อีกไม่กี่วันก็จะถึงงานรำลึก 30 ปี เหตุการณ์พฤษภา 2535 ที่เคยถูกเรียกว่า พฤษภาทมิฬ ก่อนรณรงค์ให้ปรับเป็นพฤษภาเลือด หรือพฤษภาประชาธรรม เพื่องดเว้นการพาดพิงชาติพันธุ์ ‘ทมิฬ’
17 พฤษภาคมนี้ มูลนิธิพฤษภาประชาธรรมและคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 พร้อมเครือข่าย เตรียมจัดงานที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘รำลึกสืบสานวีรชน 30 ปีพฤษภาประชาธรรม’

แถลงครั้งแรก ณ เบื้องหน้าอนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ณ สวนสันติพร หัวมุมถนนราชดำเนิน ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำว่าปีนี้จัดใหญ่ให้โลกจำเหมือน ‘กวางจู’ เกาหลีใต้ เตรียมจี้ให้เปิดเผยข้อเท็จจริงที่ถูกซ่อนเร้นมานาน 3 ทศวรรษ เชิญภาคส่วนต่างๆ ทั้งไทยและต่างชาติเข้าร่วม นอกจากนี้ ยังยิงยาวไปถึงเดือนมิถุนายน ควบรวมสาระ 90 ปี ประชาธิปไตยไทย นับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 จากวันนั้น มีการจัดกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะงานเสวนาวิชาการอย่างต่อเนื่อง
กระทั่ง 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้จัดเปิดห้องที่สมาคมนักข่าวฯ ย่านสามเสน แถลงอีกครั้งอย่างเป็นทางการถึงรายละเอียดและกำหนดการ

30 ปีที่อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม เมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของกระแสตั้งคำถามอย่างหนักหน่วงจากนักคิด นักเขียน นักวิชาการและประชาชนทั่วไปโดยขีดเส้นใต้ไปยังรายนามผู้ได้รับเชิญในงานดังกล่าว อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีในยุคที่มีการปราบปรามผู้ชุมนุมทางการเมืองจนเกิดความสูญเสียที่ยากจะลืมเลือน
8 พฤษภาคม บารมี ชัยรัตน์ เลขาธิการสมัชชาคนจน เผยแพร่ ‘แถลงการณ์ประณามการบิดเบือนเจตนารมณ์วีรชนเดือนพฤษภา 35’ พร้อม 88 รายชื่อแนบท้าย ประกอบด้วย ‘บิ๊กเนม’ จำนวนไม่น้อย จากนั้น 10 พฤษภาคม แถลงการณ์ฉบับเดียวกันจะถูกเผยแพร่อีกครั้ง โดยหนนี้มาพร้อม 229 รายชื่อ

เนื้อหาหลัก คือการไม่เห็นด้วยต่อการเชิญบุคคลทั้ง 2 รายเข้าร่วมงานโดยให้เหตุผลว่า ‘ไม่ให้เกียรติคุณค่าความเสียสละชีวิตของวีรชน’
นอกจากนี้ เครือข่ายประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (People’s Network for Democracy: PNP) ก็เผยแพร่แถลงการณ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเชิญชวนกลุ่มองค์กรต่างๆ ร่วมกันลงชื่อเพื่อแสดงเจตจำนง ‘ไม่เข้าร่วม’ กิจกรรมดังกล่าว รวมถึงเรียกร้องไปยังนักวิชาการชาวต่างชาติด้วย
พูดง่ายๆ ว่า ขอให้พร้อมใจ ‘แบน’ งานรำลึกในครั้งนี้
ในขณะที่ สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ ‘บก.ลายจุด’ โพสต์ข้อความร้อนแรงผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหา (ฉบับเซ็นเซอร์บางถ้อยคำ) ความว่า
‘ถ้าผมเป็นอภิสิทธิ์ผมจะปฏิเสธการเชิญขึ้นไปพูดบนเวทีงาน 30 ปี พ.ค.35

แม้ก่อนหน้านี้จะไปร่วมงานอยู่หลายปี แต่อภิสิทธิ์ไม่มีสิทธิที่จะพูดถึงเรื่องนี้อีกหลังจากที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรีในยุคที่มีการปราบปรามประชาชนด้วยอาวุธสงครามในปี 53’
ครั้นพิจารณาสถานการณ์ดังกล่าว พบว่า นอกเหนือจากกลุ่มที่ลงชื่อประณามท้ายแถลงการณ์ตั้งแต่ต้น ยังมี ‘บิ๊กเนม’ อีกหลายคนประกาศไม่เข้าร่วมเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือ ศาสตราจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ใส่สูทหรือชุดประจำชาติร่วมรำลึกวีรชนในเหตุการณ์ต่างๆ เป็นประจำทุกปี
ด้าน เมธา มาสขาว น้องชายผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์พฤษภา 35 ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ชี้แจงผ่าน ‘มติชน’ โดยเฉพาะ ว่าคง ‘เป็นเรื่องเข้าใจผิด’ จากเอกสาร (หลุด) ร่างกำหนดการ ‘ภาษาอังกฤษ’ ที่ทำขึ้นเพื่อประสานวิทยากรจากต่างประเทศมาร่วมสัมมนา โดยไม่เผยแพร่ทางสาธารณะ เพื่อป้องกันการถูกแบล๊กลิสต์ หรือห้ามเข้าประเทศ
ทั้งหมดนี้ นับเป็นบรรยากาศไม่สู้ดีจน พิภพ ธงไชย อดีตแกนนำพันธมิตร ผู้มีบทบาทคุ้นตาในงานพิธีรำลึกวีรชนพฤษภา ออกมาสะกิดผ่านข้อเขียนแจกสื่อมวลชนว่า พรรณา 9 สาเหตุความขัดแย้งทางการเมืองที่เจ้าตัวใช้คำว่า ‘ลามปาม’ มาถึงงาน 30 ปีพฤษภา 35 ในวันที่ 17 พฤษภาปีนี้
งานรำลึกที่คาดว่าจะยิ่งใหญ่กลับกลายเป็นวิวาทะทางความคิด ชวนให้จับตาบรรยากาศของอังคารที่ 17 พฤษภาคมนี้ว่าจะเป็นอย่างไร?
- รับไม่ได้ เชิญ ‘อำนาจนอกระบบ-นายกฯยุคปราบเสื้อแดง’ รำลึกวีรชน
ว่าแล้ว มาดูเหตุผลของฝ่ายที่คาใจการเชิญ บิ๊กป้อม และอดีตนายกฯมาร์ค จนถึงขนาดออกแถลงการณ์โดยใช้คำว่า ‘ประณาม’ ใจความสำคัญว่า
‘ปีนี้เป็นปีครบรอบ 30 ปี เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ อำมหิตที่รัฐเผด็จการใช้กำลังความรุนแรงปราบปรามประชาชนสองมือเปล่าที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เป็นเหตุให้ประชาชนผู้ประท้วงต่อต้านอำนาจเผด็จการต้องบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก นับเป็นโศกนาฏกรรม บาดแผล ความทรงจำที่มิมีวันลืมเลือน
วีรชนเหล่านี้มีเจตนารมณ์ในการต่อสู้เพื่อให้สังคมไทยได้สถาปนาระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน วีรชนเหล่านั้นเกลียดชิงชังระบอบเผด็จการ ระบอบรัฐประหาร ที่ได้ครอบงำสังคมไทยมาโดยตลอด
การที่ได้มีบุคคลกลุ่มหนึ่งได้จัดกิจกรรมรำลึกขึ้น โดยได้เชิญ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มาร่วมกิจกรรมในงานด้วย ถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติคุณค่าความเสียสละชีวิตของวีรชนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐประหาร อำนาจนอกระบบ เป็นรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจมาจากรัฐประหาร 2557 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมทั้งปัจจุบันได้มีส่วนในการปราบปรามประชาชนผู้รักประชาธิปไตย โดยการแจ้งข้อกล่าวหา มีกระบวนการข่มขู่คุกคาม จับกุมขังคุกประชาชนและเยาวชนผู้มีความคิดเห็นต่างจากผู้มีอำนาจ

นอกจากนี้แล้ว การเชิญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ก็นับเป็นความอัปยศเช่นกัน เนื่องจากว่านายอภิสิทธิ์มีส่วนสำคัญในการปราบปรามคนเสื้อแดงที่เรียกร้องเพียงแค่ให้ยุบสภาเมื่อปี 2553 ซึ่งผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายรับรู้กันเป็นอย่างดี’
ในตอนท้ายยังเรียกร้องไปยังประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ขอให้ไม่เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อประท้วงคณะผู้จัดกิจกรรม รวมทั้งเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ของวีรชน
229 รายชื่อ มีผู้ลงนาม อาทิ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ที่ถูกปลดภายใต้คำถาม, อนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ แกนนำ เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.), ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักแปลชื่อดัง, ศรีไพร นนทรีย์ แรงงาน เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน, สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการด้านศาสนา และ ชำนาญ จันทร์เรือง กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า เป็นต้น
- ชวน ‘แบน’ กิจกรรม เรียกร้องนักวิชาการต่างชาติ งดร่วมเวที
อีกหนึ่งกลุ่มที่ออกมาแอ๊กชั่น คือ เครือข่ายประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (People’s Network for Democracy: PNP) ซึ่งเผยแพร่แถลงการณ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเชิญชวนกลุ่มองค์กรต่างๆ ร่วมกันลงชื่อเพื่อแสดงเจตจำนงไม่เข้าร่วมกิจกรรม รวมถึงเรียกร้องไปยังนักวิชาการชาวต่างชาติด้วย
แถลงการณ์ของกลุ่มนี้ ขยี้รายบุคคล แจกแจงเหตุและผลจากการกระทำในอดีต ไม่เพียง ประวิตรและอภิสิทธิ์ แต่รวมถึง กษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในกลุ่ม ‘พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ หรือเรียกง่ายๆ ว่า ‘เสื้อเหลือง’ บุกยึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ อีกทั้ง พิภพ ธงไชย ที่ร่วมหัวจมท้ายทั้งขบวนการพันธมิตรและ กปปส.
ความตอนหนึ่งในแถลงการณ์ ถึง ‘เพื่อนนักกิจกรรม นักต่อสู้และนักวิชาการ’ ของกลุ่ม PNP มีใจความว่า

‘พวกเราในนามของ เครือข่ายประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (People’s Network for Democracy: PNP) ใคร่ขอร้องให้ท่านทั้งหลายได้ทบทวนการเข้าร่วมกิจกรรมและเวทีวิชาการของการรำลึก 30 ปี ของการลุกขึ้นสู้เดือนพฤษภาคม 2535 ในประเทศไทย พวกเราผิดหวังและรู้สึกจำเป็นที่ต้องเรียนให้ท่านทราบว่าบรรดาผู้กล่าวสุนทรพจน์และผู้ร่วมกิจกรรมบางท่านมีจุดยืนต่อต้านประชาธิปไตย และหลายคนมีส่วนร่วมในการสังหารประชาชนในการสลายการชุมนุมเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 อีกด้วย’
จากนั้น ร่ายวีรกรรมบุคคลทั้ง 4 รายโดยใช้คำว่า ‘ผู้สมรู้ร่วมคิด (perpetrators) ต่อความถดถอยของสิทธิพลเมืองและสิทธิมนุษยชน’ นอกจากนี้ ยังใช้กฎหมายบังคับขัดขวางการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยตั้งแต่ปี 2549
- เลขาฯ ญาติวีรชน เชื่อ ‘เป็นเรื่องเข้าใจผิด’
เชิญทุกฝ่ายเหมือนทุกที แถมไม่เชิญ ‘บิ๊กตู่’ ปีแรก
หันมาดูความเคลื่อนไหวในฟากฝั่งผู้จัดหลังเสียงประณามและตั้งคำถามอย่างรัวๆ
เมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ชี้แจงแทนคณะกรรมการจัดงานว่า กรณีแถลงการณ์ของกลุ่มต่างๆ น่าจะมาจากความเข้าใจผิด จากร่างกำหนดการภาษาอังกฤษที่ใช้ในการติดต่อวิทยากรต่างชาติ นอกจากนี้ คณะกรรมการ ก็ ‘เชิญทุกฝ่ายเหมือนทุกปี’
