หน้าแรก ประชาชื่น คอลัมน์ เดินไ...

คอลัมน์ เดินไปในเงาฝัน : Read to Lead

16.10.16 | 15:20 น.

ไม่ว่าสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมืองจะเป็นเช่นใด สำหรับคนที่ทำมาหากินเกี่ยวกับตัวหนังสือคงต้องเดินหน้ากันต่อไป เพราะปีหนึ่งๆ จะมีงานใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการขายหนังสือเพียงสองครั้งเท่านั้น

ครั้งแรกงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติราวเดือนเมษายน

ครั้งสองงานมหกรรมหนังสือระดับชาติราวเดือนตุลาคม

ซึ่งก็คือเดือนนี้นี่เอง

ที่สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย หรือ PUBAT เป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งที่ 21 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-24 ตุลาคม 2559 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

Advertisement

สำหรับปีนี้ทาง PUBAT ใช้ธีมคอนเซ็ปต์ว่า…เสนอหน้า

สำนักพิมพ์จึงนำโจทย์นี้มาขยาย จนกลายเป็นคอนเซ็ปต์เฉพาะทางของสำนักพิมพ์มติชนว่า… Read to Lead

ซึ่งจะมีหนังสือพิมพ์ใหม่เพื่อให้เข้ากับคอนเซ็ปต์นี้หลายเล่มด้วยกัน อาทิ “พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ” โดยมี “วีรพร นิติประภา” เป็นผู้เขียน

“อาคเนย์คะนึง” รวมเรื่องสั้นของ “อนุสรณ์ ติปยานนท์”

“ชีวิตของประเทศ 1-2” นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ชาติไทยของ “วิษณุ เครืองาม”

“สีจิ้นผิง ยุทธศาสตร์การบริหารประเทศ” ที่รวบรวมมาจากสุนทรพจน์ ปาฐกถา บทสัมภาษณ์ และถ้อยแถลงที่ “สีจิ้นผิง” กล่าวในที่ต่างๆ

“จัสติน ทรูโด ก้าวใหม่ที่แตกต่างบนทางเดียวกัน” ซึ่งมี “จัสติน ทรูโด” เป็นผู้เขียน ส่วนผู้แปลคือ “นงนุช สิงหเดชะ”

“แฟ้มลับสงครามโลกครั้งที่ 2” ซึ่งมี “เกวิน มอร์ติเมอร์” เป็นผู้เขียน ส่วนผู้แปลคือ “ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์”

“จิบพม่า ตามหาจอร์จ ออร์เวลล์” ซึ่งมี “เอ็มม่า ลาร์คิน” เป็นผู้เขียน ส่วนผู้แปลคือ “สุภัตรา ภูมิประภาส”

“บ้านเมืองของเราลงแดง” ซึ่งมี “เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน” เป็นผู้เขียน

“มันยากที่จะเป็นมลายู” ซึ่งมี “ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ” เป็นผู้เขียน

“ยุวกษัตริย์รัชกาลที่ 5 เสด็จอินเดีย” ซึ่งมี “สัจฉิทานันท สหาย” เป็นผู้เขียน ส่วนผู้แปลคือ “กัณฐิกา ศรีอุดม”

“เราต่างเป็นแรงบันดาลใจให้แก่กัน” ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจเล่มที่ 27 ของ “หนุ่มเมืองจันท์”

และอื่นๆ อีกมากมาย

ที่ล้วนต่างยั่วยุให้แฟนานุแฟนหนอนหนังสือยากที่จะปฏิเสธเล่มใดเล่มหนึ่ง เหมือนอย่างกับ “ชีวิตของประเทศ” ที่ “วิษณุ” เขียนบอกเล่าในคำนำว่า… ผู้เขียนจินตนาการขึ้นโดยอาศัยประวัติศาสตร์ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นฉากเดินเรื่อง บางส่วนใช้เรื่องราวจากที่บันทึกไว้ในพงศาวดารฉบับต่างๆ ของไทย

“บางส่วนเป็นประวัติศาสตร์จากบันทึกของชาวต่างประเทศ และบางส่วนเป็นเรื่องเก่าเล่าใหม่ เล่าสู่กันฟังในวงผู้เกี่ยวข้อง ดังที่เรียกว่าพงศาวดารกระซิบ และได้รับเกร็ดความรู้จากผู้ใหญ่รุ่นเก่าอีกหลายคน ซึ่งเรื่องราวส่วนใหญ่เกิดขึ้น และดำเนินไป ณ สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา”

“เล่าง่ายๆ คือ เส้นแกนหลักของเรื่องนั้นคือประวัติศาสตร์ และเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นตลอด ตั้งแต่สิ้นกรุงศรีอยุธยา แล้วไล่เรื่อยมาจนตั้งกรุงธนบุรี สร้างกรุงรัตนโกสินทร์ จนมาจบเรื่องที่สมัยรัชกาลที่ 5 ส่วนเรื่องที่มาครอบเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ก็คือชีวิตสองพ่อลูกที่มีอาชีพเป็นหมอยาสมุนไพร และสืบเชื้อสายมาจากแขกเปอร์เซียตั้งแต่สมัยอยุธยา”

ซึ่งถือเป็นหนังสือไฮไลต์สำคัญอีกเล่มหนึ่งของสำนักพิมพ์มติชน

เช่นเดียวกับ “สีจิ้นผิง ยุทธศาสตร์การบริหารประเทศ” โดยเฉพาะในบทความเรื่อง “การสร้างความสัมพันธ์ของประเทศมหาอำนาจรูปแบบใหม่ระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและสหรัฐอเมริกา”

ความท่อนหนึ่ง “สีจิ้นผิง” กล่าวถึง “บารัค โอบามา” เมื่อคราวมีโอกาสเจอกันครั้งแรกว่า…ข้าพเจ้ากล่าวกับประธานาธิบดีโอบามาอย่างชัดเจนว่าจีนจะยึดมั่นวิถีแห่งการพัฒนาอย่างสันติ ยึดมั่นการปฏิรูปเชิงลึก ขยายขอบเขตเปิดกว้าง พยายามทำให้ความฝันจีนสู่การฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองแห่งประชาชาติจีนเป็นจริงขึ้นมา

“ความฝันจีนคือการสร้างชาติให้เข้มแข็งและมั่งคั่ง การพลิกฟื้นประชาชาติจีนให้รุ่งเรืองและการนำความสุขมาสู่ประชาชน เป็นความฝันเพื่อสันติภาพ การพัฒนา ความร่วมมือ และชัยชนะร่วมกัน รวมไปถึงความฝันที่งดงามร่วมกันของประชาชนทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งรวมถึงความฝันของอเมริกาด้วย”

“ข้าพเจ้าและประธานาธิบดีโอบามาต่างเห็นว่าการเผชิญกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ และความต้องการจะลงเรือลำเดียวกันของทุกชาติ จีนและอเมริกาควรจะก้าวไปสู่เส้นทางสายใหม่ ซึ่งต่างจากประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการต่อต้านกันระหว่างประเทศมหาอำนาจ”

โดยความเบื้องต้น “สีจิ้นผิง” กล่าวปาฐกถาในวันที่ 7 มิถุนายน 2013

ถึงวันนี้ก็ผ่านมา 3 ปีกว่าแล้ว ฉะนั้น จะเห็นว่าสิ่งที่ “สีจิ้นผิง” กล่าวไว้ยังคงเป็นทางที่ผู้นำจีนเลือกเดินมาจนถึงทุกวันนี้

ทุกวันที่ประธานาธิบดีโอบามากำลังลงจากตำแหน่งราวเดือนพฤศจิกายน

เพราะฉะนั้น “สีจิ้นผิง ยุทธศาสตร์การบริหารประเทศ” จึงเป็นหนังสือในคอนเซ็ปต์ “Read to Lead” อีกเล่มหนึ่งของสำนักพิมพ์มติชนที่น่าสนใจ

ซึ่งเหมือนกับเรื่อง “จิบพม่า ตามหาจอร์จ ออร์เวลล์” ที่บอกเล่าเรื่องราวย้อนกลับไปในยุคอาณานิคม นักเรียนตำรวจหนุ่ม “เอริก อาร์เธอร์ แบลร์”เดินทางมาฝึก และรับตำแหน่งตำรวจจักรวรรดิ ณ ประเทศพม่าสมัยนั้น

แต่หลังจาก 5 ปีที่มาประจำการ สุดท้ายเขาจึงลาออกแล้วเดินทางกลับอังกฤษ ไม่นานจากนั้นเขาก็สร้างนามประพันธ์ชื่อ “จอร์จ ออร์เวลล์” ขึ้นมา

“จอร์จ ออร์เวลล์” เป็นนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียง ทั้งยังเขียนหนังสือมากมาย จนทำให้ “เอ็มม่า ลาร์คิน” ชื่นชอบ กระทั่งวันหนึ่งเธอมีโอกาสมาเที่ยวเมียนมา และมีโอกาสกลับไปอ่านหนังสือของ “จอร์จ ออร์เวลล์” อีกครั้ง

จู่ๆ เธอรู้สึกสัมผัสได้ถึงเสียงของสภาพสังคมเมียนมาที่แว่วมาให้ได้ยิน

เธอบอกกับตัวเองว่าจะต้องกลับไปเมียนมาอีกสักครั้ง

และจะต้องตามรอย “จอร์จ ออร์เวลล์” ไปยัง 5 เมืองสำคัญที่เขาพำนักและทำงานอยู่ที่นั่น

จนที่สุดจึงเกิดหนังสือเล่มนี้ขึ้น…”จิบพม่า ตามหาจอร์จ ออร์เวลล์”

หนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่เสมือนกล้องถ่ายทอดสด โดยเปิดโอกาสให้ผู้อ่านเข้าไปยืนอยู่ใจกลางความเหลื่อมล้ำและล่อแหลมของประเทศ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการกดขี่ ปราบปรามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

มากไปกว่านั้น หากใครได้อ่านหนังสือเล่มนี้จะช่วยทำให้เรารู้สึกคล้ายๆ กับอ่านงานเขียนและประวัติส่วนตัวของออร์เวลล์ไปพร้อมๆ กัน

คล้ายๆ กับคู่มือนำทางเพื่อย้อนไปในยุคล่าอาณานิคม

จนทำให้เห็น “พม่าระหว่างบรรทัด” ชัดเจนขึ้น

ยิ่งเมื่อมาได้ “สุภัตรา ภูมิประภาส” เป็นผู้แปลด้วย หนังสือเล่มนี้จึงน่าอ่านอย่างยิ่ง

ลองไปหาซื้ออ่านดูนะครับ บูธสำนักพิมพ์มติชน โซนพลาซ่า

รับรองคุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน?