เกาะขอบเวที‘มหกรรมยางพารา’ นครฯ นวัตกรรม เคียงข้างเกษตรกร เดินหน้าสู่อนาคตยั่งยืน

11.04.22 | 13:20 น.
ศึก ‘กรีดยางพารา’ สุดมันส์ ชิงถ้วยรางวัลพร้อมเงิน มูลค่ากว่า 70,000 บาทจากมือ เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

จบลงแล้วอย่างงดงามวานนี้ สำหรับ ‘มหกรรมยางพารา 2564’ นครฯ แห่งนวัตกรรมยางพารา ณ สนามการยางแห่งประเทศไทย เขตภาคใต้ตอนกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมถึงภาคเอกชน อย่าง บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เมื่อสุดสัปดาห์ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ วันที่ 8-10 เมษายนที่ผ่านมา ภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

 

 

 

Advertisement

 

 

กิจกรรมมากมาย ทั้งสาระและบันเทิง นิทรรศการ เวิร์กช็อป คอนเสิร์ต จนถึงเวทีเสวนา ล้วนได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะ ‘เมืองนครฯมาร์เก็ต’ ตลาดสินค้าชุมชนต้นแบบส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยให้มีตลาดและคู่ค้าที่ขยายวงกว้างขึ้น กยท.ได้รวบรวมสินค้าและผลิตภัณฑ์จากยางพารามาจัดแสดงและจำหน่าย พร้อมส่งเสริมอัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์ยางพาราท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักแก่ภูมิภาคอื่นๆ และเป็นการพัฒนาธุรกิจยางพารารวมทั้งช่องทางการตลาด ยางพาราทั้งระบบในอนาคตต่อไป

อีกมุมที่ต้องเกาะขอบเวที คือ เสวนาหลากหลาย ซึ่งหลายฝ่ายมาร่วมถกปมปัญหา หวังผลักดันและพัฒนายางพาราไทยให้ยั่งยืน และก้าวสู่ระดับนานาชาติ ที่สำคัญคือชาวสวนยางไทยต้องกินดีอยู่ดี มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

การยางฯ ปักธง
ส่งเสริมเกษตรกร ‘ยืนด้วยลำแข้ง’

วงเสวนา ‘สวนยางยั่งยืน’

เสวนาวิชาการในหัวข้อ ‘แนวโน้มราคายางพารา’ ดำเนินรายการโดย นายวิมล ปั้นคง ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและส่งเสริมการวิจัย สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา

เปิดประเด็นที่ ขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการด้านบริหาร การยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กยท.กระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ ด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมยางพารา ซึ่งถือเป็นงานที่ท้าทาย เพราะต้องดูแลราคายางไม่ให้ตกจนกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวสวนยางทุกคน ย้อนไปเมื่อปี 2562 เป็นช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านที่ค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะการเปลี่ยนรัฐบาล และหัวเรือใหญ่ที่ทำหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับการยางทั้งหมด กว่าจะสามารถปรับตัว และเดินหน้ามาจนถึงปัจจุบัน แต่ดีที่เรามีพี่น้องชาวสวนยางที่เข้มแข็ง อดทน และพร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างแข็งขันจนสถานการณ์ดีขึ้น

ณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท. ลงพื้นที่ มหกรรมยางพารา 2564

“ที่ผ่านมาราคายางนั้นยากจะประเมินได้ว่าจะขึ้นสูงหรือลงต่ำ เพราะมักจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยางพาราแตกต่างจากพืชชนิดอื่นๆ คือไม่จำเป็นต้องกรีดทันที เป็นข้อได้เปรียบในแง่ราคาเมื่อเทียบกับข้าว มันสำปะหลัง และพืชไร่อื่นๆ ซึ่งทำให้ชาวสวนสามารถรอราคาขึ้นก่อน จึงจะกรีดมาขายได้ ทั้งหมดนี้เป็นความท้าทายของ กยท. ที่จะต้องช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้ราคายางที่ดีที่สุด และสามารถทำให้เกษตรกรทุกคนอยู่ได้ด้วยลำแข้งอย่างแข็งแกร่ง” ขจรจักษณ์กล่าว

ด้าน เดชา มีสวน เลขาธิการสมาคมน้ำยางข้นไทย เสริมว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการแปรรูปผลิตน้ำยางข้นมากขึ้นไม่ต่ำกว่า 20% และมีอัตราการใช้ยางพาราภายในประเทศสูงสุดเกือบ 30% ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทำงานขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยางพาราทุกคนภาคภูมิใจ อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครสามารถพยากรณ์ราคายางได้ เพราะมีหลายปัจจัยแทรกซ้อน แต่ยังมีวิธีที่สามารถวิเคราะห์ทิศทางในระยะสั้นไม่เกิน 3-4 วัน ว่าอาจไปในทิศทางใดได้บ้าง

“จากการทำงานอย่างแข็งขันร่วมกับรัฐบาลและ กยท. หน่วยงานภาครัฐไม่ได้นิ่งดูดาย แต่มองหาวิธีเพิ่มมูลค่ายาง เพิ่มศักยภาพ และช่วยเหลือเกษตรกรเสมอ ซึ่งจะมีผลให้ราคายางเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น สามารถสู้กับคู่แข่งชาวต่างชาติได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งทำให้สินค้าหลายอย่างเป็นที่ต้องการมากขึ้น เช่น ถุงมือยาง เพื่อนำมาใช้ในทางการแพทย์” เดชาเล่า

ธปท.เปิดตัวเลข เกษตรภาคใต้เติบโต
พยุงเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

ชุมนุมสหกรณ์อุตสาหกรรมยางพาราภาคใต้ (SRICF) โชว์ผลิตภัณฑ์ใหม่เสาล้มลุกและกรวยตั้ง ผลิตจากยางพารา คืนตัวได้ แตกหักยาก คุณสมบัติดีกว่าพลาสติก

 

ถึงคิว โสภี สงวนดีกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคใต้ ซึ่งออกมาเปิดเผยถึงสถิติผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของยางพารา โดยพบว่ามีมูลค่าในตลาดถึง 40-70% ไม่ว่าจะเป็นยางพาราแปรรูป ไม้ยางพารา เป็นต้น ซึ่งความต้องการดังกล่าวได้กระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ให้สูงขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการท่องเที่ยวซบเซาหนัก แต่ภาคการเกษตรในภาคใต้กลับเติบโต ผู้คนมีความต้องการใช้ยางพาราสูงขึ้น ซึ่งช่วยพยุงให้เศรษฐกิจในภูมิภาคไม่ให้ตกต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ

“ภาคการเกษตร การปลูกสวนยาง ขายยางได้ เป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น พอผู้คนมีรายได้ก็นำเงินที่ได้ไปจับจ่ายซื้อของ รวมทั้งสินค้าเกษตรอื่นๆ เกษตรกรเองก็มีความต้องการซื้อรถยนต์ ทั้งรถกระบะ และรถจักรยานยนต์มากขึ้นเพื่อนำมาใช้ในการเกษตร” โสภีกล่าว

โตทุกปี มีอนาคต ส.อ.ท. ฟันธง!
แต่ยังห่วง ‘สงคราม’ ทำผันผวน เหตุน้ำมันแพง

ปิดท้ายด้วยมุมมองของ ชโย ตรังอดิศัยกุล รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งฟันธงว่า ปัจจุบันยางพาราของไทยมีอนาคตสวยงามและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี จากที่เคยผลิตปีละ 3.7 ล้านตัน เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว จนปี 2564 สามารถผลิตได้กว่า 5 ล้านตัน แต่ยังต้องจับตาแนวโน้มการขยายตัวในอนาคตว่าจะมีประสิทธิภาพ มีผลผลิตเพียงหรือไม่ ทั้งนี้ หากพิจารณาในภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก ราคาของยางพาราจะมีความผันผวนผ่านหลายปัจจัย โดยในปัจจุบัน ปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งทำให้ราคาพลังงานแพงขึ้น กระทบต่อการผลิตของไทยเพราะยังต้องพึ่งพาพลังงานจากน้ำมันอยู่

ประกวดยางแผ่นดิบคุณภาพดีกรรมการคัดเลือกอย่างเข้มข้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกวิกฤตที่ส่งผลให้ราคายางพาราลดลง เพราะการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ก็ทำให้ถุงมือยางที่ผลิตจากน้ำยางธรรมชาติจากไทย เป็นที่ต้องการมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน กระนั้นต้องจับตาว่าหลังจากโควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่นแล้ว จะทำให้ความต้องการถุงมือยางกลับไปเหมือนช่วงก่อนโควิดระบาดหรือไม่

“มันอาจไม่กลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน เพราะเกิดการยกระดับมาตรการด้านสุขอนามัยและสาธารณสุขไปแล้ว การใช้งานจะเพิ่มขึ้นกว่าเดิมแน่นอน แต่คงไม่เยอะเท่าช่วงโควิดรุนแรง ดังนั้น ภาครัฐจะต้องคำนึงต่อไปว่า หากวันหนึ่งสถานการณ์เกิดแผ่วลงมา จะทำอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาและทำให้ให้เกิดความยั่งยืน” ชโยทิ้งท้าย

กยท.ดัน ‘สวนยางยั่งยืน’ คิดใหม่ ทำใหม่
เปิด 4 องค์ประกอบตอบโจทย์

อีกเวทีเสวนาสำคัญยิ่ง คือหัวข้อ “สวนยางยั่งยืน” ดำเนินรายการ โดย สุนทร รักษ์รงค์ กรรมการการยางแห่งประเทศไทย

เริ่มต้นด้วยคำถามคาใจของ สุขทัศน์ ต่างวิริยะกุล รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ การยางแห่งประเทศไทย ที่ว่า สาเหตุที่เกษตรกรไม่ทำสวนยางให้ยั่งยืน เป็นคำถามที่ กยท.ศึกษาและพยายามหาคำตอบมาโดยตลอด เพราะมีเกษตรกรเพียงหยิบมือที่ลงมือทำสวนยางให้ยั่งยืน ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าก่อนหน้านี้นโยบายของหน่วยงานภาครัฐอาจยังไม่ชัด และไม่เน้นย้ำความสำคัญ

โซนนวัตกรรมยางพารา 7 เขตคึกคัก

“แต่ทุกวันนี้ ความสำคัญของสวนยางยั่งยืนชัดเจนมากขึ้น ได้รับการผลักดันเป็นยุทธศาสตร์ชาติ เกิดยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนายางทั้งระบบที่ส่งเสริมการทำสวนยางแบบยั่งยืน ซึ่งจะต้องปฏิบัติได้จริงเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดสวนยางยั่งยืนให้ได้ ต้องใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม ต้องคิดใหม่ ต้องใช้พื้นที่ในสวนยางอย่างเต็มที่ เพราะเราทำแบบเดิมอย่างที่ทำมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาไม่ได้แล้ว” สุขทัศน์กล่าว

เวทีนี้ ผศ.ดร.สาระ บำรุงศรี อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ขึ้นมาไขปมว่าการเกิดสวนยางยั่งยืนได้ ต้องประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1.ความยั่งยืนเชิงระบบนิเวศ มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม 2.ความยั่งยืนเชิงเศรษฐกิจ รายได้ไม่ขาด 3.ความยั่งยืนทางสังคม มีความรู้สึกว่าตัวเองมีค่า ได้รับการยอมรับ และ 4.ความยั่งยืนเชิงสุขภาพ เจ็บป่วย สามารถรับประทานอาหารที่ดี มียารักษา ต้องมี 4 อย่างนี้จึงจะตอบโจทย์

“เกษตรกรต้องพร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้จะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา อยากเปลี่ยนแปลง อยากเชื่อมโยงกับเครือข่าย และจะทำให้เกิดความคิดที่จะทำสวนยางยั่งยืน เกษตรกรที่ไม่หมั่นเรียนรู้ จะไม่มีความคิดอยากทำสวนยางยั่งยืน เกษตรกรเหล่านี้จะไม่เกิดความภาคภูมิใจในสิ่งที่ทำ และหากไม่เกิดความภาคภูมิใจ ต่อไปลูกหลานก็จะไม่กลับมาทำสวนยางอีกต่อไป” ผศ.ดร.สาระกล่าว

ชาวสวนหวัง ‘ประชาธิปไตยทางอาหาร’
เชื่อมั่นทำได้จริง

ด้าน กำราบ พานทอง อุปนายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ จะจับไมค์เล่าถึงผลการศึกษาและพยายามขับเคลื่อนให้เกิดสวนยางยั่งยืนด้วยตนเองตั้งแต่ พ.ศ.2531 โดยพบว่ามีอุปสรรคหลายประการ ทั้งต้นทุน ราคา การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ซึ่งแต่ละปัจจัยต่างทำให้วิถีชีวิตผู้คนต้องเปลี่ยนเสมอ ถ้าเกษตรกรยืนหยัดอยู่กับแค่การปลูกต้นยางอย่างเดียว สวนยางยั่งยืนจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าปลูกพืชเชิงเดี่ยว ปลูกพืชอื่นๆ ด้วย ไม่พึ่งพาแต่ปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก จะเป็นทางออกที่นำไปสู่ประชาธิปไตยทางอาหารตามมา

“นิยามสวนยางยั่งยืนของผมคือ สวนยางที่นำมาซึ่งประชาธิปไตยทางอาหาร เราสามารถมีผักรอบบ้านกินได้ เจ็บป่วยก็มียาสมุนไพร ขาดปลาก็สามารถหาปลาริมห้วยหนองมากิน สวนยางยั่งยืนคือสวนที่เราเลือกได้ว่าจะกินอะไร และที่สำคัญปลอดสารเคมี นี่คือสิ่งที่เราอยากเห็นเกิดขึ้น โดยไม่ถูกแรงกดดันบังคับให้เลือกกิน” นายกำราบกล่าว

ในขณะที่ บุญส่ง นับทอง ประธานสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมชาวสวนยางจังหวัดกระบี่ ยืนยันว่า ชาวสวนสามารถทำสวนยางยั่งยืนจนเกิดความมั่นคงได้ จากการปลูกต้นไม้อื่นๆ และทำการเกษตรอื่นๆ ควบคู่ไปกับการทำสวนยาง ต้นยางโตเร็ว เพราะมีต้นไม้อื่นสลัดใบเป็นปุ๋ย มีต้นสัก ต้นกันเกรา ต้นสะเดาเทียม ต้นไผ่ และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้เจริญเติบโตเร็ว โดยที่ผ่านมามีหน่วยงานเกี่ยวกับการยางเดินทางมาเยี่ยมชมเพื่อนำไปเป็นแนวทางว่าจะนำไปใช้เป็นต้นแบบของสวนยางยั่งยืนทั่วประเทศต่อไป

ถ้าสามารถทำให้เกิดความมั่นคงในสวนยาง จะเกิดความยั่งยืนทางอาหาร และจะนำมาสู่สวนยางยั่งยืนตามมาอย่างแน่นอน