ปลดล็อกแล้วอย่างเป็นทางการ สำหรับ กัญชาที่จะไม่ถูกตราหน้าเป็นยาเสพติดให้โทษอีกต่อไป จึงได้เวลาหาช่องทางอย่างจริงจังในการเดินหน้า ผลักดัน ทั้งกัญชงและกัญชาจากไทยแลนด์ให้ก้าวสู่เวทีโลก
ล่าสุด ‘จีนีโอมิกซ์’ เปิดตัว ‘ศูนย์วิจัยนวัตกรรมกัญชงระดับโลก’ ในประเทศไทย ซึ่งนับเป็นแห่งแรกนอกประเทศสหรัฐ หลังประสบความสำเร็จมาแล้วถึง 3 ศูนย์วิจัยในอเมริกา หวังขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ระดมนักวิจัยชั้นนำของโลกร่วมปั้นผู้ประกอบการและผลิตภัณฑ์กัญชง กัญชาไทยก้าวขึ้นสู่การเป็น HUB กัญชง กัญชาแห่งเอเชียให้ได้

ดร.เอมอร โคพีร่า ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหารบริษัท จีนีโอมิกซ์ โกลบอล กล่าวว่า เล็งเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยที่ทั่วโลกยอมรับว่าเป็นแหล่งปลูกและแหล่งรวมของสายพันธุ์กัญชงและกัญชา จึงเป็นโอกาส
ที่ดีอย่างยิ่ง หากประเทศไทยสามารถก้าวสู่ผู้นำแถวหน้าของโลกในการเป็นผู้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มาจากสารสกัดกัญชงและกัญชา โดยเล็งเห็นว่าความพร้อมของประเทศไทยในเวลานี้หากนำองค์ความรู้และการใช้วิทยาศาสตร์ขับเคลื่อน คาดว่าประเทศไทยจะกลายเป็นฮับกัญชง กัญชา แห่งเอเชียได้ จึงเป็นโอกาสดีที่คณะผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมลงพื้นที่ศึกษาข้อมูลใน จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย รวมทั้งการร่วมเสวนาในเวทีวิชาการระดับนานาชาติเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ร่วมกันกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กัญชง กัญชาระดับชาติ
“หัวใจสำคัญในการพัฒนาให้เกิดการยอมรับในระดับโลกได้นั้น กระบวนการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจะต้องอยู่บนหลักพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ การค้นคว้าวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้องค์ความรู้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดนั้นจะต้องอ้างอิงความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดจริง เพราะหากเราสามารถสร้างมาตรฐานให้กับอุตสาหกรรมกัญชงและกัญชาในประเทศไทยให้เกิดการยอมรับด้วยมาตรฐานสากลตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ทั้งในส่วนอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร พลังงานและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยว ซึ่งการบูรณาการทั้ง 4 อุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน จากข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ (สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม) ได้ระบุถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มขนาดใหญ่ของประเทศ
ที่มีสัดส่วนใน GDP ถึง 21% และเกี่ยวข้องกับอาชีพและการจ้างงานของคนในประเทศมากกว่า 16.5 ล้านคน” ดร.เอมอรกล่าว

เดินหน้า อย่าสะดุด ข้อมูลต้องเป๊ะ ผลวิจัยต้องอ้างอิงได้
อย่างไรก็ตาม การจะสร้างมาตรฐานด้านกัญชงและกัญชาของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลกได้นั้น ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ด้วยข้อมูลวิทยาศาสตร์ ที่ล้วนเกิดจากการศึกษาวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญในทุกด้าน เพราะเรื่องของกัญชง กัญชาเป็นวาระการแข่งขันในระดับโลกที่กลุ่มอุตสาหกรรมในหลายประเทศต่างขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเต็มที่เช่นกัน และกำลังเฝ้ามองการเดินหน้าของประเทศไทยว่าจะสามารถก้าวเข้าสู่การเป็นผู้นำในเรื่องนี้ได้อย่างไร ดังนั้น หากเราเกิดการสะดุด หรือขาดการยอมรับในระดับสากลแล้ว อาจส่งผลต่อการเสียโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทยได้
ดร.เอมอร เปิดเผยว่า การตัดสินใจเข้ามาตั้งศูนย์ Global Hemp Innovation Collaboration ในประเทศไทย นับว่าเป็นการตั้งสาขาแรกนอกประเทศสหรัฐ ของ Geneomics Global อีกทั้งยังนับเป็น
สาขาที่ 4 ของเรา โดยทั้ง 3 สาขาก่อนหน้านั้นได้ตั้งอยู่ที่ Oregon state, Hawaii และ California ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งศักยภาพของศูนย์แห่งนี้พร้อมที่จะคิดค้นวิจัยและต่อยอดเพื่อสร้างสูตรการผลิตให้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย อาทิ ผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์ด้านวัสดุจากเส้นใยกัญชง หรือแม้กระทั่งผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ บนพื้นฐานงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ได้มาตรฐานระดับสากล
“การแข่งขันในตลาดโลกได้นั้นมาตรฐานการแข่งขั้นจะต้องได้รับการยอมรับในด้านความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ และข้อมูลการวิจัยที่ได้ผลจริงมีแหล่งอ้างอิงที่ถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นสำคัญ มากกว่าการใช้ความรู้เพียงบางส่วน หรือข้อมูลที่ยังคลุมเครือ เพราะหากเป็นเช่นนั้นเราอาจสูญเสียความเชื่อมั่น ไม่ได้รับการยอมรับ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กัญชง กัญชาของประเทศไทยสะดุดได้ในที่สุด จึงอยากให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการใช้องค์ความรู้จากวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาเป็นสำคัญ” ดร.เอมอรกล่าว

