ระหว่าง “อยากให้เป็นดั่งใจ” กับ “อยากให้เป็นอย่างที่ควรจะเป็น”
คนเราส่วนใหญ่มุ่งไปที่อยากให้เป็นดั่งใจ
เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือเรื่องราวหนึ่งเรื่องราวใดเกิดขึ้น มนุษย์เราส่วนใหญ่มักเกิดความรู้สึกทันทีว่า “ชอบหรือไม่ชอบ” เรื่องราวหรือสิ่งนั้น
ส่วนใหญ่เพราะเกิดความรู้สึกชอบใจ หรือไม่ชอบใจ ไม่ได้ไตร่ตรองก่อนว่าด้วยเหตุผลอะไร
และเมื่อชอบหรือไม่ชอบแล้ว ความคิด ความอ่านที่จะหาเหตุผลมารองรับความชอบ ไม่ชอบนั้นจะเกิดขึ้น มีคนจำนวนมากอธิบายเป็นคุ้งเป็นแควถึงเหตุผลนั้นๆ โดยไม่รู้นั่นเป็นความคิดที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อเป็นข้ออ้างในภายหลัง หาใช่เกิดจากการไตร่ตรองมาก่อนไม่
เพราะมนุษย์เราปล่อยให้พฤติกรรมความคิดแบบนี้เป็นธรรมดาของการดำเนินชีวิต ความยุ่งยากที่เกิดจากความขัดแย้งเห็นต่าง ตีความผิดความถูกไปกันคนละทางสองทางจนเกิดการถกเถียงกันให้วุ่นวายจึงเกิดขึ้น
ทั้งที่เพราะ “ความรู้สึก” ที่ใช้เป็นต้นทางของการหาเหตุผลมารองรับนั้น เกิดขึ้นจากประสบการณ์สะสมของแต่ละคน
ชอบหรือไม่ชอบด้วยแรงผลักดันของประสบการณ์ส่วนตัว หรือปมในใจ
คนส่วนมาก ไม่ได้ชอบหรือไม่ชอบเพราะเห็นประโยชน์ของสิ่งนั้นหรือเรื่องราวนั้นจะเกิดประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกันเป็นส่วนรวม แต่ชอบเพราะตอบสนองความรู้สึกตัวเอง
ปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปกับความชอบความชังที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวในใจ
ทั้งที่หากตั้งสติสักนิด พอให้เกิดความคิดว่า ไม่ว่าจะสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือเรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่ง ล้วนไม่ใช่ปุบปับก็เกิดขึ้น แต่มาจากการประกอบกันเข้าของเหตุปัจจัยหลากหลายทั้งสิ้น
ปัจจัยที่เราเห็นนั้นมีน้อยมาก และปัจจัยที่เราเข้าใจลึกซึ้งนั้นแทบจะไม่มี
เราไม่เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่เราตัดสินไปแล้วด้วยความรู้สึกที่กำหนดขึ้นจากปมในใจของเราเอง
คุยกันมาถึงตรงนี้ หากเปิดใจยอมรับสักหน่อย น่าจะพอนึกออกว่า ที่เราชอบเราชัง หรือตัดสินเรื่องราวนั้นๆ ไปอย่างหนึ่งอย่างใด
ไม่น่าจะถูกเรื่องสักเท่าไร เราควรจะไตร่ตรองมองให้เป็นปัจจัยที่มาประกอบเป็นเรื่องนั้นๆ ตามความเป็นจริงมากกว่านี้
เรารู้จริงหรือว่า “ความตายของแตงโม” ก็ดี “เหตุของสงครามรัสเซีย-ยูเครน” ก็ตาม เกิดจากอะไร
เราตัดสินใจด้วยบางแง่บางมุมที่เรารับรู้มาและกระทบต่อปมในใจของเราพอดีหรือเปล่า เราได้ไตร่ตรองอย่างทั่วถึงปัจจัยอื่นๆ ที่มาประกอบหรือเปล่า
หรือกระทั่งเรามองเห็นหรือไม่ว่า ประโยชน์ของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในมุมของการอยู่ร่วมกันอย่างสุขสงบในสังคมมนุษย์ คืออะไร
เราชอบ เราชังไปในทิศทางเดียวกับประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่
ความจริงแล้ววิธีที่ทำให้เกิดคำตอบเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย
แต่เราเลือกที่จะตัดสินให้ช้าลง เมื่อประสบกับเรื่องราวใด หรือสิ่งใดก็ตาม อย่ารีบชอบ รีบชัง อย่ารีบชี้ว่าดีหรือเลวร้าย
หยุดความคิดไว้แค่เห็นเฉยๆ ก่อนว่ามีเรื่องราวนั้นเกิดขึ้น เราพบกับสิ่งนี้
จากนั้นมองสิ่งหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยกันความพอใจ หรือไม่พอใจออกไปก่อน
มองด้วยใจว่างๆ จากความรู้สึกนึกคิดที่จะก่อตัวขึ้นจากทัศนคติที่สะสมอยู่ในใจ
มองด้วยใจที่เป็นกลาง
ความเป็นกลางในความหมายของสภาวะที่ไม่มีปฏิกิริยากับสิ่งที่พานพบ เป็นอย่างเหมือนฉนวนที่ไม่นำกระแสทั้งจากขั้วบวกขั้วลบ
ตัดสินใจให้ช้าลง เพื่อเปิดทางให้เห็นปัจจัยต่างๆ ที่มาประกอบขึ้นเป็นเรื่องนั้นๆ อย่าเข้าข้างหนุนเสริมปัจจัยหนึ่งปัจจัยใดจนละเลยที่จะให้ความสำคัญหรือเห็นพลานุภาพของปัจจัยอื่นตามที่เป็นจริง
ช้าลงมากเท่าไร เห็นตามความเป็นจริงมากเท่าไร
การตัดสินใจที่ถูกต้อง และอยู่ในทำนองคลองธรรมจะเกิดขึ้นได้มากกว่านั้น
เคล็ดลับในการสร้างจิตให้ปลอดโปร่งในคลองธรรม หมายถึงมองเห็นตามความเป็นจริงได้มากที่สุด คือบอกตัวเองว่าอย่ารีบตัดสิน
เหมือนไม่ยาก แต่จะเกิดขึ้นกับใจได้ไม่ง่ายเลย

