การช่วยเหลือคนในสังคมนั้นมีทั้ง “การให้” และ “การกระทำ” สำหรับการให้ อาจให้เงิน ให้ทรัพย์สิน หรือบริจาคสิ่งของต่างๆ ส่วนการกระทำเป็นการลงแรงช่วยเหลือ
แต่สำหรับผู้ชายคนนี้ ภูมิพันธ์ บุญญาปะมัย เรียกกันในหมู่เพื่อนว่า “คุณอู๊ด” เจ้าของร้าน
ทีเคไอ ต๊อกกวง อินเตอร์เนชั่นแนล ร้านขายเพชรและตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์
“การให้” ของเขา เป็นการให้ความรู้แก่คนด้อยโอกาส คนที่ขาดแคลน เพื่อให้คนเหล่านั้นสามารถยืนด้วยลำแข้งของตนเอง พึ่งพาตนเองได้ ไม่ตกเป็นภาระของผู้อื่นหรือของสังคม โดย “ภูมิพันธ์” และเพื่อนๆ ร่วมกันก่อตั้งมูลนิธิชื่อ “มูลนิธิณัฐภูมิ” ตั้งอยู่ที่ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง จุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือและพัฒนาชาวชุมชนในพื้นที่ให้มีความรู้ด้านการเกษตรสมัยใหม่ ยกระดับรายได้ของคนในชุมชน นำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
ก่อนจะมาเป็น “ผู้ให้” และนักธุรกิจระดับหมื่นล้านในปัจจุบัน ภูมิพันธ์ไม่ได้ร่ำรวยมาแต่เกิด เขาก็เหมือนกับลูกหลานคนจีนชนชั้นกลางทั่วไป คุณพ่ออพยพมาจากเมืองจีนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 เริ่มทำงานที่โรงรับจำนำฮั่วเส็ง ขณะเดียวกันที่บ้านก็เปิดร้านขายจำพวกเพชรพลอยอัญมณีด้วย ตั้งแต่ยังเป็นเด็กนักเรียนของโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ภูมิพันธ์ได้ซึมซับการเป็นนักขายจากทางบ้าน อายุได้ไม่เท่าไหร่ก็เริ่มต้นทำการค้าแล้ว “…อยู่ ป.4 เริ่มขาย ส.ค.ส. ขายเสื้อ พอขึ้น ป.7 ก็ช่วยทำงานที่ร้านต๊อกกวง จูเวลเลอส์ เป็นร้านของครอบครัว ผมมีพี่น้องทั้งหมด 5 คน ผมเป็นคนสุดท้อง ตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 4 ขวบครึ่งต้องอาศัยอยู่ที่โรงเลี้ยงเด็ก เพราะที่บ้านไม่มีคนดูแล ทุกคนต้องทำงานหมด เราถูกสอนว่าทุกคนต้องทำงาน…”
จากคำสอนของครอบครัวค่อยๆ ปลูกฝังให้ภูมิพันธ์เป็นคนหนักเอา-เบาสู้กับงานทุกอย่าง แม้กระทั่งการเรียนในมหาวิทยาลัยเขาก็ยังหาเงินเรียนด้วยตัวเอง ภูมิพันธ์ย้อนภูมิหลังเมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัย
อัสสัมชัญ (เอแบค) ได้เข้าทำงานที่บริษัทคาลเท็กซ์ ทำได้เพียง 6 เดือนก็ถูกทาบทามจากบริษัท Macmillan Publishing ให้ไปประจำอยู่สำนักงานใหญ่ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จุดเริ่มต้นบนถนนสายนี้มาจาก
บราเดอร์ อัสสัมชัญ สาธยายกิตติศัพท์ของเขาให้คนมาติดต่อฟัง “เรียนไม่เก่ง ภาษาอังกฤษ งูๆ ปลาๆ ไม่เคยเข้าห้องเรียนแต่เรียนจบ ทำงานได้ทุกอย่าง และทรหด!!” คำการันตีจากบราเดอร์ทำให้ได้ไปใช้ชีวิตที่นิวยอร์กเป็นเวลา 3 ปี ด้วยเงินเดือน 1.8 หมื่น เขาว่า “โห…เยอะที่สุดในรุ่นเลย สมัยก่อนคนที่ทำงานบริษัทปูนซิเมนต์ไทยยังได้ 5.5 พันเอง…”
ที่ Macmillan ภูมิพันธ์ทำหน้าที่บริหารจัดการส่งหนังสือให้ศูนย์หนังสือจุฬาฯ และร้านหนังสือต่างๆ ในไทย ไม่ว่าร้านดวงกมล ศึกษิตสยาม ศึกษาภัณฑ์ ฯลฯ ซึ่งช่วงเวลาที่ทำงานอยู่นี้มีเหตุการณ์ท้าทายเกิดขึ้น 2 เหตุการณ์ หนึ่ง-วิกฤตการณ์ลดค่าเงินบาท ส่งผลกระทบฉุดเศรษฐกิจตกตํ่าอย่างรุนแรง สถาบันการเงินและภาคธุรกิจต้องประสบกับปัญหาหนี้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ นำไปสู่การปิดไฟแนนซ์ และปิดธนาคารพาณิชย์ บุคคลล้มละลายจำนวนมาก ธุรกิจหนังสือก็หนีไม่พ้น ร้านค้าไม่มีเงินจ่ายค่าหนังสือ ภูมิพันธ์เสนอทางแก้ต่อเจ้านายฝรั่ง ให้เพิ่มการส่งหนังสือให้กับร้านในเมืองไทยเป็นสองเท่า เพื่อให้สามารถขายได้ และมีเงินมาใช้หนี้ของเก่าและผลลัพธ์เป็นไปด้วยดี
อีกเหตุการณ์คือ “หนังสือซีรอกซ์” รุกตีตลาด กลายเป็นปัญหาใหญ่ของบริษัท เกิดจากหนังสือตำราเรียนมีราคาแพงมาก โดยเฉพาะตำราแพทย์ เล่มละ 4,000-5,000 บาท จึงเกิดการ “ซีรอกซ์” ตำราขายในราคาที่ถูกกว่าอย่างมากมาย บริษัทผู้พิมพ์ต่างได้รับผลกระทบ วิธีแก้ปัญหาที่ภูมิพันธ์เสนอเป็นทางออกในขณะนั้น คือการขายหนังสือแค่ราคาต้นทุนบวกกับ 30% เลือกเฉพาะเล่มที่ขายได้เกินจุดคุ้มทุน (break even) แล้ว “…เพื่อไม่ให้คนซีรอกซ์หนังสือขาย วิธีนี้ทำให้ขายหนังสือได้มากขึ้น ตัวผมขายได้ทะลุเป้าไปเยอะมาก เดือนสิงหาคม-กันยายน ทะลุเป้าแล้วประมาณ 10 เท่าของคนอื่น เขาขายได้ 100 ผมขายได้ 1,000 จนเจ้านายบอกให้ไปพักร้อน เดี๋ยวเซลส์ประเทศอื่นไม่มีงานทำ…” หัวเราะชอบใจ
ภูมิพันธ์อยู่นิวยอร์กได้ 3 ปีก็ถูกเรียกตัวกลับเมืองไทยให้มาช่วยงานที่ร้านของครอบครัว แต่มาทำได้เพียงระยะหนึ่งจากนั้นตัดสินใจไปเรียนต่อที่สถาบันอัญมณีศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา (Gemological Institute of America-GIA) “…ผมไปเรียนการดูเพชรดูพลอย และให้สามารถออกใบรับรองได้ รวมทั้งเรียนด้านจิวเวลรีดีไซน์และแมนูแฟคเจอริ่งด้วย จบกลับมาก็ช่วยพี่ชายคนโตที่ร้าน ช่วงนี้เองที่เริ่มขายนาฬิกา…”
“ตั้งแต่เด็กผมชอบซื้อนาฬิกา โดยเฉพาะนาฬิกาโบราณ ไปซื้อที่แถววัดมหาธาตุ สนามหลวง ชอบเดินแถวนั้น ก่อนไปเรียน GIA ผมเรียนปริญญาโทที่ธรรมศาสตร์ด้วย เรียนค้างไว้ กลับจากอเมริกาก็มาเรียนโทต่อและทำงานที่ร้านด้วย ตอนนั้น พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี เศรษฐกิจเฟื่องฟูสินค้าขายดีมาก ต้องสร้างโรงงานใหม่ เพิ่มคน ขยายงาน โอย…สมัยนั้นนะก่อนเที่ยงนี่ขายแหวนเพชรได้ทีละครึ่งถาด สมัยนี้เหรอ วันหนึ่งขายได้วงหนึ่ง หรือสามวันขายได้วงหนึ่ง…ผมจำขึ้นใจเลยนะสำหรับคนทำมาค้าขาย พ่อผมบอกว่า ต้องขายจนกว่าแขกจะกลับ” เขาเล่าว่าสมัยนั้นที่ร้านเปิดขายเพชรถึงตีหนึ่งตีสอง เพราะมีทัวร์มาลง เมื่อมีคนมาซื้อก็ต้องขาย “มีคนมาซื้อดีกว่าไม่มี ถ้าวันหนึ่งไม่มีคนซื้อขึ้นมา อยากจะเปิดร้านก็ไม่มีใครมาซื้อ แต่ถ้าตอนมีคนมาซื้อ รีบเปิดเลย มาก่อนเวลาก็ขาย มาหลังเวลาก็ต้องขาย ขายทุกเวลา ไม่มีเกี่ยง…”
ระหว่างที่ช่วยงานในร้านของครอบครัว ภูมิพันธ์ได้รับคำแนะนำจากพี่ชายให้ไปขอเป็นเอเยนต์เปิดขายนาฬิกาหรู อาทิ โชพาร์ด, ปาเต็ก ฟิลิปป์, บลองแปง หลังจากนั้นได้แยกบริษัทออกมาเปิดร้านของตัวเองขายนาฬิกาหรูกว่า 20 แบรนด์ เขาเล่าว่าทุกอย่างเป็นไปได้ดีแต่แล้วก็ต้องมาเจอภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่และวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เลยตัดสินใจเลิกขายหมดทุกยี่ห้อ เหลือปาเต็ก ฟิลิปป์ ยี่ห้อเดียว ที่มีคนซื้อและขายได้ราคาดี ยี่ห้ออื่นไม่มีใครซื้อเลย เวลานี้มีลูกค้าหมื่นกว่าคน…
การเดินทางผ่านร้อนผ่านฝนมา 59 ปี ถึงจุดนี้ภูมิพันธ์เริ่มโลว์โปรไฟล์ กิจการที่ดำเนินอยู่ค่อยๆ ถ่ายโอนไปให้ทายาท ส่วนตัวเขาเองนั้นบอก “อยากอยู่เงียบๆ…” และหันมาศึกษาธรรม พร้อมกับตั้งมูลนิธิช่วยเหลือคนจนดังกล่าว สำหรับมูลนิธิที่ตั้งขึ้นเขาบอกว่า “…มาจากชื่อภรรยา ณัฐวรา รวมกับ ภูมิพันธ์…”
เวลาที่หมดไปในแต่ละวันจะใช้ชีวิตอยู่ที่มูลนิธิ 3 วัน ส่วนที่เหลืออีก 4 วันทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ยกเว้นว่าต้องเดินทางไปประชุมต่างประเทศ “…ผมตั้งมูลนิธิเพราะอยากช่วยเพื่อนคือ คุณสมควร โสมณวัฒน์ ที่โดนมรสุมฟองสบู่ จากนั้นก็ชวนกันมาช่วยชาวบ้านที่ทำไร่ทำนาขาดความรู้การทำเกษตร ทำมาได้ 3-4 ปีแล้ว มูลนิธิก็ทำ ทุกวันนี้ก็ยังขายประกันอยู่นะ เป็นหัวหน้าหน่วยด้วย แต่เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้มาทำบุญหมด ถึงมีเงินให้มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลจุฬาฯ เพราะขายประกันนี่แหละ ปีหนึ่งได้ 10-20 ล้าน…”
ตัวเลขความร่ำรวยจากธุรกิจและอาชีพขึ้นระดับ บิลเลี่ยนแนร์ แต่ภูมิพันธ์มองว่าเป็นแค่มายา ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ ในโลกกลมๆ ยุคนี้ เขากลับเห็นว่าเมื่อเรามีแล้ว และมีโอกาสที่จะช่วยเหลือคนอื่น ทำไมจึงไม่ลงมือ อาจจะยากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร แต่เมื่อลงมือทำได้แล้ว สิ่งที่ตามมาคือความสุขในจิตใจ “..ในชีวิตผมนับถือคนเท่ากันหมด คนจนก็เป็นคน เพียงแต่เขาไม่มีโอกาส พ่อผมจะสอนพวกเราให้หัดเป็นคนตัวเล็กๆ เล็กเหมือนผุยผง ใครจะด่าจะว่าจะเหยียบก็เฉย ให้เห็นคนเป็นคน ผมมาสนใจศึกษาธรรมก็เพื่อเตือนสติตนเอง ส่วนตัวผมบวชมาแล้ว 4 ครั้ง บวชเพื่อไม่ให้ลืมให้กลับไปเตือนสติตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าการอยู่ในสังคมจริงๆ มันไม่ง่าย บางครั้งก็มีหลุด อยากได้โน่นอยากได้นี่…”
“…แต่เมื่อเรามีธรรม สำหรับผมตอนนี้พร้อมไปตลอดเวลาเลยนะ…” ภูมิพันธ์กล่าวทิ้งท้าย
สกุณา ประยูรศุข

