ขอโทษ-ขออภัย เผชิญ‘ความจริง’หลัง‘ชัตดาวน์’

11.05.22 | 14:50 น.

กลับมาสู่บรรยากาศเรียงแถวเอ่ยคำ ‘ขอโทษ’ อย่างต่อเนื่อง เมื่อต้องก้าวขาสู่สมรภูมิการเมืองที่ประชาชนมีอำนาจผ่านกากบาทในมือ

ผู้มีประวัติเคยฉวัดเฉวียนร่วมขบวนการ กปปส. เป่านกหวีดปิดเมืองบางกอกหลายรายทยอยตบเท้าเล่าความรู้สึกของการ ‘กลับใจ’

ประเดิมด้วย จอนนี่ แอนโฟเน่ ดารา (อดีตเคย) ดัง ที่เคยมีนกหวีดพร้อมสายลายธงชาติคล้องคอ โดยในวันนี้ออกมาร่ายยาวคำอธิบาย หลังเปิดตัวเป็นสมาชิกพรรคไทยสร้างไทยของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จ่อลง ส.ส.รับใช้มวลมหาประชาชน ทว่า เจอกระแสสังคมขุดภาพครั้งร่วมขบวนกำนันสุเทพ ตามมาด้วยคำถามจี้ใจจาก กบ ไมโคร ศิลปินสายประชาธิปไตย

ตามมาด้วย อั๋น ภูวนาท คุนผลิน ที่แม้ภาพจำปัจจุบันจะชัดเจนว่าเป็นสาย ‘คอลเอาต์’ ไม่เอาเผด็จการ แต่เจ้าตัวก็ออกมายอมรับพร้อมขออภัยที่เคยเป็นหนึ่งในศิลปินผู้ขับขานบทเพลง คุ้นหู ‘เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน’ โดยเปิดเผยว่าได้รับแรงบันดาลใจจากจอนนี่ แม้ไม่มีเบอร์และโลโก้พรรคปักอกเสื้อแต่อย่างใด

“อยากบันทึกไว้ว่า : ผมก็อยากขอโทษเช่นกันอย่างเป็นทางการ ขอบคุณแรงบันดาลใจจากคุณ @jonny_anfone แม้ผมจะไม่เคยร่วมชุมนุมหรือเป่าอะไรใดๆ แต่ก็ไปร้องเพลงด้วยความคิดน้อย
ในวันนั้นที่ก็คิดว่าตัวเองไม่โง่แล้วนะ แต่วันนี้… โง่น้อยลงกว่าวันนั้นมาก ไม่อยากปล่อยผ่านให้ค้างคาใจ #สว่างแล้วสว่างเลยไม่เคยย้อนกลับ #ผมขอโทษ”

Advertisement

จากนั้นถึงคิวแฮชแท็ก #หนุ่ยขอโทษกับเหตุการณ์ในช่วงปี 2556-2557 จาก กนกนุช กลิ่นสังข์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตดอนเมือง พรรคเพื่อไทย

ทำเอานักกิจกรรมทางการเมืองหลายรายออกมาหยอก ว่าหากบางคนไม่จ่อชิงชัยในสนามเลือกตั้ง จะได้ยินได้อ่านซึ่งคำขอโทษเหล่านี้หรือไม่

หนึ่งในนั้นคือ สุวรรณา ตาลเหล็ก กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ที่โพสต์ถามลอยๆ ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

‘มีใครบ้างที่ออกมาขอโทษก่อนเข้ามาอยู่ในพรรคการเมืองฝ่ายค้าน’ ว่าแล้ว มาดูลีลา วาทะ และคำในใจของบุคคลต่างๆ กันสักนิด

  • จอนนี่กลับใจ ‘ใช่ครับ ผมขอโทษ’

อาสาเป็นผู้รับใช้ประชาชนในเขตมีนบุรี คันนายาว คลองสามวา จอนนี่กล่าวว่า ตัดสินใจลงมาทำงานการเมืองเต็มตัว และได้ลงพื้นที่ทำงานมาแล้วประมาณ 3-4 เดือน จึงเห็นถึงความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสของพี่น้องประชาชน

“ใช่ครับ ผมขอโทษ” คือหนึ่งในประโยคเปิดของจอนนี่ ก่อนไปต่อที่บรรทัดถัดไปยอมรับว่าเคยร่วมชัตดาวน์ กทม.

“ผมร่วมชุมนุมในปี 2556 ถึงปี 2557 ผมเป็นหนึ่งในผู้ร่วมชุมนุมจริง เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถบิดเบือนได้และผมขอน้อมรับทุกความคิดเห็นจากทุกท่าน

การชุมนุมในครั้งนั้น ผมก้าวขาออกจากบ้านเอง ไม่มีใครบังคับ ก้าวขาออกไปด้วยความที่คิดของผมเองด้วยการเสพสื่อ Social ว่า…

พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเหมาเข่ง จะเป็นการล้างบางคนผิดทุกกรณีซึ่งรวมไปถึงการทุจริต งบประมาณแผ่นดิน

วันนั้นผมไม่เคยรู้เลยว่าจะมีการรัฐประหาร ไม่เคยมีสัญญาณใดๆ เกิดขึ้น เราเพียงออกไปเพื่อจะคัดค้าน พ.ร.บ.ดังกล่าว แล้วคิดแค่ว่าจะจบแค่นี้… แต่การชุมนุมไม่จบเพียงเท่านั้น จนในที่สุด ลุงมาทำรัฐประหารและได้ลากจูงประเทศมาสู่จุดวิกฤตขนาดนี้ สร้างหนี้สินให้กับลูกหลานมากมายขนาดนี้”

จอนนี่ย้ำ ไม่คิดจริงๆ ว่าจะเกิดรัฐประหารที่นำพาชาติมาสู่สถานการณ์ที่เป็นอยู่ พร้อมน้อมรับว่า นี่คือราคาที่ต้องจ่าย

“ใช่ครับ การถูกเกลียด ถูกด่า ถูกขุดคุ้ย หรือไม่ถูกให้อภัย เป็นราคาที่ผมต้องจ่ายโดยที่ผมไม่สามารถปฏิเสธได้ สิ่งแรกที่ผมทำได้ คือการ ขอโทษ เพื่อลดความผิดพลาดของผมในอดีต แทนการเรียกร้องให้ทุกคนอภัย ผมขอโทษ ผมขอยอมรับความผิดพลาดที่เคยเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมเคลื่อนไหวทางการเมือง จนนำมาสู่การยึดอำนาจรัฐประหาร ซึ่งผมก็มีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารมาโดยตลอด”

  • ไม่รู้อยู่พวกไหน? อดีตลบไม่ได้ แต่ไม่เอาลุง
    ไม่เอารัฐประหาร ไม่เอานิรโทษกรรม

อดีตดาราดังยังย้ำว่า การออกมาในวันนี้ก็เพื่อ ‘ปัจจุบัน’ และ ‘อนาคต’ ไม่สามารถลบอดีตได้ สิ่งที่ทำได้ก็แค่กลับไปทำความเข้าใจอดีตและความผิดพลาดของตัวเอง เพื่อเป็นพลังในการเรียกร้องความยุติธรรม เป็นแรงในการกลับมาชดใช้สิ่งที่เคยทำไว้กับประเทศที่รัก

“วันนี้ที่ผมออกมาพูดไม่ใช่เพราะว่าถูกทัวร์ลง ผมร่วมงานกับพรรคไทยสร้างไทยมากกว่า 1 ปีแล้วครับ ตั้งแต่ช่วงที่มีการระบาดของโควิดก็ได้ลงพื้นที่ส่งผู้ป่วย แจกของช่วยเหลือ ประสานเตียงผู้ป่วย แต่ที่ผมต้องออกมาพูดวันนี้ ก็เพราะสิ่งที่ผมทำในอดีต กลายเป็นทำให้ผมต้องถูกผลักไปอยู่อีกข้างโดยปริยาย

ผมเป็นคนที่ไม่เอารัฐประหาร ไม่เอาระบอบลุง ไม่เอานิรโทษกรรม

ผมก็ไม่รู้ว่าคนแบบผมจะถูกจัดไปอยู่ในพวกไหน

แต่วันนี้ครับผมได้มีโอกาสพูด ผมก็อยากจะฝากไปถึงใครก็ตามที่วันนี้เค้าได้เห็นความเลวร้ายของผลพวงจากการรัฐประหาร เค้าได้เห็นว่าลุงกู้เงินจนเราต้องชดใช้กันชั่วลูกชั่วหลาน เค้าได้เห็นว่าการรัฐประหารไม่ได้นำมาซึ่งความสุขสงบ เหมือนที่ลุงเอาไปเป็นข้ออ้าง

เค้าได้เห็นว่าวันนี้ยังไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แต่เรามีรัฐธรรมนูญฉบับที่พิลึกกึกกือที่สุด เค้าได้เห็นเหมือนกันกับผมที่การบริหารจัดการโควิดผิดพลาดล้มเหลวจนทำให้ประชาชนต้องถึงแก่ชีวิต เค้าได้เห็นเหมือนกันกับผม ที่เศรษฐกิจแย่จนคนตัวเล็กตัวน้อยต้องกู้หนี้ยืมสินต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยมหาโหด”

  • ออกจากหลืบ เลิกลบรูป
    เผชิญหน้าความจริง เรียนรู้จากข้อผิดพลาด

ประเด็นต่อมา จอนนี่เน้นย้ำว่า อดีตแก้ไม่ได้ แต่เรียนรู้จากมันได้ และไม่ต้องไล่ลบรูปอีกต่อไป อย่ากลัวการเผชิญหน้ากับความจริง

“ออกมาจากซอกหลืบเถอะครับ! ออกมาจากข้างหลังตู้เย็นเถอะครับ! ไม่ต้องลบโปรไฟล์ ไม่ต้องไล่ลบรูปอีกแล้วครับ!

เราแก้ไขอดีตไม่ได้แต่เราสามารถนำข้อผิดพลาดในอดีตมาเรียนรู้ได้ เราแก้ไขอดีตไม่ได้แต่เราสามารถทำให้ประเทศมันดีได้ เพราะเรายังคงรักประเทศนี้เหมือนกัน ออกมาช่วยกันทำให้ประเทศมันดี มาช่วยกัน
ผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน…สร้างประเทศที่ดีที่สุดเพื่อส่งมอบอนาคตประเทศให้กับลูกหลานของเราเถอะครับ

อย่ากลัวที่จะออกมาเผชิญหน้ากับความจริงครับ เพราะวันหนึ่งเราอาจจะไม่มีโอกาสได้กลับไปแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีต การเห็นต่างทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ แต่การขัดแย้งกันอย่างรุนแรง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายได้พิสูจน์แล้วว่าทำให้บ้านเมืองมีปัญหา เป็นผลให้สภาพเศรษฐกิจของประเทศเกิดวิกฤต กระทบกับความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ผมเห็นว่าความขัดแย้งของคนในชาติควรยุติลง เพื่อมาร่วมกันแก้ปัญหาวิกฤตของชาติ จึงเข้าร่วมกับพรรคไทยสร้างไทย ซึ่งมีนโยบายชัดเจนในเรื่องการยุติความขัดแย้ง รับฟังความเห็นต่าง และหันมาช่วยกันสร้างเศรษฐกิจไทย”

จอนนี่ระบุก่อนทิ้งท้ายประชาชนที่ให้กำลังใจ ขอเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความตั้งใจและอุดมการณ์ครั้งใหม่

“ผมขอยืนยันว่า การพิสูจน์ตัวตน บนเส้นทางประชาธิปไตย เป็นเรื่องยากที่จะได้รับความเชื่อมั่น ‘ความเชื่อใจ’ ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ที่ชัดเจนที่สุด และเป็นก้าวแรกที่จะเดินบนสนามประชาธิปไตยได้อย่างสง่างาม คือการพิสูจน์ตัวเองผ่านการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ให้พี่น้องประชาชนเป็นผู้ตัดสินครับ และผมตั้งใจแก้ไขในสิ่งที่เคยผิดพลาดให้ดีที่สุดครับ ขอบคุณครับ” อดีตพระเอกดังสรุป

  • ปัจจุบันคือความจริง กราบขออภัย หากเมื่อวานทำให้
    ไม่สบายใจ

มาถึงคิวของ กนกนุช กลิ่นสังข์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตดอนเมือง พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นอีกรายที่เคยร่วมเดินบนถนนสาย กปปส. ล่าสุดมาพร้อมแฮชแท็กชื่อเล่นของตัวเองพร้อมคำขอโทษ

“#หนุ่ยขอโทษ กับเหตุการณ์ในช่วงปี 2556-2557 ขอยืนยันว่า ในวันนั้นหนุ่ยไม่ได้ทำสิ่งใดที่กล่าวร้ายหรือพูดหยาบคายกับกลุ่มและคณะใดๆ ทั้งสิ้น หากวันนั้นทำให้ทุกคนไม่สบายใจ หนุ่ยต้องกราบขออภัยด้วยนะคะ”

จากนั้น ยังย้ำว่า #ปัจจุบันคือความจริง

ปัจจุบันที่ว่านี้ เห็นทีจะหมายถึงความตั้งใจเสนอตัวรับใช้ประชาชนคนดอนเมืองในฐานะ ส.ก.

“หนุ่ยตั้งใจบอกพี่น้องในเขตดอนเมือง และสมาชิกพรรคเพื่อไทย เป็นการแสดงความมุ่งมั่นในการเลือกจุดยืนอยู่กับนโยบายพรรคที่อยู่ข้างประชาชน ดังนั้น การเสนอตัวผ่านการเลือกตั้ง ในนามพรรค
เพื่อไทย ย่อมเป็นการพิสูจน์ตัวตน และความตั้งใจของหนุ่ย

ให้ประชาชนตัดสิน เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้ว หนุ่ยจะขอก้มหน้าทำงานเพื่อรับใช้พี่น้องอย่างสุดหัวใจ ในนามพรรคเพื่อไทย เพื่อตอบแทนความเมตตาที่พี่น้องประชาชนมอบให้

พรรคเพื่อไทยคือทางออกที่ดีที่สุด ที่จะให้โอกาสเราได้ยืนยันจุดยืนในการทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนต่อไป

หนุ่ยตั้งใจบอกพี่น้องในเขตดอนเมือง และสมาชิกพรรคเพื่อไทยว่า หนุ่ยเลือกจุดยืนอยู่ข้างประชาธิปไตย และไม่เอากับเผด็จการ” หนุ่ย กนกนุช ย้ำ

22 พ.ค. ต้องจับตาว่า หนุ่ย กนกนุช ที่ออกมาขออภัยในครั้งนี้ จะได้นั่งเก้าอี้ ส.ก.เขตดอนเมืองตามความมุ่งหวังหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด มีผลวิจัยที่เพิ่งเผยแพร่ไปหมาดๆ โดย รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ เปิดเผยข้อมูลการสำรวจทัศนคติประชาชนต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร จากข้อมูลงานวิจัยของ ภาณุพัฒน์ เหลือพร้อม นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต พบว่า หนุ่ย กนกนุช เพื่อไทย ได้ใจชาวดอนเมืองเป็นอันดับ 3 รองจาก #ทีมวิโรจน์ ก้าวไกล คือ ไกรศักดิ์ เสาเวียง ที่นำมาเป็นอันดับ 1 ด้วย 28.2% โดยมี พนา วุฒิเดช แห่งไทยสร้างไทย หายใจรดต้นคอ ที่ 23.5% จากนั้น อันดับ 3 จึงเป็น กนกนุช กลิ่นสังข์ เพื่อไทย 18.3% ตามมาด้วย #ทีมอัศวิน อดิเรก สังข์นุช 11.8%

