มีผู้ป่วยสุภาพสตรีท่านหนึ่งมาปรึกษาเรื่องความเครียดและนอนไม่หลับหลังจากทราบว่าสามีมีภรรยาอีกคนค่ะ เธอและสามีอยู่ในวัยเกษียณอายุราชการมาช่วงหนึ่งแล้ว ความที่ไม่มีลูกด้วยกันจึงรับลูกของญาติมาอุปการะจนเรียนจบมหาวิทยาลัย ชีวิตของคุณสุภาพสตรีท่านนี้ฟังดูมีเรื่องให้หนักใจหลายเรื่องค่ะ แรกสุดคือลูกที่ดูแลมาไม่ค่อยเอาใจใส่คุณแม่เท่าไร เธอบอกว่าพอไปพูดคุยอะไรลูกก็บ่นใส่หาว่าแม่จู้จี้ตลอด ความเครียดเพิ่งมาแตกหักเอาวันที่เพื่อนคนหนึ่งหวังดีโทรมาบอกว่าสามีของเธอมีภรรยาอีกคนหนึ่ง เธอตามสืบและพบว่าสามีไปหาผู้หญิงอีกคนจริงๆ และที่ทำให้ตกใจกว่านั้นคือสามีมีลูกกับผู้หญิงคนนี้จนลูกโตเข้าเรียนประถมแล้ว สามีให้การว่าอยากมีลูกของตัวเองแต่ก็จะไม่ทอดทิ้งภรรยาค่ะ บ้านภรรยาอีกคนหนึ่งก็ไม่ได้เรียกร้องเงินทองอะไรมากเพราะทางนั้นก็ทำงานดูแลตัวเองได้ดังนั้นคือแทบไม่กระทบต่อครอบครัวภรรยาหลวงเลย
“อยู่ด้วยกันมาตั้งสี่สิบปีนึกไม่ถึงว่าเขาจะทำแบบนี้กับดิฉัน ไม่อายคนอื่นบางรึไง คนแถวนั้นเขาก็รู้กันหมด ลูกที่รับมาก็มีอยู่แล้วก็ยังไม่รู้จักพอ แบบนี้รับไม่ได้ค่ะ”
“ฟังดูคุณมีความทุกข์เรื่องนี้มาก ในเมื่อเหตุการณ์ก็ล่วงเลยมาแล้ว ลูกของสามีเขาก็ต้องดูแลและสามีก็ยืนยันแล้วว่าจะไม่ทิ้งคุณ แบบนี้คิดจะทำอย่างไรต่อไปคะ”
“เขาควรจะไม่คิดแบบนี้ตั้งแต่แรก แก่แล้วยังไม่รู้จักพอ ถ้าดิฉันไปมีคนอื่นบ้างเขาจะรู้สึกยังไง”
แม้เรื่องที่ภรรยาโกรธจะมีมากมายแต่เรื่องที่โกรธที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องที่สามีรู้ทั้งรู้ว่าสิ่งนี้ไม่ดีแต่ก็ยังไม่ควบคุมตัวเอง ในทางกลับกันเธอเสียอีกที่เคยคิดอยากมีคนอื่นแต่พยายามควบคุมตัวเองไม่ทำสิ่งไม่ดีเพราะคิดถึงความรู้สึกของสามี ความในใจนี้ออกมาทางคำพูดประชดว่าในเมื่อตอนนี้โกรธสามีก็คงไม่ถนอมน้ำใจอีกแล้ว เดี๋ยวจะไปมีคนอื่นบ้าง
เป็นเรื่องยากที่เราจะเข้าใจเจตนาของผู้อื่นเนื่องจากเป็นเรื่องในใจ การดูพฤติกรรมน่าจะง่ายกว่าและหลายครั้งแม้เจตนาดีแต่ก็ก่อให้เกิดเรื่องยุ่งๆ ขึ้นได้เหมือนกัน “Nyanbo!” (เนียนโบ) เป็นแอนิเมชั่นซีซั่นฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ที่เพิ่งฉายค่ะ กล่าวถึงมนุษย์อวกาศที่หน้าตาเหมือนแมวกระดาษ เนียนโบเหล่านี้ตกลงมายังโลกมนุษย์โดยบังเอิญ เขาพยายามจะซ่อม UFO แต่ระหว่างยังซ่อมไม่เสร็จก็ใช้ชีวิตศึกษาชาวโลกไปเรื่อยๆ บ่อยครั้งที่เนียนโบไม่มีเจตนาร้าย แค่อยากเล่นกับแมวหรือไปสำรวจสถานที่ต่างๆ บนโลกแต่กลายเป็นก่อเรื่องจนวุ่ยวายไปหมด ปีนรั้วบ้าง แกล้งแมวบ้าง เหมือนเด็กเล็กๆ ค่ะ
มองจากสายตาผู้ใหญ่แล้วรู้สึกหงุดหงิดใจว่าทำไมเนียนโบพวกนี้ไม่รู้จักคิดก่อนทำ ทำอะไรไปด้วยความสนุกของตัวเองแล้วก็มาลำบากทีหลัง แต่ถ้าลองมองจากสายตาเด็ก เนียนโบเหล่านี้ถือว่าน่ารักเพราะไม่มีเจตนาสร้างความเดือดร้อนให้ใครแต่ที่ผลลัพธ์ออกมาเดือดร้อนกันถ้วนหน้าก็เพราะมีเหตุบังเอิญไม่คาดฝันเกิดขึ้น จุดนี้ใช้แยกการ์ตูนเด็กกับการ์ตูนผู้ใหญ่ได้ค่ะ การ์ตูนเด็กมักจะคิดดีและทำดี ส่วนการ์ตูนผู้ใหญ่อาจจะตั้งต้นจากความคิดไม่ดีแต่ด้วยคุณธรรมบางอย่างในใจทำให้ควบคุมกิเลสไว้และทำในสิ่งที่ดีเสียแทน กระทั่งการ์ตูนแนวแอนตี้ฮีโร่หรือพระเอกคิดไม่ดีทำไม่ดี สุดท้ายผลลัพธ์ก็มักจะออกมาดีไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตามเพราะถ้าผลลัพธ์ไม่ดีเราจะเรียกเขาว่าตัวโกง การยอมรับเจตนาดีหรือร้ายนี้เกี่ยวพันกับพัฒนาการด้านคุณธรรมค่ะ
การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science บอกเราว่าเด็กกับผู้ใหญ่ให้คุณค่ากับเจตนาของคนไม่เหมือนกัน เด็กเล็ก (ก่อนประถม) มักให้คุณค่ากับความคิดดีและเจตนาดีซึ่งส่งผลให้การกระทำออกมาดีไปด้วยในระหว่างที่ผู้ใหญ่มักให้คุณค่ากับความสามารถในการควบคุมความปรารถนาด้านไม่ดีของตัวเอง สำหรับผู้ใหญ่คนคิดดีไม่ได้น่าชื่นชมมากเท่าคนที่ควบคุมความชั่วได้ค่ะ มีหลายงานวิจัยที่ได้ข้อสรุปนี้ หนึ่งในนั้นคืองานวิจัยของ ศ.พอล บลูม จากมหาวิทยาลัยเยล เขาให้เด็ก 3-5 ขวบกับผู้ใหญ่ลองฟังสถานการณ์แล้วตัดสินว่ารู้สึกยอมรับเหตุการณ์ไหนมากกว่ากันระหว่างเหตุการณ์แรกต้องรักษาสัญญาทั้งที่ในใจไม่อยากรักษาสัญญา ส่วนอีกเหตุการณ์หนึ่งเป็นการรักษาสัญญาที่ทำได้ง่ายเพราะตั้งใจทำแบบนี้อยู่แล้ว เมื่อทบทวนจนมั่นใจว่าอาสาสมัครเข้าใจเหตุการณ์เป็นอย่างดีจึงถามต่อว่าคนในสถานการณ์ใดที่เราชื่นชมว่าเป็นคน “ทำดี” ผลพบว่า 78% ของเด็กชื่นชมคนที่คิดดีตั้งแต่แรกในระหว่างที่ 69% ของผู้ใหญ่ชื่นชมคนที่พยายามรักษาสัญญาทั้งที่ใจไม่อยากทำ
ผลการศึกษานี้สรุปว่าผู้ใหญ่มองคนที่สามารถควบคุมกิเลสของตัวเองได้เป็นคนที่น่าชื่นชมเมื่อเทียบกับคนที่สามารถคิดดีได้โดยไม่ลำบากใจ ผู้วิจัยสรุปว่าความสามารถในการประเมินว่าคนคิดไม่ดีเป็นคนไม่ดีเกิดขึ้นตั้งแต่ยังเด็กในระหว่างที่ความสามารถในการประเมินว่าคนคิดไม่ดีแต่ควบคุมได้ก็ถือว่าน่าชื่นชมจะเกิดขึ้นช้ากว่าในภายหลัง เป็นพัฒนาการตามวัยอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเพราะเมื่อเด็กโตขึ้นก็มีความคิดในทางไม่ดีมากขึ้น เช่น ต้องทำการบ้านแต่อยากเล่นเกมมากกว่าจึงหลอกแม่ว่าไม่มีการบ้าน เป็นความรู้สึกอยากทำดีและไม่ดีที่มาพร้อมกันในเวลาเดียวกัน เมื่อโตขึ้นจึงเรียนรู้ที่จะสร้างสมดุลระหว่างความดีกับกิเลสให้ได้และคนที่เอาชนะกิเลสได้จึงถือว่าน่าชื่นชมมาก ที่ชื่นชมเพราะเกิดความเข้าอกเข้าใจคนที่พยายามควบคุมความคิดไม่ดีเหมือนตัวเองที่เคยพยายามอย่างหนักเช่นกัน
ดูเหมือนคนที่เคยคิดดีทำดีมาตลอดและไม่เคยคิดชั่วเลยอาจจะเสียเปรียบกว่าตรงที่ไม่เคยเกิดประสบการณ์ควบคุมพลังฝ่ายต่ำในตัวจึงไม่สามารถเข้าอกเข้าใจคนที่คิดชั่วได้ เมื่อพบคนที่คิดชั่วจึงรังเกียจมากไม่ว่าการกระทำจะดีเพียงใดก็ตาม ฟังดูน่าจะทุกข์กว่านะคะ

