของคุณคิดเสมอ อย่ารีบทำตามสิ่งที่คนเขาบอกให้ทำ และจงมองโลกในแง่ดี”

เมื่อถามถึงเป้าหมายส่วนตัว หลังจากได้รับการยอมรับว่าประสบความสำเร็จในฐานะ

นักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ของโลกในปัจจุบันแล้ว

มีอะไรอีกบ้างที่เขาต้องการ

“ผมอยากกลับไปสอนหนังสือ ผมชอบการสอน ที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาของการหาเงิน ถึงตอนนี้เป็นช่วงเวลาของการใช้ชีวิตได้แล้ว เช่น ไปเที่ยวทะเล”

ใช่หรือไม่ว่าแท้จริงแล้ว ความสุขในชีวิตคนเรานั้น แสนเรียบง่าย

ไม่ว่าคุณจะเป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดา นักธุรกิจใหญ่ ผู้บริหารระดับสูง หรือใครๆ

เคยถามตนเองบ้างไหม?