นอกจากนี้ งานวิจัยดังกล่าวระบุด้วยว่า ชาวเขตดอนเมืองที่มีสิทธิเลือกตั้งได้ตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกใครเป็น ส.ก.ถึง 96% นั่นอาจเพราะได้ตัดสินใจจะเลือกใครเป็นผู้ว่าฯกทม.แล้วนั่นเอง

ที่กล่าวมานี้ ไม่นับรวมกลุ่ม ‘เปิดตัวแล้วทัวร์ลง’ โดยไม่ได้ออกมาขอโทษสังคม หรือยืนยันอยู่คนละฝั่งน้ำกับประชาธิปไตยในแบบสากล ที่เหลือ ประชาชนคือผู้ตัดสิน

  • รวมดาวชาวตาสว่าง ยืดอก‘ขอโทษ’

ก่อนสมรภูมิเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงทั้งระยะใกล้ และระยะไกลออกไปอีกนิด เคยเกิดปรากฏการณ์ไล่ลบอดีตจากโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะกลุ่มคนดัง เซเลบ ศิลปิน นักร้อง ทว่า ไม่ใช่ทุกคนจะออกมา ‘ขอโทษ’ สังคม
บุคคลส่วนหนึ่งในนั้นไม่เพียงออกมายืดอกรับความผิดพลาดในอดีต บางคนยังออกมาร่วมเรียกร้องประชาธิปไตย อาทิ ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือ ลูกนัท ผู้ย้ายฟากมาสู่ฝั่งชู 3 นิ้วอย่างเต็มตัว บาดเจ็บจนดวงตาสูญเสียการมองเห็น 1 ข้าง ประกาศสำนึกผิดต่ออดีตนายกฯ ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์, สุกัญญา มิเกล จากศิลปินผู้ขึ้นเวทีพันธมิตร สู่ศิลปินบนเวทีม็อบคนรุ่นใหม่ กลับใจออกมาขอโทษที่ร่วมเดินทางผิดขบวน, แพทย์หญิงของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ ที่บอกว่าอยากขอโทษประชาชน รู้เท่าไม่ถึงการณ์ พร้อมอัดคลิปวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลประยุทธ์ ในการบริหารจัดการวิกฤตโควิด-19, ครูลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ อดีตเคยโพสต์หนุนฆ่า ‘พวกเผาประเทศ’ ออกมายอมรับว่าย้อนนึกแล้ว ‘รังเกียจตัวเอง’ ไม่มีอะไรจะแก้ตัว ขอทำปัจจุบันให้ดีขึ้น, ปีใหม่ สุมนรัตน์ สาวสวยที่เคยเฉิดฉายในม็อบ กปปส. ออกมายอมรับ ขอโทษ และเสียใจ,
ปัญ BNK48 ปัญสิกรณ์ ติยะกร รับว่าเคยพลาดไป โดยระบุว่า เพียงยอมรับ ขอโทษ และแก้ไข ไม่ต้องกลัวคนไม่ให้ค่า เพราะเราไม่สมควรได้รับมันอยู่แล้ว อีกรายที่มาพร้อมๆ กระแส #ย้ายประเทศ ณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา พาครอบครัวไปอยู่เมืองนอกเมืองนา ยอมรับว่า ‘เรามองอะไรผิดไป’ เมื่อได้เห็นความล้มเหลว
รู้สึกเหมือน ‘อกหัก’ จึงไม่โกรธที่ถูกคนตำหนิ