ต้องยอมรับว่างานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 21 ระหว่างวันที่ 13-24 ตุลาคม 2559 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ปีนี้เงียบเหงาจริงๆ
สาเหตุก็อย่างที่ทุกคนทราบกัน
คงไม่มีใครมีอารมณ์อยากไปจับจ่ายซื้อหนังสือกันสักเท่าไหร่นัก เพราะทุกคนยังอยู่ในช่วงโศกเศร้าอาดูรต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
อีกสาเหตุหนึ่งคงมาจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมด้วย
เพราะหันไปทางไหนก็เจอแต่คนขายของ แทบไม่ค่อยมีคนซื้อของเลย แต่กระนั้น ทุกๆ สำนักพิมพ์ก็ต้องยอมรับ และจะต้องผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไปให้ได้
สำนักพิมพ์มติชนก็เช่นกัน
อย่างที่ทราบงานมหกรรมหนังสือระดับชาติปีนี้ สำนักพิมพ์มติชนออกหนังสือใหม่หลายสิบเล่ม ทุกเล่มต่างมีความโดดเด่นต่างกัน
และทุกเล่มต่างมีจุดแข็งของตัวเอง
เหมือนอย่าง 3 เล่มที่จะแนะนำสำหรับอาทิตย์นี้ เล่มแรกมีชื่อว่า “พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ” ที่มี “วีรพร นิติประภา” นักเขียนซีไรต์เป็นผู้เขียน
หนังสือเล่มนี้เป็นนวนิยายคอลลาจที่นำเรื่องราวต่างๆ ในอดีตมาปะติดปะต่อจนเกิดภาพใหม่ โดยดำเนินเรื่องผ่านความทรงจำของคน ความทรงจำของแมว และความทรงจำที่คลุมเครือ วุ่นวิ่น จนแทบไม่อาจจำแนกรู้ได้ว่าเราอยู่ในโลกจริง หรือสมมุติ
เพราะประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซัดพาให้ชีวิต ความรักระหกระเหิน เนื่องจากไส้ในของเรื่องพูดถึงครอบครัวคนจีนอพยพที่พยายามตามหาบ้าน
ทั้งในความหมายของสถานที่ และบ้านภายในจิตใจ ซึ่งตัวละครทุกตัวถูกสร้างให้รู้สึกในทางเดียวกันว่าไม่อาจยืนหยัดอย่างเต็มตัวในพื้นที่ใดๆ ได้
จะเดินต่อก็แปลกแยก จะหวนกลับก็ไม่อาจย้อนคืน
“วีรพร” พยายามอธิบายให้เห็นถึงความเว้าแหว่งในความทรงจำของผู้คน จึงหยิบฉากตอนเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ในประเทศที่แทบจะไม่มีความทรงจำเหล่านี้มาเขย่าขย้อนเล่น
พร้อมกับจับเรื่องราวทั้งหมดเข้าไปอยู่ในความทรงจำของแมวตัวหนึ่ง ซึ่งมันก็นึกออก และบอกเล่าออกมากระท่อนกระแท่นตามประสาแมวๆ
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เห็นและได้ยินเองจากคนในบ้านที่อาศัยอยู่ รวมถึงเรื่องราวของผู้คนที่เล่าสู่กันฟังอย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ทั้งนั้น เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงระบบจำของคนเรา ที่มักนึกออกเป็นห้วงๆ และมักเป็นความทรงจำที่เข้าข้างตัวเองเสมอด้วย
“พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ” ยังมีฉาก ภาษา ดนตรี และอาหารเจือปนอย่างมีอรรถรสเช่นเคย จนกลายเป็นลายมือของ “วีรพร” ไปเสียแล้ว
ส่วนอีกเล่มหนึ่งเป็นรวมเรื่องสั้นชื่อ “อาคเนย์คะนึง” ที่มี “อนุสรณ์ ติปยานนท์” เป็นผู้เขียน หนังสือเล่มนี้มีรวมเรื่องสั้นทั้งหมด 8 เรื่อง แต่ละเรื่องต่างมีประเด็นในการบอกเล่าแตกต่างกัน
แต่สำหรับ “อาคเนย์คะนึง” จะพูดถึงความรักจำนวนมากที่เกิดขึ้นบนดินแดนทิศตะวันออกเฉียงใต้แห่งทวีปเอเชีย ความรักในเสียงเพลงโบราณที่ใครต่อใครหลงลืมเสียแล้ว
ความรักที่มีต่อแมวของท่านมหาศาสดาแห่งศาสนาอิสลาม
ความรักระหว่างชายคนหนึ่งกับเชือกของเขา ความรักอันลุ่มหลงของชายหนุ่มกับตำราโบราณ ความรักในรูปถ่ายเก่าของญาติอาวุโสผู้ล่วงลับไปแล้ว
ไม่นับความรักระหว่างลูกกับผู้เป็นแม่ที่เขาไม่เคยพบมาก่อน
“อนุสรณ์” บอกว่าดินแดนอาคเนย์เป็นดินแดนที่แปลก ในด้านหนึ่งมันเป็นดินแดนเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยอาณาจักรโบราณจำนวนมาก แต่ในอีกด้านหนึ่งเป็นดินแดนใหม่ ที่หลายประเทศเพิ่งได้รู้จักกับคำว่าอิสรภาพจากบรรดาเจ้าอาณานิคม
เป็นดินแดนแห่งการซ้อนทับ
เป็นดินแดนแห่งการผสมปนเป
ซึ่งมีตำนานมากมายในดินแดนแห่งนี้
จากเหนือจรดใต้ จากผืนดินสู่ผืนน้ำ จากยอดภูเขาสูงสู่ทะเลสาบ บางครั้งมันอวลด้วยกลิ่นเครื่องเทศ และหลายครั้งมันอวลด้วยกลิ่นอายสงคราม
ดังนั้น ถ้าจะให้สรุปว่า “อาคเนย์คะนึง” คือรวมเรื่องสั้นที่บอกอะไรกับผู้อ่าน คำตอบคือ “อาคเนย์คะนึง” คือบันทึกเรื่องราวระหว่างความรัก และความรู้สึกนั่นเอง
ส่วนอีกเล่มคือ “มันยากที่จะเป็นมลายู” ซึ่งผู้เขียนคือ “ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ”
หนังสือเล่มนี้เป็นความเรียงเชิงสารคดีประวัติศาสตร์ โดยใช้มลายู เมืองปัตตานีเป็นสถานที่ในการบอกเล่าเรื่องราว ขณะเดียวกัน “มันยากที่จะเป็นมลายู” ก็เป็นความเรียงที่เกิดจากการศึกษา และวิจัยเชิงมานุษยวิทยาของผู้เขียนด้วย
หนังสือเล่มนี้จึงกึ่งๆ วิชาการที่เต็มไปด้วยศัพท์แสงต่างๆ มากมาย
ถามว่าอ่านรู้เรื่องไหม?
รู้เรื่อง
เพราะผู้เขียนพยายามเล่าเรื่องราวของคนธรรมดาให้น่าสนใจ ทั้งยังมีความสนุก มีมิติที่หลากหลาย จนทำให้เราอ่านๆ ไปรู้สึกคล้ายกับว่ามีคนมาเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ฟังแบบเพลินๆ
ตรงนี้คือเสน่ห์ของ “ศรยุทธ”
ทั้งยังเป็นเสน่ห์ที่เขาบอกเล่าเรื่องราวของหลายชีวิตในชุมชนต่างๆ โดยเริ่มจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง กระทั่งถึงคนรุ่นปัจจุบันอย่างไม่ติดขัด
เพราะฉะนั้น ความเป็นมลายูของ “ศรยุทธ” จึงเป็นสิ่งที่ซับซ้อน เคลื่อนไหวแปรเปลี่ยนอยู่เนืองๆ เป็นชีวิตที่มีเลือดเนื้อ ความปรารถนา ความพยายามที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่แตกต่างจากตน
การพึ่งพิงช่วยเหลือกัน รวมถึงเรื่องการสังสรรค์ดื่มสุราในหมู่คนพุทธและมุสลิม อย่างมีความเข้าใจ และผ่อนปรน จนทำให้ “มันยากที่จะเป็นมลายู” เป็นหนังสือที่มีคุณูปการทางวิชาการ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องชาติพันธุ์ ที่สะท้อนถึงความเป็นมลายู และอาจรวมถึงความเป็นไทยเข้าไปด้วย จนทำให้ผู้เขียนมองเรื่องดังกล่าวออกมาเป็นความรู้สึกอย่างงดงาม
และหมดจดด้วย
แต่กระนั้นผู้เขียนก็ทิ้งคำถามไว้ในหนังสือเพื่อให้ทุกคนพยายามหาคำตอบด้วยคือเรื่องราวของความไม่เป็นธรรมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
น่าอ่านมากครับ
จึงอยากให้ทุกคนไปหาซื้ออ่านกัน

