นับเป็นวันแรงงานแห่งชาติและวันกรรมกรสากลที่เข้มข้นอย่างยิ่ง
เปลี่ยนวันอาทิตย์ให้เปล่งแสงร้อนแรงกลางพายุฤดูร้อนแม้เงยหน้าขึ้นมองฟ้ามีแต่เมฆหมอกมืดมน
1 พฤษภาคม 2565 เกิดความเคลื่อนไหวตั้งแต่เช้าตรู่ลากยาวถึงช่วงค่ำคืน กิจกรรมจากกลุ่มหลากหลายปรากฏบนพื้นที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงที่มากมายด้วยผู้ใช้แรงงานทั้งผู้มีบัตรประชาชนไทยและพี่น้องแรงงานข้ามชาติ
‘เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน’ นัดหมายหน้าบ้านพิษณุโลก เดินขบวนสู่ทำเนียบรัฐบาล แวะพักในมื้อเที่ยง ‘สาดน้ำยา’ ใส่ภาพถ่ายนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับประเด็นแรงงานและสวัสดิการของ
คนไทย
ในขณะที่อีกขบวนปักหมุดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขนอุปกรณ์หลากสีสันพร้อมป้ายเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำ 492 บาทเท่ากันทั่วประเทศ รวมถึงสวัสดิการต่างๆ มุ่งหน้ายื่นหนังสือยังทำเนียบรัฐบาลเช่นกัน
ตัดภาพมาในช่วงเย็น แยกราชประสงค์คึกคัก ‘สหภาพคนทำงาน’ พร้อมแรงงานชาวเมียนมาในไทยรวมตัวเดินขบวนสู่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยเน้นย้ำคำสำคัญ #เราทุกคนคือแรงงาน
แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ผ่านการแสดงละครที่ประกอบด้วย กรรมกร แม่ค้า แพทย์ ครูอาจารย์ อีกทั้งผู้ให้บริการทางเพศ ฯลฯ

ปีศาจของชนชั้นนำ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ‘ฉบับใหม่’ อย่าให้ถูกตีตก
ย้อนไปก่อนหน้าวันแรงงาน ธนวรรธน์ สุวรรณปาล หรือ ครูทิว จากเพจดังด้านการศึกษาอย่าง ‘ครูขอสอน’ กล่าวในงาน worker’s fest หน้าหอศิลป์ กทม. เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ยืนยันว่า ‘ครูก็คือแรงงาน’ สามารถถูกกดขี่จากวัฒนธรรมองค์กร ต้องใช้ความอดทน เก็บงำปัญหาไว้โดยไม่กล้าส่งเสียง
“มันจะมีวิธีไหนได้นอกจากครูต้องรวมตัวกัน สู้เพื่อครูด้วยกัน ครูก็คือแรงงาน ครูก็มีความฝัน อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น เรามารวมกันเถิดครับ เราจะได้ไม่เกิดความโดดเดี่ยว และกลายเป็นครูที่เราอยากเป็นจริงๆ
ครูอีกจำนวนมากที่ไม่ได้เห็นในข่าว ต้องเก็บงำปัญหาไว้กับตัวเอง เพราะทุกคนบอกแต่ว่าอดทนไว้ เราทำอะไรไม่ได้หรอก รัฐมีวิธีคิดแบบนายทุน แบบเผด็จการ ที่มีแนวคิดเอาทรัพยากรไว้ตรงกลาง ไม่กระจายตามชุมชน ผลักให้ปัญหาเป็นเรื่องส่วนตัว
เราจะยอมให้รัฐลอยตัวเหนือปัญหานี้ได้อีกอย่างไร” ครูทิวเลือกประกาศแทนการเงียบเสียง
สอดคล้องกับมุมมองของ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ว่า
“ไม่ว่าแบกปูน ไขนอต จับเมาส์ เขียนงาน สอนหนังสือ วาดรูป เงินเดือน 13,000-1 แสน ก็ยังเป็นแรงงาน”
ไม่เพียงเท่านั้น ยังย้ำว่าชีวิตเราจะดีขึ้นได้ด้วยการ ‘รวมตัว’ ไม่ใช่การ ‘ค้อมหัวอยู่เป็น’
นักวิชาการท่านนี้ ยังเปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงประเด็น พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ฉบับใหม่ซึ่ง
นับว่ามีความก้าวหน้าที่สุด โดยสามารถรวมตัวในรูปแบบสหภาพ ‘ข้ามสถานที่ทำงาน’ ได้ อย่างไรก็ตาม อาจถูกตีตก หากไม่ร่วมกันส่งเสียงในกระบวนการรับฟังความเห็น

“กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ฉบับใหม่นี้ จะเป็นการล้อกับ อนุสัญญา ILO 87-98 ที่ขบวนการแรงงานเรียกร้องมานาน ครู อาจารย์มหาวิทยาลัย แรงงานข้ามชาติ พยาบาล หมอ นักเทคนิกการแพทย์ เจ้าหน้าที่รัฐสามารถรวมตัวในรูปแบบสหภาพได้ ข้ามสถานที่ทำงานได้ เช่นเดียวกับแรงงานแพลตฟอร์ม ไรเดอร์ ฟรีแลนซ์ ซึ่งจะทำให้รวมตัวในฐานะผู้ใช้แรงงานง่ายขึ้น ต่อนายจ้างที่มีความหมายกว้างขึ้นรวมถึงผู้ร่วมลงทุนที่มีอำนาจกำหนดนโยบาย ไม่ใช่แค่คนจ่ายเงิน
การรวมตัวกันคือจุดเริ่มต้นสำคัญต่อการสร้างรัฐสวัสดิการ เพราะไม่มีทางที่ชนชั้นนำจะสร้างเงื่อนไขที่เป็นธรรมแก่คน 99% ได้ ถ้าเราไม่รวมตัวกัน
ปัจจุบันกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ไทย ไม่เอื้อต่อการรวมตัว เพราะนิยามความหมาย ลูกจ้าง นายจ้างแบบคับแคบ
ใช้ระบบราชการนิยามความเป็นสหภาพ และการต่อรอง นายทุนกับรัฐทำงานกันอย่างใกล้ชิด
การรวมตัวถูกจำกัดให้ทำในสถานประกอบการเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เกิดการรวมตัวได้ เมื่ออำนาจฝั่งทุนคุมพื้นที่การผลิต บ่อยครั้งเมื่อมีการรวมตัวกันต่อรองประชาธิปไตยในที่ทำงาน ผู้มีอำนาจจะใช้การฟ้องแพ่ง อาญา หมิ่นประมาท หน่วยงานรัฐก็ใช้คดีปกครองปิดปาก” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ระบุ
นอกจากนี้ หลายอาชีพไม่ถูกนับเป็น ‘แรงงาน’ ในนิยามของรัฐ ส่งผลให้ไม่สามารถรวมตัวต่อรองได้ การนัดหยุดงานซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานต้องมีลายลักษณ์อักษร ไม่เอื้อให้มีการต่อรองในรูปแบบที่หลากหลาย การวิจารณ์นายจ้าง และบริษัทถูกจำกัด แรงงานส่วนมากต้องปิดปาก
“กฎหมายนี้จะเป็นปีศาจของชนชั้นนำ 1% แต่ก็จะเป็นทางรอดของพวกเขาในการที่จะมีช่องทางลดความขัดแย้ง
ช่วยกันให้ความเห็นในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะหากเราไม่ทำ ชนชั้นนำจะคิดแทนเรา และปัดพวกเราไปอยู่ที่ใต้ถุนของสังคมอีกครั้ง” อาจารย์ธรรมศาสตร์ย้ำ

เปิด รธน.60 จี้เปลี่ยน ‘นิยามค่าจ้าง’ ไม่ใช่แค่พอกินข้าว 3 มื้อ
อีกหนึ่งปมปัญหาสำคัญสำหรับแรงงาน คือรัฐธรรมนูญ 2560 เสียงจากแรงงานผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง มาจาก ธนพร วิจันทร์ หรือ ‘ไหม’ เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน ซึ่งเปิดเผยในเสวนา ‘5 ปี จากรัฐธรรมนูญชนชั้นนำ สู่รัฐธรรมนูญประชาชน’ เมื่อ 28 เมษายนที่ผ่านมา ในวาระครบรอบ 5 ปี ที่รัฐบาลซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหารประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว จัดโดย คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) และ ขบวนการประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (People’s Democracy Movement of Thailand; PDMT) ร่วมกับองค์กรที่เกี่ยวข้อง
ไหม ธนพร อธิบายว่า เนื้อหาของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ส่งผลกระทบต่อแรงงาน คือ ‘นิยามของค่าจ้าง’ ซึ่งเปลี่ยนไปมาก กล่าวคือรัฐธรรมนูญปี 2560 นิยามค่าจ้างว่าเป็น ‘ค่าจ้างที่เหมาะสมแก่การดำรงชีพ’ ซึ่งหมายถึงการกำหนดให้ประชาชนกินข้าวแค่วันละ 3 มื้อเพื่อการดำรงชีพแทนการมีคุณภาพชีวิตที่ดีใช่หรือไม่
“เราเห็นวิธีคิดของคนร่างรัฐธรรมนูญว่าเขามองพวกเราแรงงานอย่างไร ในความเป็นจริงแรงงานถือเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญ เพราะเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ รัฐธรรมนูญต้องเขียนให้กินได้ ไม่ใช่เขียนกันเป็นกระดาษเปื้อนหมึก ตั้งแต่มีการรัฐประหารขึ้น เขาพยายามที่จะสลายการรวมตัว ทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร ตั้งแต่ช่วงปี 2535 ในสมัยนั้นก็มีความพยายามแยกสหภาพแรงงานออกจากรัฐวิสาหกิจ ทั้งที่เมื่อก่อนพวกเรารวมกลุ่มกัน การรวมกลุ่มคืออำนาจในการต่อรองของประชาชน แต่เวลานี้พยายามที่จะออกกฎหมาย
มาจัดการพวกเรา เพื่อสลายการรวมกลุ่มของพวกเรา ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดเรื่องสิทธิในการรวมตัวแค่ 5 รูปแบบ คือ 1.สมาคม 2.สหภาพแรงงาน 3.สหกรณ์ 4.องค์กร 5.ชุมชน แต่รัฐธรรมนูญเดิมเขียนไว้ครอบคลุมทั้งหมด จึงไม่แปลกที่เขากำลังออกกฎหมายควบคุมการรวมกลุ่มทางสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญจึงต้องออกกฎหมายที่ล้อกับรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ลับลวงพรางมาก”

ตัวแทนเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชนยังเปิดใจว่า ขบวนการแรงงานพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 84 คือเรื่องเสรีภาพในการรวมตัว และฉบับที่ 98 ในเรื่องเสรีภาพในการเจรจาต่อรอง แต่เวลาที่เราเรียกร้อง รัฐมองแค่เรื่องของความมั่นคง และมองว่าการรวมกลุ่มเป็นพวกหัวแข็ง สร้างความวุ่นวาย จึงไม่มีการรับรองอนุสัญญา 2 ฉบับนี้ ซึ่งการรวมกลุ่มเป็นเสรีภาพของคนในประเทศ แม้แต่แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศเขาก็มีสิทธิในการรวมกลุ่มถ้าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม นอกจากนั้นตั้งแต่มีรัฐประหารเมื่อปี 2557 พล.อ.ประยุทธ์แต่งตั้งบอร์ดประกันสังคมโดยมาตรา 44 จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง เราจึงเห็นว่าพวกเราควรมีสิทธิมีเสียงในการเลือกตัวแทนของพวกเราเอง เช่นเดียวกับการเลือกตั้ง ส.ส.
“เราอยากเห็นรัฐธรรมนูญที่เราเขียนเอง และสามารถแก้ไขปัญหาปากท้องได้ รัฐธรรมนูญต้องเชื่อมโยงกันทั้งเรื่องความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่ความมั่นคงทางทหารอย่างเดียว” ไหม ธนพรฝากไว้ให้คิด

รัฐสวัสดิการต้องไม่ทิ้ง ‘แรงงานนอกระบบ’ sex worker ก็มีสิทธิ
ในเสวนาเดียวกัน ยังมี 2 ตัวแทนจาก ‘สหภาพคนทำงาน’ คือ กษิดิษ และ มารุต ซึ่งทวงถามถึง ‘รัฐสวัสดิการ’ ที่ไม่ใช่แค่ ‘เศษเงิน’ ทั้งยังต้องครอบคลุมทั้งแรงงานในระบบและนอกระบบ
“รายได้เวลานี้สวนทางกับค่าครองชีพ สวัสดิการของคนทำงานทั้งในและนอกระบบไม่มีเลย จะเห็นสวัสดิการที่เรียกว่าเศษเงินเท่านั้นที่ตกมาถึงพวกเรา คนทำงานบางอาชีพรัฐไม่เคยส่งเสริม เช่น sex worker (ผู้ให้บริการทางเพศ) โดยมองว่าอาชีพพวกนี้เป็นอาชีพที่ไร้ศีลธรรม เพราะประเทศนี้เป็นเมืองพุทธ” กษิดิษและมารุตร่วมกันกล่าว
นอกจากนี้ ระบบขนส่งสาธารณะของไทยก็มีค่าโดยสารแพงเกินกว่าจะรับไหว โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจย่ำแย่เช่นนี้

“เวลานี้เศรษฐกิจแย่มาก จนไม่รู้จะอธิบายอย่างไร คนที่ทำงานในอาชีพไรเดอร์ตามแพลตฟอร์มต่างๆ รายได้ก็ไม่มั่นคง และไม่มีสวัสดิการ และไม่มีการคุ้มครองจากรัฐ ทุกครั้งเมื่อเกิดอุบัติเหตุจนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการทำงานรัฐไม่เคยเข้ามาดูแลพวกเขาเหล่านี้เลย มองว่าการจัดรัฐสวัสดิการจะแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ รัฐบาลควรให้การสนับสนุนและให้ความสำคัญ” ตัวแทนสหภาพคนทำงานกล่าว
นี่คือเรื่องของแรงงาน ผู้สร้างชาติตัวจริง คนทำงาน ผู้เป็นเจ้าของประเทศ ประชาชนไทย ผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคมสู่วันข้างหน้าที่ต้องดีกว่าเมื่อวาน
สร้อยดอกหมาก สุกกทันต์

