เริงโลกด้วยจิตรื่น : รู้ตัวทั่วพร้อม

3.04.22 | 09:17 น.
เริงโลกด้วยจิตรื่น : รู้ตัวทั่วพร้อม ความแตกต่างของคนที่ผ่านการปฏิบัติธรรม

ความแตกต่างของคนที่ผ่านการปฏิบัติธรรม กับคนที่ไม่ผ่านคือ “ความรู้ตัว”

เท่าที่สดับตรับฟัง ครูบาอาจารย์จะยืนยันตรงกันว่าหัวใจอยู่ที่ตรงนี้

สัมผัสรับรู้ความเป็นไปของเรื่องราวต่างๆ อย่าง “รู้ตัว” หรือไม่ แสดงตอบกับเรื่องราวนั้นๆ อย่าง “รู้ตัว” หรือไม่

แต่ความหมายของคำว่า “รู้ตัว” นี่แหละที่ต้องทำความเข้าใจกัน

เริ่มต้นคือต้องให้คำตอบกับตัวเองให้ได้ว่า ที่บอกว่า “รู้ตัว” นั้น “รู้ตัวจริง” หรือ “รู้ตัวที่ฉาบที่แต่งไว้ด้วยอะไร”

Advertisement

“รู้จริง” นี่ว่าไปแล้วไม่ง่ายเลย

เพราะที่ว่ารู้นั้นเอาเข้าจริง ส่วนใหญ่แล้วยังห่าง หรือยังไม่ใช่ความจริง หรือแค่เป็นส่วนหนึ่งของความจริงเท่านั้น

ลองยกตัวอย่างง่ายๆ เมื่อเรารู้จักใครสักคน แล้วเราบอกว่า “รู้จริงเกี่ยวกับเขาคนนั้น”

แล้วลองถามว่า “เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับเขา”

เริ่มจาก “ร่างกาย เนื้อตัว” ที่เราเห็นคือ “หน้าที่ตกแต่ง” ไม่ว่าจะเป็นผมเผ้า เครื่องสำอาง เลยไปถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ล้วนต่อเสริมเติมแต่งเพื่อแสดงให้เห็นความเป็นเขา

เรารู้จริงหรือว่า เนื้อ หนังรูปร่างในแต่ละส่วนเขาเป็นอย่างไร

และต่อให้เขาเปลื้องผ้าเปลือยอยู่ต่อหน้า เรารู้หรือว่า ไต หัวใจ กระเพาะอาหาร หรืออวัยวะอื่นเป็นอย่างไร

บางทีแม้เปลื้องเปลือยอยู่เบื้องหน้า หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจของเรามีประสิทธิภาพที่จะสัมผัสความเป็นจริงของเขาหรือไม่ก็ยังมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยอีกไม่น้อย

หากเป็นการ “รู้” เลยไปถึง “ความรู้สึก” ของเขา ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก เขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แบบไหนทำให้โกรธ แบบไหนทำให้รัก อะไรทำให้เกิดความรู้สึกแบบนั้น เรื่องทั้งหลายเหล่านี้อย่าว่าแต่เราที่บอกว่า “รู้จักเขาดี” จะรู้ได้ยาก แม้ตัวเขาเองบางครั้งก็ไม่รู้ตัวเองเสียด้วยซ้ำ

ยิ่งเลยไปถึง “ความเป็นมา” ของเขา เรื่องราวที่อยู่ในความทรงจำ เป็นประสบการณ์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรม เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเรารู้ครบถ้วนความเป็นจริง ไม่ได้แค่ฟังมาจากการบอกเล่า โดยดัดแปลงเรื่องราวด้วยทรรศนะของผู้เล่า ซ้ำยังน่าจะมีเรื่องราวมากมายที่แม้แต่ตัวเขาเองจำรายละเอียดที่เกิดขึ้นไม่ได้แล้ว ทั้งที่ยังเป็นปมค้างคาใจให้กำหนดเป็นพฤติกรรมของเขาอยู่

นอกจากนั้น ลองนึกดู ต่อให้เขายืนอยู่หรือทำอะไรสักอย่างต่อหน้าต่อตาเรา หากลองถามตัวเองว่าเขา “คิด” อะไรจึงทำเช่นนั้นใช่ไหมที่คำตอบช่างดูรางเลือน และเสี่ยงต่อ “คิดเอาเอง” ของเราอยู่มาก

นั่นยังไม่ต้องพูดถึงว่าอะไรเป็นแรงผลักดัน หรือกำหนดให้เขาคิดเช่นนั้น

ทั้ง “ร่างกาย ความรู้สึก นึก คิด” ของคนที่เราเคยสรุปว่า “รู้จักเขาดี” หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว แทบเหลือที่เราพอสรุปว่า “รู้จริง” อยู่เพียงน้อยนิด จนเกือบจะหาค่าอะไรไม่ได้เลย

ส่วนใหญ่ “คิดเอาเองว่ารู้” ที่บอกว่ารู้นั้นเป็นแค่ “รู้ตามที่เราคิดเอง” ซึ่งแทบไม่มีความจริงเข้ามาเกี่ยวข้อง

ผู้คนส่วนใหญ่อยู่กับ “ความจริงที่ความคิดของตัวเองสรุปให้”

และนี่เองคือสิ่งที่ครูบาอาจารย์ที่ผ่านการปฏิบัติธรรมมาบอกให้ “สละวาง”

วางความรู้ ความเชื่อ ที่มาจาก “สรุปคิดเอาเอง”

การสละวาง เพื่อให้ใจว่างจาก “สรุปความคิด” ต่างๆ ให้หมด ให้จิตสะอาดจากการยึดถือความคิด ความเชื่อ ทรรศนะคติให้มากที่สุดนี่เอง

ทำให้เรา “รู้ภาวะที่เป็นจริง” โดยไม่ฉาบหรือปรุงแต่งให้เบี่ยงเบนได้มากขึ้น

นั่นคือ อยู่อย่าง “รู้ตัว”

อันหมายถึงไม่หลงอยู่ใน “จิตที่ถูกปรุงแต่งด้วยความคิด ความเชื่อ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง”