สงกรานต์65 ไม่มีดราม่า ไม่(กล้า)สาดน้ำ กวีบทเก่าที่ต้องอ่านซ้ำ

13.04.22 | 14:54 น.
‘นางสังขาน’ หรือ นางสงกรานต์ในขบวนแห่กลางเมืองหลวงพระบาง พ.ศ.2518 (ภาพจาก Lao Social news)

เข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ตามปฏิทินทางการไทยเรียบร้อยแล้วในวันนี้ 13 เมษายน พุทธศักราช 2565 ที่มักเรียกกันติดปากมานานว่า ‘ปีใหม่ไทย’

ผ่านศึกชิงความเป็นเจ้าของสงกรานต์และการสาดน้ำมานับปีไม่ถ้วน

ก่อนดราม่าจะเริ่มซาลงอย่างชัดเจนโดยเฉพาะสังคมไทยในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เมื่อมีคำอธิบายรัวๆ ที่แพร่หลายผ่านโลกออนไลน์ซ้ำแล้วซ้ำอีก ย้ำคิดผลิตซ้ำว่า แท้จริงแล้วเป็น ‘วัฒนธรรมร่วม’ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เถลิงศก 16 เมษา ‘กิริณีเทวี’ ยืนมาเหนือหลังช้าง

วัน ‘เถลิงศก’ ในปีนี้ สนั่น ธรรมธิ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คำนวณว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 16 เมษายน จึงค่อยเปลี่ยนศกเป็นจุลศักราช 1384 ส่วนปี ‘หนไท’ ตามปฏิทินเดิมที่เคยใช้ในวัฒนธรรมล้านนาและหลากพื้นที่ในดินแดนที่มีผู้คนพูดภาษาตระกูลไท ตรงกับ ‘ปีเต่ายี’

Advertisement

ส่วนปีนักษัตร ถ้านับแบบหมู่เฮาชาวอุษาคเนย์ เปลี่ยนแล้วตั้งแต่ ‘เดือนอ้าย’ เมื่อปลายปี 2564

ตรงกับปีขาล สัญลักษณ์คือ ‘เสือ’ มี ‘พระธาตุช่อแฮ’ จังหวัดแพร่ เป็นพระธาตุประจำปี

สำหรับนางสงกรานต์ปีนี้ หาใช่โอมิครอนเทวี แต่มีนามว่า ‘กิริณีเทวี’ ทรงพาหุรัดทัดดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต ภักษาหารถั่วงา พระหัตถ์ขวาทรงขอ พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จยืนมาเหนือหลังกุญชร (ช้าง) เป็นพาหนะ

เรื่องราวเกี่ยวกับนางสงกรานต์ที่มักอ้างอิงต่อกันมา มาจาก พระยาอนุมานราชธน ซึ่งอธิบายอย่างเข้าใจง่ายว่า นางสงกรานต์เป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ซึ่งเป็นสวรรค์ชั้นต่ำสุดของเมืองฟ้า มีด้วยกัน 7 คน (ไม่เรียกองค์) เป็นพี่น้องกันทั้งหมด ที่เป็นธิดาของท้าวกบิลพรหม โดยมีนาม ดอกไม้ เครื่องประดับ อาหาร อาวุธและพาหนะประจำแต่ละนาง

แมลงบุกท้องนา ฝนตกในโลกมนุษย์แค่ 40 ห่า เขาจักรวาล-ป่าหิมพานต์รับเยอะ

ฝ่ายโหรพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ประกาศสงกรานต์ ความตอนหนึ่งว่า

ปีขาล (ผีเสื้อผู้หญิง ธาตุไม้) จัตวาศก จุลศักราช 1384 ทางจันทรคติ เป็น ปกติมาสวาร ทางสุริยคติ เป็น ปกติสุรทิน วันที่ 14 เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์ ทางจันทรคติตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 5 เวลา 09 นาฬิกา 45 นาที 46 วินาที วันที่ 16 เมษายน เวลา 13 นาฬิกา 49 นาที 48 วินาที เปลี่ยนจุลศักราชใหม่เป็น 1384 ปีนี้ วันพุธ เป็น ธงชัย, วันอังคาร เป็น อธิบดี, วันอังคาร เป็น อุบาทว์, วันพฤหัสบดี เป็น โลกาวินาศ

ปีนี้ วันอาทิตย์ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 400 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 40 ห่า ตกในมหาสมุทร 80 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 120 ห่า ตกในเขาจักรวาล 160 ห่า นาคให้น้ำ 4 ตัว เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ 2 ชื่อ วิบัติ ข้าวกล้าในภูมินาจะเกิดกิมิชาติ (ด้วงและแมลง) จะได้ผลกึ่งเสียกึ่ง เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีเตโช (ไฟ) น้ำน้อย

สรุปคำพยากรณ์สั้นๆ คือ เกณฑ์ธัญญาหารวิบัติ น้ำน้อย

รดน้ำ สรงน้ำ สาดน้ำ ไม่เกี่ยวสาดสี ไม่มีในอินเดีย

แม้เป็นที่คุ้นเคยว่าสงกรานต์คือเทศกาลเล่นน้ำ แต่ชาวโลกอดสาดน้ำใส่กันอย่างเป็นทางการมาแล้วเข้าสู่ปีที่ 3 นับแต่โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ถือกำเนิดและกระจายไปทั่วดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ซ้ำยังขยันกลายพันธุ์ให้วงการไวรัสวิทยาสรรคำมาให้นามกร

ย้อนอดีตไปยุคเก่า ก่อนเกิดโควิด-19 แท้จริงแล้วสงกรานต์ก็ไม่ได้สาดน้ำกันครึกโครมจนเป็นเทศกาลระดับ Water Festival เป็นเพียงการรดน้ำในหมู่เครือญาติ สรงน้ำพระพุทธรูปเพื่อความเป็นสิริมงคล

สุจิตต์ วงษ์เทศ แห่งรายการ ‘ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว’ โปรแกรมเด่นในเครือมติชน คอลเอาต์ในเรื่องราวของสงกรานต์แบบไม่มีเบื่อสืบเนื่องหลายทศวรรษว่า สงกรานต์แนว ‘สาดน้ำ’ เป็นพฤติกรรมเกิดใหม่

ไม่เชื่อ? มาดูหลักฐานลายลักษณ์ในวรรณคดี ‘นิราศเดือน’ ของ ‘เสมียนมี’ กวีในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

พรรณนาตั้งแต่เดือนอ้ายจนครบปี โดยที่เดือนห้าไม่มีเอื้อนเอ่ยถึงการสาดน้ำใส่กันแม้เพียงถ้อยคำเดียว

สุจิตต์บอกว่า เสมียนมี พรรณนากิจกรรมสงกรานต์เดือน 5 ต่างๆ นานา เช่น เล่นพนัน, เล่นเซ็กซ์ ฯลฯ รวมทั้งมีรดน้ำ แต่ไม่มีสาดน้ำ

ถ้ามีสาดน้ำอึกทึกครึกโครมเปียกโชกทั้งสาวหนุ่ม เสมียนมีคงไม่ลืมบันทึกไว้ แต่นี่กลับไม่บันทึกเลย

โอ้ฤดูเดือนห้าน่าคิมหันต์
พวกมนุษย์สุดสุขสนุกครัน           ได้ดูกันพิศวงเมื่อสงกรานต์
ทั้งผู้ดีเข็ญใจใส่อังคาส             อภิวาทพุทธรูปในวิหาร
ล้วนแต่งตัวทั่วกันวันสงกรานต์        ดูสะคราญเพริศพริ้งทั้งหญิงชาย
ที่เฒ่าแก่แม่ม่ายมิใคร่เที่ยว          สู้อดเปรี้ยวกินหวานลูกหลานหลาย
ที่กำดัดซัดสีสวยทั้งกาย            เที่ยวถวายน้ำหอมพร้อมศรัทธา
บ้างก็มีที่สวาทมาดพระสงฆ์          ต่างจำนงนึกกำดัดขัดสิกขา
ได้แต่เพียงพูดกันจำนรรจา          นานนานมากลับไปแล้วใจตรอม
ล้วนแต่งตัวเต็มงามทรามสวาท       ใส่สีฉาดฟุ้งเฟื่องด้วยเครื่องหอม
สงกรานต์ทีตรุษทีไม่มีมอม          ประดับพร้อมแหวนเพชรเม็ดมุกดา
มีเท่าไรใส่เท่านั้นฉันผู้หญิง          ดูเพริศพริ้งเพราเอกเหมือนเมขลา
รามสูรเดินดินสิ้นศักดา            เที่ยวไล่คว้าลางทีก็มีเชิง
บ้างเล่นเบี้ยเสียถั่วจนมัวมืด         ใครขี้ตืดถากถางวางกันเหลิง

บ้างฉุดมือยื้อผ้าด่ากันเปิง           ที่รู้เชิงทำแปดเก้าเป็นเจ้ามือ
เขาตัดไพ่ตายแพ้เหลือแต่ผ้า          สิ้นปัญญาบ่นพลางครางหือๆ
นั่งเสียใจเต็มทีต้องหนีมือ           ไม่สัตย์ซื่อทำไพ่ตายเขาเอง
ดูเขาเล่นเป็นฤดูไม่รู้ขาด            นุชนาฏพึ่งกะเตาะขึ้นเหมาะเหม็ง
บ้างก็หลงเลยเล่นเป็นนักเลง          ฉันนี้เกรงกลัวนักไม่รักเลย
ทั้งหนุ่มสาวฉาวฉานด้วยการเล่น       บ้างซุ่มเป็นผัวเมียกันเสียเฉย
แต่ตัวเราเปล่าไปมิได้เชย           โอ้อกเอ๋ยคิดไปแล้วใจตรม
ให้เจ็บจุกทุกข์เท่าคีรีศรี            ด้วยไม่มีคู่ชิดสนิทสนม
ทุกวันนี้ใครมีซึ่งคู่ชม              สำราญรมย์เริงจิตเป็นนิจกาล
เมื่อไรเล่าเรานี้จะมีบ้าง            จะได้ว่างเว้นทุกข์สนุกสนาน
แต่นึกตรองปองหามาช้านาน         ทอดสะพานเข้าที่ไหนไม่ได้เลย
(จบเดือน 5 ต่อไปพรรณนาเดือน 6)

ไม่เพียงเท่านั้น ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์เรื่องนางนพมาศ ซึ่งแต่ขึ้นในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์เฉกเช่นเดียวกัน ก็พรรณนาพระราชพิธีเดือนห้า มี ‘ขึ้นปีใหม่’ แต่ไม่มีสาดน้ำ

ย้อนกลับไปไกลกว่านั้น โคลงทวาทศมาสยุคต้นกรุงศรีอยุธยา ซึ่งกล่าวถึงสงกรานต์
ก็ไม่มีเรื่องสาดน้ำ กาพย์ห่อโคลงฯ ของ
เจ้าฟ้ากุ้ง ยุคปลายกรุงเก่า เล่าถึงสงกรานต์ก็ไม่มีสาดน้ำเช่นกัน

นอกจากนี้ การสาดน้ำในสงกรานต์ก็ไม่มีในอินเดีย และไม่เกี่ยวกับเทศกาล ‘โฮลี’ ที่มีการสาดสีในอินเดียแต่อย่างใด

โจลชนัมทเมย ตะจาน สงกรานต์ ปีใหม่

สำหรับประเด็นที่เคยเป็นดราม่าอย่าง
การครองลิขสิทธิ์สงกรานต์ซึ่งปัจจุบันตาสว่างกันมากแล้ว ว่าเป็นวัฒนธรรมที่มีร่วมกันในอุษาคเนย์ ไม่จำเป็นต้องฟาดฟันเพื่อความเป็นเจ้าของแต่เพียงชาติเดียว

ลาว เรียก ปีใหม่

กัมพูชา เรียก โจลชนัมทเมย

พม่า เรียก ตะจาน

ไทย เรียก สงกรานต์

ย้อนดูบันทึกของ พันโท ไซมส์ ทูตอังกฤษในกรุงอังวะผู้ได้รับเชิญไปร่วมงานวันสิ้นปีเก่าเริ่มปีใหม่ในกรุงอังวะ เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ.2338 ตรงกับรัชกาล พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ของไทย ดังที่ เสฐียรโกเศศ อ้างไว้ในหนังสือประเพณีไทยเกี่ยวกับเทศกาล

ความตอนหนึ่งว่า

‘เวลาเย็นไปถึงบ้านเจ้าเมืองอังวะ เขาเตรียมน้ำใส่ตุ่มไว้ และมีขันสำหรับจ้วงตัก พันโท ไซมส์ กับพวกมีน้ำดอกไม้เทศไปด้วยคนละขวด และเทน้ำดอกไม้เทศลงบนฝ่ามือเจ้าเมืองคนละนิด เจ้าเมืองก็เอาประพรมตามเสื้อผ้าของตน แล้วมีเด็กหญิงเล็กๆ เป็นบุตรสาวเจ้าเมือง เทน้ำดอกไม้เทศปนกับผงไม้จันทน์ลงบนฝ่ามือของเจ้าเมือง แล้วก็หยดเทบนฝ่ามือฝรั่งทุกคน เสร็จแล้วก็เล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนานเปียกโชกไปหมดจนเหนื่อยจึงเลิกกัน’

เป็นข้อมูล (ไม่) พื้นฐาน รายวิชาสงกรานต์ 101 เรื่องเก่า เล่าซ้ำ ตีความใหม่ได้ไม่รู้เบื่อ

พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร