หน้าแรก ประชาชื่น คอลัมน์ ประสา...

คอลัมน์ ประสานักดูนก : เรื่องราวของนกนักล่า(4) ‘เหยี่ยวหน้าเทา’

16.10.16 | 13:40 น.

ในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนตุลาคม ตัวเอกของเทศกาลชมเหยี่ยวอพยพภาคใต้ คือ เหยี่ยวหน้าเทา เหยี่ยวอพยพหลัก ชนิดที่ 5 มีจำนวนนับมากเป็นอันดับที่ 4 รองจากเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน และเหยี่ยวผึ้ง

เหยี่ยวหน้าเทาเป็นเหยี่ยวปีกแตก ขนาดกลาง ในสกุล Butastur ที่มีลักษณะพิเศษก้ำกึ่งระหว่างเหยี่ยวนกเขาและเหยี่ยวทุ่ง เพราะตัวไม่ใหญ่ไม่เล็ก แข้งเปลือย ปีกยาวแต่แคบ หางยาวและปลายหางมน ในประเทศไทยพบ 2 ชนิด จาก 4 ชนิดทั่วโลก ในทวีปเอเชียและแอฟริกาเท่านั้น ดังนั้นเหยี่ยวหน้าเทาและเหยี่ยวปีกแดง ญาติร่วมสกุลจึงเป็นเหยี่ยวโลกเก่า ไม่พบแพร่กระจายพันธุ์ในโลกใหม่ คือทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้

เหยี่ยวหน้าเทา เป็นเหยี่ยวอพยพโดยสมบูรณ์ หรือ complete migrant หมายความว่าประชากรส่วนใหญ่ซึ่งทำรังวางไข่ในเขตอบอุ่นทางเหนือ ได้แก่ ไซบีเรีย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี อพยพย้ายถิ่นตามฤดูกาล แทบทั้งหมดทุกตัว โดยจะอพยพหนีอากาศหนาวและภาวะขาดแคลนอาหารและน้ำที่จะกลายเป็นน้ำแข็ง ที่กำลังย่างกรายเข้ามาจากฤดูใบไม้ร่วงช่วงนี้ ไปอาศัยในฤดูหนาวที่เขตร้อนชื้นใกล้เส้นศูนย์สูตร ที่ประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

ส่วนเหยี่ยวปีกแดง ที่เป็นเหยี่ยวประจำถิ่นในป่าเต็งรังและทุ่งนาในบ้านเรา มีประชากรบางส่วนจากประเทศจีนและเมียนมา อพยพผ่านภาคใต้ของไทย จึงจัดเป็นเหยี่ยวสองสถานภาพที่อพยพระยะสั้น (short-distance migrant)

เหยี่ยวหน้าเทา มีเส้นทางอพยพ 2 เส้นทาง ประชากรส่วนใหญ่ประมาณ 3 หมื่นตัว ใช้เส้นทางอพยพข้ามทะเลจีนใต้และ “กระโดด” แวะพักตามหมู่เกาะ ตั้งแต่ญี่ปุ่น ไต้หวัน มุ่งหน้าไปถึงจุดหมายที่ฟิลิปปินส์ และประชากรส่วนน้อยใช้เส้นทางที่ 2 จำนวนเหยี่ยวไม่เกิน 2 หมื่นตัว ผ่านภูมิภาคอุษาคเนย์ เลาะตามชายฝั่งทะเลประเทศจีน เข้าเวียดนาม ลาว และภาคอีสานของไทย ผ่านภาคใต้ไปประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซียตามลำดับ

Advertisement

ดังนั้น เหยี่ยวหน้าเทาที่พบอพยพผ่านในประเทศไทย จัดเป็นประชากรส่วนน้อยที่ใช้เส้นทางรอง นอกเหนือเส้นทางหลักที่หมู่เกาะของภูมิภาคเอเชียตะวันออก แม้ว่าเหยี่ยวหน้าเทาส่วนใหญ่ที่ผ่านบ้านเราจะใช้เมืองไทยเป็นเส้นทางบินกลางอากาศผ่านไปประเทศอื่น แต่มีเหยี่ยวหน้าเทาบางตัวอาศัยในบ้านเราตลอดฤดูหนาวเช่นกัน แต่พบจำนวนน้อย โดยเหยี่ยวจะอาศัยในป่าดิบชื้นและป่าละเมาะใกล้ชุมชน ถ้าไม่พบการรบกวนเช่น การล่า ทำร้าย หรือดักจับ ก็พบได้เช่นกัน เพราะเหยี่ยวหน้าเทาในแง่การเลือกถิ่นอาศัยเป็นเหยี่ยวป่า ทำรังวางไข่ในป่าสน ป่าดิบเขา หรือป่าละเมาะประเภทอื่น แต่จะออกมาล่าหนู นก กิ้งก่า กบ เขียด แมลง ในพื้นที่เกษตรกรรม ชายป่า หรือพื้นที่โล่งประเภทอื่นได้

ขณะบิน เหยี่ยวหน้าเทามีเงาร่างคล้ายเหยี่ยวปีกแหลม ผสมเหยี่ยวทุ่ง เพราะปีกยาวแต่แคบ ปลายปีกสอบเรียวแหลม คล้ายเปลวเทียน แต่รูปแบบการบิน ใช้การกระพือปีกสลับการโฉบนิ่ง พุ่งไปข้างหน้า เหมือนเหยี่ยวอพยพที่มีปีกแตกชนิดอื่น จึงเป็นตัวช่วยแยกจากเหยี่ยวปีกแหลมแท้ขนาดเล็กกว่าได้ไม่ยาก

ส่วนชื่อไทย มีที่มาจากลักษณะใบหน้าสีเทาในเหยี่ยวตัวเต็มวัย โดยเหยี่ยวเพศผู้จะมีใบหน้าและแก้มสีเทาชัดกว่าเพศเมีย และไม่พบใบหน้าสีเทาในเหยี่ยวชุดขนวัยเด็ก ซึ่งอกและท้องจะมีลายขีดจากบนลงล่าง ต่างจากเหยี่ยวเต็มวัยที่อกและท้องจะมีลายขวางพาดในแนวขนานแทน

รายละเอียดอ่านที่ http://birdsofthailand.org/raptor/#browsePage