พระราชพิธี‘เดือน5’
มงคลแผ่นดินจากกรุงศรีอยุธยา
สืบรัตนโกสินทร์

เมษายน เดือน 5 จันทรคติ
ประกอบด้วยประเพณีพิธีกรรมสำคัญอันสืบเนื่องยาวนานมาแต่ยุคบรรพชน
จากความเชื่อเรื่องผี ความวาดหวังในธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ผนวกคติพุทธ ผสานคติพราหมณ์
ครั้นเกิดรัฐ แบบแผนซับซ้อนสะท้อนความรุ่มรวยลึกซึ้งในวัฒนธรรม
ก่อเกิดประเพณีราชสำนักสยามแต่ครั้งโบราณกาล
พระราชพิธีเดือน 5 สมัยกรุงศรีอยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ ที่สำคัญได้แก่ ‘พระราชพิธีสงกรานต์’ อีกทั้ง ‘พระราชพิธีศรีสัจจปานกาล’ และ ‘พระราชพิธีคเชนทรัศวสนาน’
สงกรานต์‘ออกสนามใหญ่’
งานสำคัญแห่งราชอาณาจักร
สงกรานต์เป็นพิธีขึ้นปีใหม่ที่รัฐโบราณในอุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รับจากคติพราหมณ์ โดยเกิดขึ้นในราชสำนักก่อนแล้วจึงแพร่หลายสู่ราษฎร ในสมัยอยุธยาเป็นงานใหญ่ของราชอาณาจักร มีการพระราชกุศลตั้งสวดพระปริตร ฉลองพระเจดีย์ทราย พระเจ้าแผ่นดินสรงมุรธาภิเษก สรงน้ำพระพุทธรูป สดับปกรณ์พระอัฐิเจ้านาย เวียนเทียน จุดดอกไม้เพลิง
โคลงพระราชพิธีทวาทศมาส ของสมเด็จเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ สมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งพรรณนาถึงพระราชพิธีต่างๆ ทั้ง 12 เดือน โดย เดือน 5 มีความว่า
กำหนดสุริยยาตรเยื้อง รอบจักร
เป็นที่เปลี่ยนศักราช ใหม่ได้
ขึ้นสู่เมศราษีพรัก พร้อมนับ ถือนา
บังคับแห่งโหรให้ เรียกรู้ทั่วแดน
วันเถลิงขึ้นศกใหม่ มีการ
ตั้งมุรธาภิเศกสนาน ราชไท้
มวญหมู่เหล่าพนักงาน ถวายโสรจ สรงนา
เตรียมอยู่คอยรับใช้ พรักพร้อมเพรียงกัน
นอกจากนี้ ราชสำนักยังจัดการละเล่นในท้องสนามให้ราษฎรเข้าร่วม เรียกว่า ‘ออกสนามใหญ่’ มีล่อช้าง รันแทะวัวชน กระบือชน ชุมพาชน ช้างชน คนชน ปรบไก่ ปล้ำมวย ตีดั้ง ฟันแย้ง เล่นกล คลีม้า เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม สุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ยืนยันว่า ยุคนั้น ‘ไม่มีสาดน้ำ’ มีแต่ ‘สรงน้ำพระ’ และ ‘รดน้ำดำหัว’ ผู้หลักผู้ใหญ่ ขนทรายเข้าวัด ทำบุญเลี้ยงพระ
ดังปรากฏในวรรณคดี ‘ขุนช้างขุนแผน’ ความตอนหนึ่งว่า
‘ทีนี้จะกล่าวเรื่องเมืองสุพรรณ
ยามสงกรานต์คนนั้นก็พร้อมหน้า
จะทำบุญให้ทานการศรัทธา
ต่างมาที่วัดป่าเลไลย
หญิงชายน้อยใหญ่ไปแออัด
ขนทรายเข้าวัดอยู่ขวักไขว่
ก่อพระเจดีย์ทรายเรียงรายไป
จะเลี้ยงพระกะไว้ในวันพรุ่งนี้’
ทั้งนี้ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังเกิดธรรมเนียม ‘สังเวยเทวดา สมโภชเครื่อง เลี้ยงโต๊ะปีใหม่’ ในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 โดยถือเป็นการเข้าสู่ปีใหม่ เป็นการผสมผสานในสิ่งที่เคยมีมาแต่เดิม (คือการสังเวยเทวดาและสมโภชลูกขุน) กับการเลี้ยงโต๊ะตามธรรมเนียมฝรั่ง จัดเป็นการเลี้ยงปีใหม่แก่พระราชวงศ์ เสนาบดี คณะทูต โดยมีการเล่นละครให้ชมด้วย

ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ระบุใน ‘สารบาน’ ถึงพระราชพิธีในเดือน 5 อาทิ พระราชพิธีศรีสัจจปานกาล และพระราชพิธีคเชนทรัศวสนาน (ภาพจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ratchakitcha.soc.go.th)
‘ศรีสัจจปานกาล’
ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา
อ่านลิลิตโองการแช่งน้ำ
อีกหนึ่งพระราชพิธีใหญ่ในเดือน 5 ที่สืบเนื่องมาแต่โบราณในราชสำนัก คือ พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาหรือเดิมเรียกว่า พระราชพิธีศรีสัจจปานกาล กระทำปีละสองครั้ง คือในช่วงเดือนตรุษและเดือนสารท
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม พระนครศรีอยุธยา เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับพระราชพิธีดังกล่าวตอนหนึ่งว่า รูปแบบพิธีจัดขึ้นเพื่อให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการดื่มน้ำสาบานว่าจะจงรักภักดีและซื่อตรงต่อพระมหากษัตริย์ เป็นการให้สัตย์สาบานประเภทหนึ่งที่ใช้น้ำเป็นสื่อกลาง
ส่วนในทางปฏิบัติของการถือน้ำนั้นเป็นการเอาคมศาสตราวุธต่างๆ มาทำพิธีสวดหรือสาปแช่ง โดยการอ่าน ‘ลิลิตโองการแช่งน้ำ’ แล้วเสียบลงในน้ำที่จะนำไปพระราชทานให้ดื่มเป็นหลักสำคัญ
ในสมัยอยุธยาข้าราชการถือน้ำที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ ต่อมาย้ายไปที่พระวิหารมงคลบพิตร เมื่อถือน้ำแล้วใช้ดอกไม้ธูปเทียนไปถวายบังคมพระเชษฐบิดร เป็นรูปเทวดาฉลองพระองค์พระเจ้าอู่ทอง หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 แล้วจึงเข้าไปถวายบังคมพระเจ้าแผ่นดินพร้อมกัน
ครั้นล่วงมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ สถานที่ประกอบพระราชพิธี คือ ‘วัดพระศรีรัตนศาสดาราม’ โดยมีการนำดอกไม้ธูปเทียนมาถวายบังคมพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 1 และถวายบังคมพระอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาปัยกาธิบดีแทนพระเชษฐบิดร ด้วย
ในรัชกาลต่อๆ มา ยังมีการถวายบังคมพระอัฐิพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ก่อนๆ ซึ่งเสด็จสวรรคตล่วงไปแล้วโดยลำดับ

‘คเชนทรัศวสนาน’
ตรวจกำลังพล สิริมงคลแก่แผ่นดิน
ในพระราชกำหนดกฎมนเทียรบาล ปรากฏ ‘พระราชพิทธีเผดจ์ศกลดแจตรออกสนาม’ ซึ่งเป็นพระราชพิธีออกสนามใหญ่ในเดือน 5 และเดือน 10 มีกระบวนกองทัพช้าง ม้า กองกำลังทุกหน่วยทั้งหัวเมือง พลเรือน และไพร่ พระมหากษัตริย์เสด็จออกทอดพระเนตรคล้ายการตรวจกำลังพลสวนสนาม เพื่อเป็นสิริมงคลแก่แผ่นดิน
พิธีนี้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีทางคชกรรม สร้างความเป็นสิริมงคลแก่ช้าง ม้า ซึ่งเป็นราชพาหนะ ให้พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตร เพื่อเป็นการตรวจกำลังพล ความเข้มแข็งของกองทัพโดยเพิ่งเริ่มในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ข้อมูลจาก มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ระบุว่า
มีการแห่ขบวนช้างพราหมณ์และราชบัณฑิตจะเป็นผู้ประพรมขบวนช้าง และเพิ่มเอาพิธีทางพุทธศาสนาเข้าไป มีการจัดริ้วขบวนผู้คนจำนวนมากเพื่อเป็นสวัสดิมงคลแก่พระนครและเป็นที่เกรงขามแก่ศัตรู
นับเป็นมงคลจากโบราณกาล ผสานความเชื่อ ผี พุทธ พราหมณ์ เชื่อมโยงราชสำนักอีกทั้งประชาราษฎร์สู่ความสุขอันอุดม ในห้วงเวลาเปลี่ยนผ่านสู่ฤดูกาลใหม่ ราศีใหม่ ศกใหม่ ในผืนแผ่นดินอันร่มเย็น
พรรณราย เรือนอินทร์