“ที่บอกว่าแถลงการณ์น่าจะเข้าใจผิด เนื่องจากกิจกรรมพิธีรำลึกเฉพาะวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 ในปีนี้ คณะกรรมการเชิญทุกฝ่ายเหมือนเช่นทุกปี มีประชาชนที่เคยผ่านเหตุการณ์พฤษภาคม 35 มาร่วมกิจกรรมเหมือนเช่นทุกปี โดยไม่มีการแบ่งแยก รวมถึงคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คุณจตุพร พรหมพันธุ์ นายจำลอง ศรีเมือง ฯลฯ รวมถึงตัวแทนรัฐบาล พรรคการเมืองและภาคเอกชน บางปีก็มานั่งรำลึกกันคนละมุม แต่ปีนี้มีอภิปรายภาคบ่ายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้จัดจึงได้เชิญแต่ละคนร่วมอภิปรายบนเวทีเสวนาเพื่อสรุปบทเรียนความขัดแย้งเพื่อหาทางออกให้บ้านเมืองร่วมกัน” เลขาฯกรรมการญาติวีรชนกล่าว
จากนั้น ยังย้ำด้วยว่า ปีนี้ไม่เชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี เป็นปีแรก
“เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง ในปีนี้คณะผู้จัดงานจึงตัดสินใจไม่ได้เชิญ ซึ่งธรรมดาจะต้องส่งผู้แทนรัฐบาลมาร่วมงานเพื่อแสดงความรับผิดชอบในนามรัฐ ต่อมาจึงมีชื่อเชิญรองนายกฯแทน แต่ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะส่งใครมาหรือไม่ เพราะรองนายกฯ พล.อ.ประวิตร หรือนายวิษณุ เครืองาม ก็ไม่เคยมางานแบบนี้เลย ส่วนใหญ่จะส่งข้าราชการสำนักนายกฯมาแทนแทบทุกปีเพราะไม่เห็นความสำคัญของประวัติศาสตร์ประชาชน ผิดกับเหตุการณ์กวางจู เกาหลีใต้ ที่สร้างบรรทัดฐานทางการเมืองและประชาธิปไตย ในงานรำลึกทุกปี หากไม่ใช่ประธานาธิบดีก็นายกรัฐมนตรีจะต้องมาร่วมงานและคารวะวีรชน”
ไม่เพียงเท่านั้น เมธา มองว่า แถลงการณ์นั้นคงต้องการพาดพิงไปที่ โคทม อารียา ประธานมูลนิธิพฤษภา และ อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานญาติวีรชนฯโดยตรง
ประเด็นนี้ เมื่อย้อนดูถ้อยแถลงกำหนดการจัดงานที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ในตอนหนึ่ง อดุลย์ กล่าวว่า เหตุที่ญาติวีรชนฯจะเชิญ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีมาร่วมในงานวันที่ 17 พฤษภาคมด้วยนั้น เพราะ พล.อ.ประวิตรให้การสนับสนุนเบื้องหลัง ด้วยการมอบหมายให้ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ เป็นตัวแทนมาร่วมงาน ซึ่งเป็นการแสดงความสมานฉันท์ ให้กับญาติวีรชนฯ ดังนั้นจึงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ญาติวีรชนฯมีความเห็นตรงกันว่า ควรที่จะเชิญคนรัฐบาลที่มีใจต่อพวกญาติมาร่วม โดยเบื้องต้นจะประสานเพื่อเชิญมาในงานดังกล่าว
กรอเทปย้อนไปอีกนิด เมื่อ 2 พฤษภาคม ในวันที่ญาติวีรชนเดินทางไปยัง ‘รัฐสภา’ เกียกกาย เพื่อเชิญ ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ร่วมงานรำลึก โดยได้รับการตอบรับ อดุลย์ ยังให้สัมภาษณ์สื่อในประเด็นการเรียกร้องให้พลเอกประวิตรเป็น ‘นายกฯสำรอง’ เพื่อ ‘ขัดตาทัพ’
ไม่แน่ใจว่านี่คืออีกประเด็นที่สะสมความคลางแคลงใจจนปะทุรวบตึงส่งผลถึงสถานการณ์ดังกล่าวหรือไม่
แต่ที่แน่ๆ รำลึก 3 ทศวรรษเหตุการณ์พฤษภาที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ได้รับการจดจำไปแล้วจากปมวิวาทะ ส่วนที่เหลือจะเป็นอย่างไร ต้องจับตา