ถามถึงความพร้อมของไทยในการเป็นผู้บุกเบิกด้านกัญชง กัญชา ดร.เอมอร ยืนยันว่า ประเทศไทยพร้อมมาก
ผู้นำในประเทศเองก็ต้องสนับสนุนในเรื่องของการทำให้ไทยเป็นมาตรฐานของโลก เพื่อที่จะเป็นประเทศตัวอย่างให้ทั่วโลกยอมรับเราได้
“สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานในระยะสั้นว่าเราจะทำในเรื่องของข้อมูลที่ถูกต้อง ข้อมูลที่ทำมาที่ประสบความสำเร็จ เราจะนำสิ่งที่สำเร็จมาแล้วมาใช้ในเมืองไทย 1 เดือนแรกจะมีโปรเจ็กต์สำคัญ แต่จะมีอะไรเกิดขึ้นนั้นตอนนี้เรายังไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะค่อนข้างจะเป็นข้อมูลที่สำคัญ ทั้งนี้ อีกผลงานอีก 1 จุดที่เราตั้งเป้าหมายไว้คือ ภายในปีนี้ สารพิษในประเทศไทยจะลดลง โดยส่วนของวิธีการต่างๆ จะต้องรอให้ถึง
ระยะเวลาที่สามารถเปิดเผยได้” ดร.เอมอรเล่า
สร้างสรรค์ เรียนรู้ไวพลิกแพลงเก่ง ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติประสานเสียง‘ไทยแลนด์’พร้อม
ศาสตราจารย์ ดร.เจย์ โนเลอ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนวัตกรรมกัญชง กัญชา อีกทั้งยังเป็นผู้ค้นพบสารจากกัญชง กัญชาส่งเสริมการรักษาโควิด-19 ได้ กล่าวว่า ตนได้มีส่วนร่วมในการค้นคว้าและวิจัยกับมหาวิทยาลัย
ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกากว่า 2,000 แห่ง และพื้นที่ในการค้นคว้าวิจัย
รวมไปถึงเกษตรกรรม เกษตรกร รวมถึงเทคโนโลยีการปลูกพืชต่างๆ โดยได้มีโอกาสเข้าพบกับทางกระทรวงสาธารณสุข และได้พูดถึงโอกาสที่น่าสนใจ 3 ด้านของไทย ได้แก่
1.การพัฒนากัญชงและกัญชาในไทยที่แรกที่จะเป็นประเทศบุกเบิกการผลิตกัญชง กัญชาได้อย่างครบวงจร
2.ประเทศไทยเป็นจุดมุ่งหมายหลักในการเดินทางของนักท่องเที่ยว ดังนั้น การทำกัญชง กัญชาให้เป็นโครงการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพจึงน่าสนใจ
3.เราสามารถผลิตกัญชง กัญชาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับประเทศได้อีกด้วย
ด้าน ดร.เจอราด รอสซี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาการสกัด และการทำให้สารกัญชง กัญชาบริสุทธิ์ กล่าวว่า อีก 1 ปัจจัยที่จะตอบได้ว่าเป็นจุดแข็งของไทยคือ พฤติกรรมของคนไทยที่มีความผูกพันกับยาสมุนไพร ซึ่งโจทย์ของจีนีโอมิกซ์ คือจะมาส่งเสริมศักยภาพของแหล่งที่มาของการรักษาแบบใช้สมุนไพร นั่นคือกัญชง กัญชา
ซึ่งผมเชื่อว่าการใช้เทคโนโลยี และชุดความรู้ที่ถูกต้องกับความรู้เรื่องการใช้สมุนไพรของคนไทยเองก็จะสามารถทำให้ไทยเป็นผู้นำในเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน

ปิดท้ายที่ ดร.บิลลี่ มอริสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการปลูกและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยี กล่าวว่า เมื่อได้มาสัมผัสกับประเทศไทย พบว่า คนไทยเองมีความคิดสร้างสรรค์มาก และสามารถเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังพลิกแพลงให้เข้ากับบริบทที่เกิดขึ้นได้ตามสถานการณ์ต่างๆ
จึงมั่นใจว่าจะสามารถทำให้ไทยเป็นผู้นำได้อย่างแน่นอน
จิณณพัต อกอุ่น

